ทำยังไงไม่ให้ท้องผูก? 10 วิธีแก้อาการท้องผูก ไม่ต้องเบ่งแรง
นั่งห้องน้ำนานเป็นสิบ ๆ นาที แต่ก็ยังถ่ายไม่ออก ต้องเบ่งจนหน้าแดง กว่าจะออกมาได้
หากคุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ แสดงว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะ ท้องผูก เป็นปัญหาที่พบได้ในคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงาน ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองกินผักเป็นประจำก็ตาม
หลายคนมองว่า อาการท้องผูก เป็นเรื่องเล็ก เดี๋ยวก็หาย แต่หากปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัวแล้ว ยังอาจทำให้ต้องออกแรงเบ่งทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ จนเพิ่มความเสี่ยงต่อริดสีดวงทวาร แผลปริขอบทวาร หรือทำให้การขับถ่ายกลายเป็นเรื่องที่หลายคนไม่อยากเผชิญ
แต่อาการท้องผูกมีวิธีแก้ ซึ่งในหลายกรณีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากยาเสมอไป เพราะเพียงปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีกากใย ขยับร่างกาย และฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา ก็ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นและขับถ่ายได้ง่ายกว่าเดิม และก่อนจะไปดูวิธีแก้ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ท้องผูกเกิดจากอะไร เพราะเมื่อรู้สาเหตุ ก็จะเลือกวิธีดูแลตัวเองได้ตรงจุดมากขึ้น
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

ท้องผูกเกิดจากอะไร? เข้าใจสาเหตุ
หลายคนเข้าใจว่าอาการท้องผูกเกิดจากการกินผักน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง การขับถ่ายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหาร การดื่มน้ำ ไปจนถึงโรคประจำตัวหรือยาบางชนิด หากรู้ว่าสาเหตุอยู่ตรงไหน ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
ดื่มน้ำน้อย กินไฟเบอร์ไม่พอ สาเหตุอันดับหนึ่งของอาการท้องผูก
หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ร่างกายได้รับน้ำและไฟเบอร์ไม่เพียงพอ หน้าที่ของไฟเบอร์หรือใยอาหาร คือช่วยเพิ่มปริมาตรของอุจจาระ ทำให้อุจจาระอุ้มน้ำและเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น แต่หากรับประทานผัก ผลไม้ หรือธัญพืชน้อยเกินไป อุจจาระจะมีปริมาณน้อย แข็ง และแห้ง ส่งผลให้ต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติ
ในขณะเดียวกัน หากดื่มน้ำน้อย ร่างกายจะดูดน้ำกลับจากลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งขึ้นไปอีก แม้ว่าจะรับประทานผักอยู่แล้วก็ตาม หลายคนจึงเข้าใจผิดว่า "กินผักทุกวันแต่ยังท้องผูก" ทั้งที่จริงแล้วสาเหตุอาจมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอร่วมด้วย ตัวอย่างพฤติกรรมที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ดื่มกาแฟหลายแก้ว แต่ดื่มน้ำเปล่าน้อย
- กินอาหารจานด่วนเป็นประจำ
- ไม่ค่อยกินผลไม้
- ดื่มน้ำเฉพาะเวลาหิวน้ำ
หากเริ่มปรับสองเรื่องนี้พร้อมกัน หลายคนจะรู้สึกว่าการขับถ่ายดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ลำไส้ทำงานช้าลง
แม้จะรับประทานอาหารครบ แต่หากพฤติกรรมในแต่ละวันไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิด อาการท้องผูก ได้เช่นกัน ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่
กลั้นอุจจาระเป็นประจำ
หลายคนรีบไปทำงาน ประชุม หรือเดินทาง จึงเลือกที่จะกลั้นไว้ก่อน เมื่อทำบ่อย ๆ ลำไส้จะดูดน้ำกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายยากกว่าเดิม
นั่งทำงานทั้งวัน
การเคลื่อนไหวของร่างกายช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ หากนั่งโต๊ะทำงานตลอดวัน ไม่ค่อยเดิน หรือไม่ออกกำลังกาย ลำไส้ก็จะทำงานช้าลง
เปลี่ยนเวลานอนหรือเดินทางบ่อย
การนอนดึก ทำงานเป็นกะ หรือเดินทางต่างจังหวัด ต่างประเทศ อาจทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายเปลี่ยน ส่งผลต่อระบบขับถ่ายได้เช่นกัน
นั่งเล่นมือถือในห้องน้ำนานเกินไป
หลายคนติดนิสัยนำโทรศัพท์เข้าไปในห้องน้ำ ทำให้นั่งชักโครกนานเกินความจำเป็น แม้จะยังไม่พร้อมขับถ่ายก็ตาม พฤติกรรมนี้นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้น ยังเพิ่มแรงดันบริเวณทวารหนักและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อริดสีดวงทวารได้อีกด้วย
โรคประจำตัว ยาบางชนิด และอายุที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสาเหตุได้
