ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน? คู่มือกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี เพื่อการย่อยที่ดี
08 ตุลาคม 2568
5 นาที
คนไทยส่วนใหญ่มักประสบปัญหาท้องผูก น้ำหนักเพิ่มขึ้นง่าย และอาการอิ่มช้าหิวเร็ว ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งมักเกิดจากการกินไฟเบอร์ไม่เพียงพอในชีวิตประจำวัน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
แต่การกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี ไม่ได้หมายความถึงการกินมากๆ เท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน และไฟเบอร์กินตอนไหน จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
วันนี้เราจะมาไขความลับเรื่องไฟเบอร์ให้ชัดเจน พร้อมแนวทางการกินที่ถูกต้องและปลอดภัย!
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ไฟเบอร์คืออะไร? ชนิดและแหล่งอาหารที่เจอไฟเบอร์
- ไฟเบอร์มีประโยชน์อย่างไร?
- แหล่งอาหารที่พบไฟเบอร์
- กินไฟเบอร์ตอนไหนดีที่สุด?
- วิธีกินไฟเบอร์ให้ถูกต้อง
- ปริมาณไฟเบอร์ที่แนะนำต่อวัน
- เครื่องดื่มและอาหารเสริมไฟเบอร์
- ข้อควรระวังเมื่อเพิ่มการกินไฟเบอร์
- เลือกทานไฟเบอร์ กุญแจสู่สุขภาพที่ดี
ไฟเบอร์คืออะไร? ชนิดและแหล่งอาหารที่เจอไฟเบอร์
ไฟเบอร์หรือใยอาหารเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวม ซึ่งไฟเบอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ
- ไฟเบอร์ละลายน้ำ (Soluble Fiber) ละลายในน้ำได้และสร้างเจลในระบบย่อยอาหาร ช่วยลดคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบในอาหารเช่น ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ แอปเปิ้ล และแครอท
- ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) ไม่ละลายในน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาตรของอุจจาระและกระตุ้นการขับถ่าย พบในผักใบเขียว ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่วเมล็ด และเปลือกผลไม้
ไฟเบอร์มีประโยชน์อย่างไร?
ความสำคัญของไฟเบอร์ไม่ได้อยู่แค่การช่วยระบบย่อยเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน
- ป้องกันท้องผูก ไฟเบอร์ช่วยเพิ่มปริมาตรและความนุ่มของอุจจาระ ทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติและสม่ำเสมอ
- ลดน้ำหนัก ไฟเบอร์ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น ลดการกินมากเกินไป และช่วยควบคุมแคลอรี่ที่ได้รับ
- ลดคอเลสเตอรอล ไฟเบอร์ละลายน้ำช่วยจับคอเลสเตอรอลในทางเดินอาหารและขับออกจากร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
- ควบคุมน้ำตาล ไฟเบอร์ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- เสริมภูมิคุ้มกัน ไฟเบอร์เป็นอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ป้องกันมะเร็งลำไส้ ไฟเบอร์ช่วยขับสารพิษออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ลดการสัมผัสของผนังลำไส้กับสารก่อมะเร็ง

แหล่งอาหารที่พบไฟเบอร์
การเลือกอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์จะช่วยให้การไฟเบอร์กินตอนไหนก็ได้ประโยชน์เต็มที่ นี่คือแหล่งอาหารไฟเบอร์ที่ดีที่สุด
- กีวีสีทอง - มีไฟเบอร์สูงและวิตามินซี ช่วยการย่อยและเสริมภูมิคุ้มกัน กินทั้งเปลือกจะได้ไฟเบอร์เพิ่มขึ้น
- แครอทสีม่วง - อุดมด้วยไฟเบอร์และแอนโธไซยานิน สารต้านอนุมูลอิสระที่ให้สีม่วงธรรมชาติ
- ข้าวโอ๊ต - มีไฟเบอร์ละลายน้ำสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลและให้ความอิ่มนาน
- กล้วย - ไฟเบอร์และโปแตสเซียม ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
- บรอกโคลี - ไฟเบอร์สูงและวิตามินเค ช่วยบำรุงกระดูกและระบบย่อย
- เมล็ดเชีย - ไฟเบอร์สูงมาก เมื่อจับน้ำจะขยายตัวและสร้างความรู้สึกอิ่ม
- มันหวาน - ไฟเบอร์และเบต้าแคโรทีน ให้พลังงานและบำรุงสายตา
- ดาร์กช็อกโกแลต - นอกจากไฟเบอร์แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ควรเลือกที่มีโกโก้ 70% ขึ้นไป
- ถั่วต่างๆ - เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว มีไฟเบอร์และโปรตีนพืชสูง

กินไฟเบอร์ตอนไหนดีที่สุด?
