Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน คู่มือกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี เพื่อการย่อยที่ดี 02

ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน? คู่มือกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี เพื่อการย่อยที่ดี

October 08, 2025

5 minutes

คนไทยส่วนใหญ่มักประสบปัญหาท้องผูก น้ำหนักเพิ่มขึ้นง่าย และอาการอิ่มช้าหิวเร็ว ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งมักเกิดจากการกินไฟเบอร์ไม่เพียงพอในชีวิตประจำวัน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ


แต่การกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี ไม่ได้หมายความถึงการกินมากๆ เท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน และไฟเบอร์กินตอนไหน จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์


วันนี้เราจะมาไขความลับเรื่องไฟเบอร์ให้ชัดเจน พร้อมแนวทางการกินที่ถูกต้องและปลอดภัย!



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




ไฟเบอร์คืออะไร? ชนิดและแหล่งอาหารที่เจอไฟเบอร์


ไฟเบอร์หรือใยอาหารเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวม ซึ่งไฟเบอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ


  • ไฟเบอร์ละลายน้ำ (Soluble Fiber) ละลายในน้ำได้และสร้างเจลในระบบย่อยอาหาร ช่วยลดคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบในอาหารเช่น ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ แอปเปิ้ล และแครอท
  • ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) ไม่ละลายในน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาตรของอุจจาระและกระตุ้นการขับถ่าย พบในผักใบเขียว ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่วเมล็ด และเปลือกผลไม้


ไฟเบอร์มีประโยชน์อย่างไร?


ความสำคัญของไฟเบอร์ไม่ได้อยู่แค่การช่วยระบบย่อยเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน


  1. ป้องกันท้องผูก ไฟเบอร์ช่วยเพิ่มปริมาตรและความนุ่มของอุจจาระ ทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติและสม่ำเสมอ
  2. ลดน้ำหนัก ไฟเบอร์ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น ลดการกินมากเกินไป และช่วยควบคุมแคลอรี่ที่ได้รับ
  3. ลดคอเลสเตอรอล ไฟเบอร์ละลายน้ำช่วยจับคอเลสเตอรอลในทางเดินอาหารและขับออกจากร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
  4. ควบคุมน้ำตาล ไฟเบอร์ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  5. เสริมภูมิคุ้มกัน ไฟเบอร์เป็นอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  6. ป้องกันมะเร็งลำไส้ ไฟเบอร์ช่วยขับสารพิษออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ลดการสัมผัสของผนังลำไส้กับสารก่อมะเร็ง



แหล่งอาหารที่พบไฟเบอร์


แหล่งอาหารที่พบไฟเบอร์


การเลือกอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์จะช่วยให้การไฟเบอร์กินตอนไหนก็ได้ประโยชน์เต็มที่ นี่คือแหล่งอาหารไฟเบอร์ที่ดีที่สุด


  • กีวีสีทอง - มีไฟเบอร์สูงและวิตามินซี ช่วยการย่อยและเสริมภูมิคุ้มกัน กินทั้งเปลือกจะได้ไฟเบอร์เพิ่มขึ้น
  • แครอทสีม่วง - อุดมด้วยไฟเบอร์และแอนโธไซยานิน สารต้านอนุมูลอิสระที่ให้สีม่วงธรรมชาติ
  • ข้าวโอ๊ต - มีไฟเบอร์ละลายน้ำสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลและให้ความอิ่มนาน
  • กล้วย - ไฟเบอร์และโปแตสเซียม ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • บรอกโคลี - ไฟเบอร์สูงและวิตามินเค ช่วยบำรุงกระดูกและระบบย่อย
  • เมล็ดเชีย - ไฟเบอร์สูงมาก เมื่อจับน้ำจะขยายตัวและสร้างความรู้สึกอิ่ม
  • มันหวาน - ไฟเบอร์และเบต้าแคโรทีน ให้พลังงานและบำรุงสายตา
  • ดาร์กช็อกโกแลต - นอกจากไฟเบอร์แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ควรเลือกที่มีโกโก้ 70% ขึ้นไป
  • ถั่วต่างๆ - เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว มีไฟเบอร์และโปรตีนพืชสูง



กินไฟเบอร์ตอนไหนดีที่สุด?