หากลองปรับพฤติกรรมแล้ว แต่ยังมี อาการท้องผูก ต่อเนื่อง อาจมีสาเหตุจากปัจจัยด้านสุขภาพที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เช่น ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ โรคเบาหวานที่มีผลต่อระบบประสาท โรคลำไส้บางชนิด โรคพาร์กินสัน ภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS)
รวมถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาเสริมธาตุเหล็ก ยาแก้ปวดบางกลุ่ม ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม ยารักษาโรคซึมเศร้าบางชนิด
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมักพบปัญหาท้องผูกได้บ่อยกว่าวัยอื่น เนื่องจากการเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง ดื่มน้ำน้อยลง และมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย
ควรพบแพทย์หาก มีอาการท้องผูกติดต่อกันหลายสัปดาห์ ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดท้องรุนแรง ไม่ควรซื้อยาระบายรับประทานเองต่อเนื่องเป็นเวลานาน
แม้ ท้องผูกเกิดจากอะไร จะมีหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่สามารถเริ่มต้นแก้ไขได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานไฟเบอร์ เพิ่มการเคลื่อนไหวของร่างกาย และไม่กลั้นอุจจาระ เมื่อเข้าใจต้นเหตุแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกวิธีดูแลตัวเองให้เหมาะสม ซึ่งหลายวิธีสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องรอให้ท้องผูกรุนแรง

10 วิธีแก้อาการท้องผูก ช่วยให้ขับถ่ายง่าย ไม่ต้องเบ่งแรง
เมื่อรู้แล้วว่า ท้องผูกเกิดจากอะไร ขั้นตอนต่อไปคือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายกรณี และยังช่วยลดโอกาสเกิดซ้ำในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาระบายเป็นประจำ
หากคุณกำลังมองหา อาการท้องผูก วิธีแก้ ที่ทำได้จริง ลองเริ่มจากวิธีต่อไปนี้ เพราะเป็นคำแนะนำที่แพทย์มักแนะนำให้ปรับก่อนเป็นอันดับแรก
1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะอุจจาระที่นิ่ม ขับถ่ายง่ายกว่าอุจจาระแข็ง
วิธีง่ายที่สุดที่หลายคนมองข้ามคือ "การดื่มน้ำ" ลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกาย หากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ลำไส้จะดูดน้ำกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็ง แห้ง และเคลื่อนตัวได้ยาก ส่งผลให้ต้องออกแรงเบ่งทุกครั้งที่ขับถ่าย
โดยทั่วไป ผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน ไม่ใช่รอให้กระหายน้ำแล้วค่อยดื่ม เพราะเมื่อรู้สึกกระหาย ร่างกายอาจเริ่มขาดน้ำแล้ว เทคนิคที่ทำได้ง่าย เช่น ดื่มน้ำ 1 แก้วหลังตื่นนอน พกขวดน้ำติดตัวระหว่างวัน ตั้งเตือนให้ดื่มน้ำทุก 1–2 ชั่วโมง หากดื่มกาแฟหรือชา ควรดื่มน้ำเปล่าเพิ่มด้วย
ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต หรือโรคที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มการดื่มน้ำ
2. รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ให้เพียงพอ พร้อมเพิ่มทีละน้อย
ไฟเบอร์หรือใยอาหารเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำให้การขับถ่ายเป็นเรื่องง่าย เพราะช่วยเพิ่มปริมาตรอุจจาระ ทำให้อุจจาระอุ้มน้ำ และเคลื่อนผ่านลำไส้ได้สะดวกขึ้น แหล่งไฟเบอร์ที่ควรรับประทานเป็นประจำ ได้แก่ ผักใบเขียว ฟักทอง บรอกโคลี มะละกอสุก กีวี ฝรั่ง ลูกพรุน ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วชนิดต่าง ๆ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเพิ่มไฟเบอร์รวดเดียวในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง หรือมีแก๊สมากขึ้น ควรค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย และดื่มน้ำตามให้เพียงพอ เพื่อให้ไฟเบอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. อย่ากลั้นอุจจาระ และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา
หลายคนเคยมีประสบการณ์ "ปวดแต่ยังไม่ไป" บางคนติดประชุม บางคนกำลังเดินทาง หรือบางคนไม่ชอบเข้าห้องน้ำสาธารณะ จึงเลือกที่จะกลั้นไว้ก่อน
แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อทำบ่อย ๆ ลำไส้จะดูดน้ำกลับจากอุจจาระเพิ่มขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งขึ้นเรื่อย ๆ และขับถ่ายยากกว่าเดิม
การฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา โดยเฉพาะช่วงหลังอาหารเช้า เป็นช่วงที่ลำไส้มีการบีบตัวตามธรรมชาติ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการเข้าห้องน้ำ แม้ในช่วงแรกอาจยังไม่ปวดมาก แต่เมื่อทำต่อเนื่อง ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวจนกลายเป็นนิสัย