คำตอบของ ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการกิน
- กินตอนมื้ออาหารหรือหลังอาหาร นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี เพราะไฟเบอร์จะทำงานร่วมกับอาหารอื่นๆ ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและไขมัน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- กินก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง หากต้องการกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้า การกินไฟเบอร์ก่อนนอนจะช่วยให้ระบบย่อยทำงานค้างคืนและเตรียมพร้อมสำหรับการขับถ่ายในวันรุ่งขึ้น
- หลีกเลี่ยงการกินตอนท้องว่าง การกินไฟเบอร์ปริมาณมากตอนท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสีย โดยเฉพาะในคนที่ไม่คุ้นเคยกับไฟเบอร์
- เวลาที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ เช่น
- ลดน้ำหนัก: กินก่อนอาหาร 15-30 นาที เพื่อสร้างความรู้สึกอิ่ม
- ควบคุมน้ำตาล: กินพร้อมมื้ออาหาร เพื่อชะลอการดูดซึมน้ำตาล
- แก้ท้องผูก: กินก่อนนอนพร้อมน้ำปริมาณมาก
วิธีกินไฟเบอร์ให้ถูกต้อง
การกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- เริ่มจากปริมาณน้อยและค่อยเพิ่ม ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับไฟเบอร์ควรเริ่มต้นจากปริมาณ 5-10 กรัมต่อวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มทีละ 5 กรัมทุกสัปดาห์ จนถึงปริมาณที่แนะนำ
- เพิ่มไฟเบอร์ทีละน้อยในแต่ละมื้อ แทนที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินทั้งหมดในคราวเดียว ให้เริ่มจากการเพิ่มผักหรือผลไม้ในมื้ออาหารที่มีอยู่แล้ว
- หลีกเลี่ยงการกินไฟเบอร์มากเกินไปทันที การกินไฟเบอร์มากเกินไปอย่างกะทันหันอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องเฟ้อ มีแก๊สมาก ปวดท้อง หรือท้องเสีย ไปจนถึงการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดได้น้อยลง
- แบ่งการรับประทานตลอดวัน แทนที่จะกินไฟเบอร์มากในมื้อเดียว ควรกระจายไปตลอดทั้งวัน ทำให้ระบบย่อยสามารถปรับตัวได้ดีกว่า
ปริมาณไฟเบอร์ที่แนะนำต่อวัน
เพื่อให้การไฟเบอร์กินตอนไหนก็ได้ผลดีที่สุด ต้องรู้ปริมาณที่เหมาะสม เช่น
ปริมาณที่แนะนำตามเพศและวัย
- ผู้ชายอายุ 18-50 ปี: 38 กรัมต่อวัน
- ผู้ชายอายุ 51 ปีขึ้นไป: 30 กรัมต่อวัน
- ผู้หญิงอายุ 18-50 ปี: 25 กรัมต่อวัน
- ผู้หญิงอายุ 51 ปีขึ้นไป: 21 กรัมต่อวัน
- หญิงตั้งครรภ์และให้นม: 28-29 กรัมต่อวัน
ตัวอย่างการคำนวณไฟเบอร์ในอาหาร
- อาหารเช้า (8-10 กรัม) แบ่งเป็นข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย = 4 กรัม กล้วย 1 ผล = 3 กรัม เบอร์รี่ 1/2 ถ้วย = 3 กรัม
- อาหารกลางวัน (10-12 กรัม) แบ่งเป็นข้าวกล้อง 1 ถ้วย = 4 กรัม บรอกโคลี 1/2 ถ้วย = 3 กรัม ถั่วเขียว 1/4 ถ้วย = 4 กรัม
- อาหารเย็น (8-10 กรัม) แบ่งเป็นสลัดผักใบเขียว 2 ถ้วย = 4 กรัม แครอท 1/2 ถ้วย = 2 กรัม แอปเปิ้ลพร้อมเปลือก 1 ผล = 4 กรัม
เคล็ดลับการเพิ่มไฟเบอร์ง่ายๆ
- เลือกขนมปังโฮลเกรนแทนขนมปังขาว
- กินผลไม้พร้อมเปลือก (ที่กินได้)
- เพิ่มถั่วในสลัดหรือแกง
- เลือกซีเรียลที่มีไฟเบอร์สูง

เครื่องดื่มและอาหารเสริมไฟเบอร์
เมื่อรู้แล้วว่า ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน หลายคนอาจสงสัยว่าควรเลือกไฟเบอร์จากแหล่งไหนดี
- ไฟเบอร์จากอาหารธรรมชาติ vs อาหารเสริม ไฟเบอร์จากอาหารธรรมชาติจะให้วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระครบครัน ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า ราคาถูกกว่า และมีความหลากหลายของชนิดไฟเบอร์
