ใครที่ก้มๆ เงยๆ แล้วรู้สึกวูบ เวียนหัว หน้ามืด หรือเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง อย่าชะล่าใจเด็ดขาด เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางได้ ถึงแม้ว่าโรคนี้ดูเหมือนไม่มีอันตรายอะไร แต่จริงๆ แล้วภาวะโลหิตจางนั้นร้ายแรงกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียแล้ว โลหิตจางยังเป็นสาเหตุทำให้เป็นโรคต่างๆ ตามมาจนต้องเสียค่ารักษาภายหลังอีกเพียบ ถ้าไม่อยากทรัพย์จางเพราะโลหิตจางล่ะก็ มีอาการเข้าข่ายภาวะโลหิตจางเมื่อไหร่ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

โลหิตจางคืออะไร

โลหิตจางคืออะไร

ก่อนรู้จักโลหิตจาง เรามาทำความรู้จักกับเลือดกันก่อนเลย

 

เลือดของคนเรานั้นประกอบไปด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และส่วนที่เป็นน้ำเหลือง ซึ่งแต่ละส่วนของเลือดมีหน้าที่แตกต่างกันแต่ทำงานร่วมกัน โดยเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดอื่นๆ จะถูกสร้างจากไขกระดูกซึ่งอยู่ในโพรงกระดูกของเรา เช่น กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกหน้าอก เมื่อเม็ดเลือดแดงสร้างเสร็จแล้วจะถูกลำเลียงออกมาในกระแสเลือด โดยมีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงการนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นออกจากร่างกายผ่านทางปอดอีกด้วย

หากเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดลงจะส่งผลให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย วูบ หมดสติ ไม่ค่อยมีแรง หัวใจเต้นแรง อาจมีอาการปวดศีรษะ ง่วงนอนบ่อยหรือนอนมากกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติแล้วค่าเม็ดเลือดแดงหรือระดับค่าฮีโมโกลบินในเลือด ผู้ชายไม่ควรต่ำกว่า 13 กรัม/เดซิลิตร และผู้หญิงไม่ควรต่ำกว่า 12 กรัม/เดซิลิตร หากค่าเลือดต่ำกว่านี้ถือว่าโลหิตจางแล้ว

โลหิตจางคืออะไร

ภาวะโลหิตจางเกิดจากอะไร?

โลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ

ภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยเราสามารถแบ่งตามกลไกการเกิดได้เป็น 3 สาเหตุใหญ่ๆ ได้แก่

 

1. การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง เช่น

  • ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ได้แก่ ธาตุเหล็ก, วิตามินบี 12, กรดโฟลิค
  • โรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ขาดปัจจัยในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • โรคของไขกระดูก เช่น ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งในไขกระดูก การติดเชื้อในไขกระดูก เป็นต้น
  • โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

2. การทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในร่างกาย โรคกลุ่มนี้จะเป็นสาเหตุให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ ผู้ป่วยมักจะมีอาการตัวและตาเหลือง (ดีซ่าน) ร่วมด้วย เช่น

  • โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อย ผู้ป่วยอาจมีอาการเล็กน้อยหรือมีโลหิตจางรวดเร็วเมื่อเวลามีไข้ ในบางรายอาจมีภาวะโลหิตจางร่วมกับเหลือง ตับม้ามโต ซึ่งเป็นตั้งแต่อายุน้อยๆ
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากการขาดเอนไซม์ G-6PD เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ มักพบในเพศชาย โดยในภาวะปกติผู้ป่วยมักไม่มีอาการ หากมีการติดเชื้อหรือได้รับยาบางชนิดจะเกิดการกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายขึ้น จนเกิดอาการโลหิตจางรวดเร็ว ดีซ่าน และปัสสาวะเป็นสีน้ำปลา
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภูมิคุ้มกันของตนเองทำลายเม็ดเลือดแดง เป็นโรคที่พบมากในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์ อาจพบร่วมกับโรคของระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ
  • การติดเชื้อบางชนิด เช่น มาลาเรีย, คลอสติเดียม, มัยโค พลาสมา เป็นต้น

3. การเสียเลือดอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การตกเลือด หรืออาจค่อยๆ เสียเลือดเรื้อรัง เช่น เสียเลือดทางประจำเดือนในผู้หญิง เสียเลือดในทางเดินอาหารในผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยที่เสียเลือดเรื้อรังมักจะมีการขาดธาตุเหล็กตามมาด้วยเช่นกัน

โลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีภาวะโรหิตจาง

หากเริ่มรู้สึกมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรืออาการอื่นๆ ที่เข้าข่ายอาการของภาวะโลหิตจาง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นเกิดจากโลหิตจางจริงหรือไม่ และเกิดจากสาเหตุอะไร โดยทั่วไปแพทย์จะทำการซักถามประวัติอย่างละเอียด รวมถึงตรวจร่างกายเพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัยหาสาเหตุต่อไป

 

โดยการรักษาภาวะโลหิตจางจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่

  • ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก ควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดยให้นอนพักไม่ออกแรง มีการให้ออกซิเจน และอาจต้องให้เลือดแดงทดแทนไปด้วย
  • ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการรุนแรง การรักษาอาจให้ยาหรือสารต่างๆ ที่ผู้ป่วยขาด ที่สำคัญคือ ผู้ที่เป็นโลหิตจางไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เช่น ยาที่มีธาตุเหล็ก เพราะว่าผู้ป่วยอาจจะไม่ได้ขาดสารเหล่านั้นก็ได้ หากกินมากไปอาจเกิดอันตรายจากการสะสมธาตุเหล็กในร่างกายที่มากเกินไปได้ ดังนั้น เราควรกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีนและอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ ไข่ ตับ ไต เนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช เช่น ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง ลูกเดือย เป็นต้น ก็สามารถเพิ่มธาตุเหล็กซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกายแล้ว

นอกจากนี้ อาการของภาวะโลหิตจางนั้นร้ายแรงกว่าที่คิดมาก เพราะอาจเป็นอาการแสดงของโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคไตวาย หรือโรคแพ้ภูมิบางชนิดอย่างโรค SLE ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางไม่ว่าจะอาการมากหรืออาการน้อยก็ตาม ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด

ถ้าไม่อยากทรัพย์จางเพราะโลหิตจางหรือโรคร้ายอื่นๆ เพิ่มความมั่นใจด้วยสัญญาเพิ่มเติม ซีไอ เพอร์เฟ็ค แคร์ คุ้มครองครอบคลุมโรคร้ายมากถึง 36 โรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง โรคกล้ามเนื้อหัวใจ เนื้องอกในสมอง ชนิดไม่ใช่มะเร็ง และยังดูแลโรคร้ายแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ระยะกลาง หรือระยะรุนแรง สูงถึง 1 ล้านบาท เบี้ยวันละไม่ถึง 7 บาท* ให้คุณคลายกังวลแม้เจ็บป่วยโรคร้ายก็มีคนช่วยดูแล

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีภาวะโรหิตจาง

หมายเหตุ

*สำหรับผู้เอาประกันภัยเพศหญิง อายุ 28 ปี เลือกจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท และชำระเบี้ยประกันภัยรายปี

  • ความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบท้าย
  • การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
  • เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากร กำหนด
  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

 

ที่มาของข้อมูล: สืบค้นเมื่อวันที่ 02/07/64

🔖 รพ. วิชัยยุทธ (ข้อมูล ณ วันที่ 08/07/62)

🔖 รพ. ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 08/03/62)

🔖 รพ. กรุงเทพ หาดใหญ่ (ข้อมูล ณ วันที่ 08/01/62)

 

Tags:

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ประกันโรคร้ายแรง

สัญญาเพิ่มเติม ซีไอ เพอร์เฟ็ค แคร์

ดูแลโรคร้ายต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

เบาใจเพราะเราดูแล 36 โรคร้ายแรงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและดูแลต่อเนื่อง รับเพิ่มเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน หรือผ่าตัดขยายหลอดเลือดแดงหัวใจ

เมืองไทยประกันชีวิต ใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีสุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่คุณ หากคุณดำเนินการต่อ หรือปิดข้อความนี้ลง เราถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้และ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