4. ขยับร่างกายทุกวัน ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้
การออกกำลังกายไม่ได้ดีแค่หัวใจหรือการลดน้ำหนัก แต่ยังช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้อีกด้วย โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือแทบไม่ได้เดินเลย มักพบปัญหา ท้องผูก ได้บ่อยกว่าคนที่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก เพียง
- เดินเร็ว 20–30 นาที
- ปั่นจักรยาน
- ว่ายน้ำ
- โยคะ
- ลุกเดินทุก 1 ชั่วโมงระหว่างทำงาน
5. ปรับท่านั่งขับถ่ายให้ถูกต้อง
หลายคนไม่รู้ว่า "ท่านั่ง" ก็มีผลต่อการขับถ่าย เวลานั่งชักโครก ลำไส้ตรงจะยังไม่อยู่ในแนวที่ตรงที่สุด ทำให้ต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติ วิธีง่าย ๆ คือใช้เก้าอี้เตี้ยหรือที่วางเท้าสูงประมาณ 15–20 เซนติเมตร วางใต้ฝ่าเท้า ให้หัวเข่ายกสูงกว่าสะโพกเล็กน้อย ลักษณะคล้ายท่านั่งยอง ๆ ท่านี้ช่วยให้ลำไส้ตรงอยู่ในแนวที่เหมาะสม ลดแรงเบ่ง และช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้นในหลายคน
6. อย่านั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำนานเกินไป
ปัจจุบันหลายคนใช้เวลาบนชักโครกนาน 15–30 นาที เพราะเล่นมือถือ ดูคลิป หรืออ่านข่าว แม้จะรู้สึกผ่อนคลาย แต่การนั่งชักโครกนานเกินไปทำให้เกิดแรงกดบริเวณทวารหนักต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงต่อริดสีดวงทวาร และไม่ได้ช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้น หากนั่งประมาณ 5–10 นาทีแล้วยังไม่สามารถขับถ่ายได้ ควรลุกออกมาก่อน แล้วกลับมาใหม่เมื่อรู้สึกปวดจริง
7. เลือกรับประทานอาหารที่ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง
อาหารบางชนิดมีไฟเบอร์สูง หรือมีสารธรรมชาติที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น
| อาหาร | ประโยชน์ |
|---|---|
| มะละกอสุก | ไฟเบอร์สูง ช่วยให้อุจจาระนิ่ม |
| กีวี | ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ |
| ลูกพรุน | มีซอร์บิทอลตามธรรมชาติ |
| ข้าวโอ๊ต | เพิ่มกากใยอาหาร |
| โยเกิร์ต | มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร |
| เมล็ดเจีย | ช่วยเพิ่มไฟเบอร์เมื่อรับประทานร่วมกับน้ำ |
ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย และไม่พึ่งอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
8. ลดอาหารที่อาจทำให้ท้องผูกมากขึ้น
นอกจากเลือกอาหารที่ช่วยขับถ่ายแล้ว ก็ควรลดอาหารที่อาจทำให้อาการแย่ลง เช่น อาหารแปรรูป ฟาสต์ฟู้ด ของทอด ขนมหวานในปริมาณมาก และอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำ
ที่สำคัญ หากรับประทานไฟเบอร์มากแต่ดื่มน้ำน้อย ก็อาจทำให้อุจจาระแข็งได้เช่นกัน
9. อย่าใช้ยาระบายต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น
เมื่อ อาการท้องผูก เป็นบ่อย หลายคนเลือกซื้อยาระบายมารับประทานเอง เพราะเห็นผลเร็ว แม้ยาระบายจะมีประโยชน์ในบางกรณี แต่การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร อาจทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ และต้องพึ่งยามากขึ้นในอนาคต หากลองปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
10. หากมีสัญญาณผิดปกติ อย่าปล่อยไว้
แม้ อาการท้องผูก วิธีแก้ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการปรับพฤติกรรม แต่บางครั้งอาการอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษา ควรพบแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้
- ท้องผูกนานเกิน 2–3 สัปดาห์
- ถ่ายเป็นเลือด
- ปวดท้องรุนแรง
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- คลำพบก้อนบริเวณหน้าท้อง
- ท้องผูกสลับท้องเสีย
- อาเจียนร่วมกับท้องอืดมาก
อย่าปล่อยไว้นาน หากมีสัญญาณผิดปกติร่วมกับท้องผูก เพราะการตรวจหาสาเหตุแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้ตรงจุดและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
แม้การ ท้องผูก จะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่ในหลายกรณีสามารถป้องกันและบรรเทาอาการได้ด้วยการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานไฟเบอร์ ออกกำลังกาย ขับถ่ายให้เป็นเวลา และหลีกเลี่ยงการนั่งเบ่งนาน หากเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นเรื่องง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาในอนาคตได้

เบ่งอุจจาระแรง ๆ บ่อย ๆ เสี่ยงเกิดอะไรได้บ้าง?