ส่วนอาหารเสริมไฟเบอร์ สะดวกต่อการรับประทาน ควบคุมปริมาณได้แม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่กินผักผลไม้ได้น้อย แต่อาจมีต้นทุนสูงกว่า
- การเลือกอาหารเสริมไฟเบอร์ เลือกที่มีไฟเบอร์หลากหลายชนิด ไม่มีน้ำตาลหรือสารเติมแต่งมากเกินไป มีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย เริ่มต้นจากปริมาณน้อยเสมอ
- เครื่องดื่มไฟเบอร์ยอดนิยม
- สมูทตี้ผักผลไม้ - ไฟเบอร์จากแหล่งธรรมชาติ
- น้ำเมล็ดเชีย - ไฟเบอร์สูงและโอเมก้า 3
- น้ำใยอาหาร - สะดวก แต่ควรเลือกที่ไม่มีน้ำตาลเติม
ข้อควรระวังเมื่อเพิ่มการกินไฟเบอร์
เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะการกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี จะต้องระวังเรื่องเหล่านี้
- ดื่มน้ำมากขึ้น ไฟเบอร์ต้องการน้ำในการทำงาน การดื่มน้ำไม่เพียงพออาจทำให้เกิดท้องผูกแทนที่จะแก้ท้องผูก ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน (2-2.5 ลิตร)
- หลีกเลี่ยงการกินไฟเบอร์คู่กับอาหารเสริมบางชนิด ไฟเบอร์อาจขัดขวางการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K) แร่ธาตุเช่น เหล็ก แคลเซียม สังกะสี ยาบางชนิด
- วิธีป้องกันผลข้างเคียงจากการกินไฟเบอร์ กินอาหารเสริมหรือยาห่างจากไฟเบอร์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง
อาการผิดปกติและวิธีแก้ไข
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ: ลดปริมาณไฟเบอร์ชั่วคราว เพิ่มไฟเบอร์ค่อยเป็นค่อยไป ดื่มน้ำมากขึ้น และเดินหรือออกกำลังกายเบาๆ
- ท้องเสีย: หยุดเพิ่มไฟเบอร์ชั่วคราว ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เลือกไฟเบอร์ละลายน้ำมากกว่าไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ
- ท้องผูก: เพิ่มการดื่มน้ำ เลือกไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
กลุ่มคนที่ควรระวังพิเศษ
- ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS)
- ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบ
- ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดระบบย่อยอาหาร
- ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการขับถ่าย
ทั้งนี้ กลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะหรือกำลังรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเปลี่ยนแปลงปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร เพื่อความปลอดภัยและได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของตัวเอง
เลือกทานไฟเบอร์ กุญแจสู่สุขภาพที่ดี
การเข้าใจเรื่อง ไฟเบอร์กินตอนไหน และ กินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี เป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพระยะยาว ไฟเบอร์ไม่เพียงแค่ช่วยระบบย่อยให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ในอนาคต
การดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านควรครอบคลุมทั้งการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและการมีความคุ้มครองด้านสุขภาพที่เหมาะสม เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมตั้งแต่การดูแลเบื้องต้นไปจนถึงการรักษาที่ซับซ้อน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสุขภาพของคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในทุกสถานการณ์ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
นอกจากการดูแลสุขภาพจิตแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ และค่ารักษายามเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 29/08/68
🔖 POBPAD