กินไฟเบอร์ตอนไหนดีที่สุด?


คำตอบของ ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการกิน

    • กินตอนมื้ออาหารหรือหลังอาหาร นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี เพราะไฟเบอร์จะทำงานร่วมกับอาหารอื่นๆ ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและไขมัน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    • กินก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง หากต้องการกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้า การกินไฟเบอร์ก่อนนอนจะช่วยให้ระบบย่อยทำงานค้างคืนและเตรียมพร้อมสำหรับการขับถ่ายในวันรุ่งขึ้น
    • หลีกเลี่ยงการกินตอนท้องว่าง การกินไฟเบอร์ปริมาณมากตอนท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสีย โดยเฉพาะในคนที่ไม่คุ้นเคยกับไฟเบอร์


  • เวลาที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ เช่น
    • ลดน้ำหนัก: กินก่อนอาหาร 15-30 นาที เพื่อสร้างความรู้สึกอิ่ม
    • ควบคุมน้ำตาล: กินพร้อมมื้ออาหาร เพื่อชะลอการดูดซึมน้ำตาล
    • แก้ท้องผูก: กินก่อนนอนพร้อมน้ำปริมาณมาก



วิธีกินไฟเบอร์ให้ถูกต้อง


การกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป


  • เริ่มจากปริมาณน้อยและค่อยเพิ่ม ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับไฟเบอร์ควรเริ่มต้นจากปริมาณ 5-10 กรัมต่อวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มทีละ 5 กรัมทุกสัปดาห์ จนถึงปริมาณที่แนะนำ
  • เพิ่มไฟเบอร์ทีละน้อยในแต่ละมื้อ แทนที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินทั้งหมดในคราวเดียว ให้เริ่มจากการเพิ่มผักหรือผลไม้ในมื้ออาหารที่มีอยู่แล้ว
  • หลีกเลี่ยงการกินไฟเบอร์มากเกินไปทันที การกินไฟเบอร์มากเกินไปอย่างกะทันหันอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องเฟ้อ มีแก๊สมาก ปวดท้อง หรือท้องเสีย ไปจนถึงการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดได้น้อยลง
  • แบ่งการรับประทานตลอดวัน แทนที่จะกินไฟเบอร์มากในมื้อเดียว ควรกระจายไปตลอดทั้งวัน ทำให้ระบบย่อยสามารถปรับตัวได้ดีกว่า

 


ปริมาณไฟเบอร์ที่แนะนำต่อวัน


เพื่อให้การไฟเบอร์กินตอนไหนก็ได้ผลดีที่สุด ต้องรู้ปริมาณที่เหมาะสม เช่น


ปริมาณที่แนะนำตามเพศและวัย

  • ผู้ชายอายุ 18-50 ปี: 38 กรัมต่อวัน
  • ผู้ชายอายุ 51 ปีขึ้นไป: 30 กรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงอายุ 18-50 ปี: 25 กรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงอายุ 51 ปีขึ้นไป: 21 กรัมต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นม: 28-29 กรัมต่อวัน


ตัวอย่างการคำนวณไฟเบอร์ในอาหาร

  • อาหารเช้า (8-10 กรัม) แบ่งเป็นข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย = 4 กรัม กล้วย 1 ผล = 3 กรัม เบอร์รี่ 1/2 ถ้วย = 3 กรัม
  • อาหารกลางวัน (10-12 กรัม) แบ่งเป็นข้าวกล้อง 1 ถ้วย = 4 กรัม บรอกโคลี 1/2 ถ้วย = 3 กรัม ถั่วเขียว 1/4 ถ้วย = 4 กรัม
  • อาหารเย็น (8-10 กรัม) แบ่งเป็นสลัดผักใบเขียว 2 ถ้วย = 4 กรัม แครอท 1/2 ถ้วย = 2 กรัม แอปเปิ้ลพร้อมเปลือก 1 ผล = 4 กรัม

 

เคล็ดลับการเพิ่มไฟเบอร์ง่ายๆ

  • เลือกขนมปังโฮลเกรนแทนขนมปังขาว
  • กินผลไม้พร้อมเปลือก (ที่กินได้)
  • เพิ่มถั่วในสลัดหรือแกง
  • เลือกซีเรียลที่มีไฟเบอร์สูง