หลายคนอาจคิดว่าการออกแรงเบ่งเป็นเรื่องปกติของการขับถ่าย แต่ความจริงแล้ว หากต้องเบ่งแรงเป็นประจำ แสดงว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอุจจาระที่แข็งเกินไป ลำไส้ทำงานช้าลง หรือมี อาการท้องผูก ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
การเบ่งเพียงครั้งคราวอาจไม่ใช่ปัญหา แต่หากต้องเบ่งแรงทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ แรงดันภายในช่องท้องและบริเวณทวารหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ในระยะยาว
ริดสีดวงทวาร หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย
ริดสีดวงทวารเป็นภาวะที่เกิดจากหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพอง ซึ่งการเบ่งอุจจาระแรง ๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดหรือทำให้อาการรุนแรงขึ้น อาการที่อาจพบ ได้แก่
- มีก้อนยื่นบริเวณทวารหนัก
- เจ็บหรือระคายเคืองเวลานั่ง
- มีเลือดสดติดกระดาษชำระหรืออุจจาระ
- คันบริเวณรอบทวารหนัก
แม้ริดสีดวงทวารหลายรายสามารถดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรม แต่หากปล่อยไว้จนเป็นมาก อาจต้องรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด
แผลปริขอบทวาร เจ็บทุกครั้งที่ขับถ่าย
เมื่ออุจจาระแข็งและต้องออกแรงเบ่งมาก อาจทำให้ผิวหนังบริเวณขอบทวารหนักเกิดการฉีกขาด หรือที่เรียกว่า แผลปริขอบทวาร (Anal Fissure) ลักษณะอาการที่พบได้ เช่น
- เจ็บแสบขณะขับถ่าย
- ปวดต่อเนื่องหลังถ่ายเสร็จ
- มีเลือดสดปริมาณเล็กน้อยติดกระดาษชำระ
- ยิ่งเจ็บ ยิ่งไม่กล้าถ่าย ทำให้ท้องผูกมากขึ้น
หลายคนจึงเข้าสู่วงจร ไม่กล้าถ่าย อุจจาระแข็ง ต้องเบ่ง เจ็บมากกว่าเดิม การป้องกันที่ดีที่สุดคือทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายได้ง่ายตั้งแต่ต้น
อาจกระทบต่อสุขภาพในภาพรวม หากปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง
แม้การ ท้องผูก จะไม่ใช่โรคร้ายแรงในทุกกรณี แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ เช่น
- รู้สึกแน่นท้อง อึดอัด ไม่สบายตัว
- เบื่ออาหาร
- ท้องอืด มีลมในท้อง
- ใช้เวลาบนชักโครกนานกว่าปกติ
- ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ที่สำคัญ หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลด หรือท้องผูกสลับท้องเสีย ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคของลำไส้ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษา
การเบ่งแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาท้องผูก แต่เป็นผลลัพธ์ของการขับถ่ายที่ผิดปกติ หากสามารถทำให้อุจจาระนิ่ม ขับถ่ายได้ง่าย และไม่ต้องออกแรงเบ่ง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อริดสีดวงทวาร แผลปริขอบทวาร และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจตามมาได้
ทำยังไงไม่ให้ท้องผูก? เริ่มจากปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในทุกวัน
ท้องผูก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่สามารถดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่กลั้นอุจจาระ และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา วิธีเหล่านี้ช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น ขับถ่ายง่ายขึ้น และลดการออกแรงเบ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หากลองปรับพฤติกรรมแล้ว อาการท้องผูก ยังไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด หรือท้องผูกเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
การดูแลสุขภาพไม่ควรรอจนเกิดปัญหา การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม และวางแผนรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลไว้ล่วงหน้า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คุณอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด เพราะสุขภาพที่ดีในวันนี้ คือรากฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
วางแผนเรื่องค่ารักษาพยาบาลไว้ล่วงหน้า
ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 7/08/69
🔖 Rama Channel
🔖 Rama Channel Infographic
🔖 โรงพยาบาลวิชัยยุทธ
🔖 โรงพยาบาลรามคำแหง
🔖 Ged Good Life