เครื่องดื่มและอาหารเสริมไฟเบอร


เครื่องดื่มและอาหารเสริมไฟเบอร์


เมื่อรู้แล้วว่า ไฟเบอร์ควรกินตอนไหน หลายคนอาจสงสัยว่าควรเลือกไฟเบอร์จากแหล่งไหนดี

  • ไฟเบอร์จากอาหารธรรมชาติ vs อาหารเสริม ไฟเบอร์จากอาหารธรรมชาติจะให้วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระครบครัน ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า ราคาถูกกว่า และมีความหลากหลายของชนิดไฟเบอร์


ส่วนอาหารเสริมไฟเบอร์ สะดวกต่อการรับประทาน ควบคุมปริมาณได้แม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่กินผักผลไม้ได้น้อย แต่อาจมีต้นทุนสูงกว่า


  • การเลือกอาหารเสริมไฟเบอร์ เลือกที่มีไฟเบอร์หลากหลายชนิด ไม่มีน้ำตาลหรือสารเติมแต่งมากเกินไป มีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย เริ่มต้นจากปริมาณน้อยเสมอ
  • เครื่องดื่มไฟเบอร์ยอดนิยม
    • สมูทตี้ผักผลไม้ - ไฟเบอร์จากแหล่งธรรมชาติ
    • น้ำเมล็ดเชีย - ไฟเบอร์สูงและโอเมก้า 3
    • น้ำใยอาหาร - สะดวก แต่ควรเลือกที่ไม่มีน้ำตาลเติม



ข้อควรระวังเมื่อเพิ่มการกินไฟเบอร์


เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะการกินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี จะต้องระวังเรื่องเหล่านี้

  • ดื่มน้ำมากขึ้น ไฟเบอร์ต้องการน้ำในการทำงาน การดื่มน้ำไม่เพียงพออาจทำให้เกิดท้องผูกแทนที่จะแก้ท้องผูก ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน (2-2.5 ลิตร)
  • หลีกเลี่ยงการกินไฟเบอร์คู่กับอาหารเสริมบางชนิด ไฟเบอร์อาจขัดขวางการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K) แร่ธาตุเช่น เหล็ก แคลเซียม สังกะสี ยาบางชนิด
  • วิธีป้องกันผลข้างเคียงจากการกินไฟเบอร์  กินอาหารเสริมหรือยาห่างจากไฟเบอร์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง

 


อาการผิดปกติและวิธีแก้ไข


  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ: ลดปริมาณไฟเบอร์ชั่วคราว เพิ่มไฟเบอร์ค่อยเป็นค่อยไป ดื่มน้ำมากขึ้น และเดินหรือออกกำลังกายเบาๆ
  • ท้องเสีย: หยุดเพิ่มไฟเบอร์ชั่วคราว ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เลือกไฟเบอร์ละลายน้ำมากกว่าไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ
  • ท้องผูก: เพิ่มการดื่มน้ำ เลือกไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 


กลุ่มคนที่ควรระวังพิเศษ

  • ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS)
  • ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบ
  • ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดระบบย่อยอาหาร
  • ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการขับถ่าย

 

ทั้งนี้ กลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะหรือกำลังรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเปลี่ยนแปลงปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร เพื่อความปลอดภัยและได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของตัวเอง



เลือกทานไฟเบอร์ กุญแจสู่สุขภาพที่ดี


การเข้าใจเรื่อง ไฟเบอร์กินตอนไหน และ กินไฟเบอร์ให้ถูกวิธี เป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพระยะยาว ไฟเบอร์ไม่เพียงแค่ช่วยระบบย่อยให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ในอนาคต


การดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านควรครอบคลุมทั้งการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและการมีความคุ้มครองด้านสุขภาพที่เหมาะสม เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมตั้งแต่การดูแลเบื้องต้นไปจนถึงการรักษาที่ซับซ้อน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสุขภาพของคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในทุกสถานการณ์ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 


นอกจากการดูแลสุขภาพจิตแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ และค่ารักษายามเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย



ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 29/08/68

🔖 POBPAD

🔖 health.com

Interesting Article