Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

คุณเสี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบรึเปล่า? สาเหตุสำคัญของหัวใจขาดเลือด

คุณเสี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบรึเปล่า? สาเหตุสำคัญของหัวใจขาดเลือด

ในแต่ละวัน เราอาจมีหลายพฤติกรรมที่ทำจนเป็นความเคยชิน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารตามใจปาก นั่งทำงานนาน ๆ ไม่ค่อยได้ขยับตัว ออกกำลังกายบ้างเป็นบางครั้ง หรือนอนดึกเป็นประจำ หลายเรื่องดูเป็นเรื่องธรรมดา และตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เราก็มักคิดว่า “คงไม่เป็นอะไรหรอก”

แต่บางความเสี่ยงไม่ได้ส่งสัญญาณให้เรารู้ทันที โดยเฉพาะเรื่องของหัวใจและหลอดเลือด พฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ รวมถึงการปล่อยให้ไขมัน ความดัน หรือน้ำตาลในเลือดสูง อาจค่อย ๆ เพิ่มความเสี่ยง เส้นเลือดหัวใจตีบ โดยที่เรายังใช้ชีวิตได้ตามปกติ

อย่างที่กล่าวไป เรื่องสุขภาพของหลอดเลือดไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืน ความเสี่ยงบางอย่างสามารถสะสมไปเรื่อย ๆ โดยที่เราอาจยังใช้ชีวิต ทำงาน หรือออกกำลังกายได้ตามปกติ จนวันหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าเดินขึ้นบันไดแล้วเหนื่อยกว่าที่เคย แน่นหน้าอกเวลาออกแรง หรือทำกิจกรรมเดิมได้ไม่เหมือนเดิม

หนึ่งในภาวะที่ต้องระวังคือ เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องทางที่เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแคบลง เมื่อหัวใจได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอจึงสามารถนำไปสู่ หัวใจขาดเลือด ได้

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรอให้เจ็บหน้าอกแล้วค่อยดูแลหัวใจ แต่คือการย้อนกลับมาดูว่า “พฤติกรรมที่เราทำอยู่ทุกวัน กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้หลอดเลือดโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า?”


Key Takeaway

  • เส้นเลือดหัวใจตีบไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ความเสี่ยงอาจค่อย ๆ สะสมจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารมันหรือเค็ม สูบบุหรี่ ขยับตัวน้อย และปล่อยให้ไขมัน น้ำตาล หรือความดันสูง
  • ไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะบางคนอาจยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ ก่อนเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม หรือเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด
  • ความเสี่ยงหลายอย่างเริ่มลดได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับอาหาร ออกกำลังกาย เลิกบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก และติดตามค่าความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือดอย่างเหมาะสม



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ



เส้นเลือดหัวใจตีบ เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงทำให้หัวใจขาดเลือด?


เส้นเลือดหัวใจตีบ เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงทำให้หัวใจขาดเลือด?

ก่อนจะเช็กพฤติกรรมของตัวเอง ลองทำความเข้าใจกลไกง่าย ๆ ของโรคนี้ก่อน เพราะคำว่า เส้นเลือดหัวใจตีบ และ หัวใจขาดเลือด มักถูกพูดถึงคู่กันจนหลายคนเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความหมายต่างกันเล็กน้อย

เส้นเลือดหัวใจตีบ กับหัวใจขาดเลือด ต่างกันอย่างไร?

หัวใจของเราต้องทำงานตลอดเวลา และการจะบีบตัวได้อย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจก็ต้องได้รับเลือดและออกซิเจนจาก “หลอดเลือดโคโรนารี” หรือหลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อมีคราบไขมันหรือ Plaque สะสมอยู่บริเวณผนังด้านในของหลอดเลือด เมื่อสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ช่องภายในหลอดเลือดอาจแคบลง ทำให้เลือดไหลผ่านได้ลดลง

ลองนึกภาพท่อน้ำที่มีคราบสะสมอยู่ด้านใน ในช่วงแรกน้ำอาจยังไหลผ่านได้ตามปกติ แต่เมื่อคราบหนาขึ้นเรื่อย ๆ ช่องทางไหลก็จะแคบลงตามไปด้วย หลักการคล้ายกันนี้สามารถเกิดขึ้นกับหลอดเลือดหัวใจได้

เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะพัก หัวใจอาจยังได้รับเลือดเพียงพอจนไม่มีอาการผิดปกติ แต่เมื่อออกแรง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ขึ้นบันได หรือทำกิจกรรมที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น หากหลอดเลือดตีบจนไม่สามารถส่งเลือดไปได้เพียงพอ จึงอาจเกิดภาวะ หัวใจขาดเลือด และแสดงออกมาเป็นอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่ม

ในอีกกรณีหนึ่ง หากคราบไขมันในหลอดเลือดเกิดแตกหรือปริ อาจกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นบริเวณนั้น หากลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว เลือดอาจไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ จนนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือ Heart Attack ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิตได้ เส้นเลือดหัวใจตีบ = ปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือด หัวใจขาดเลือด = ผลที่เกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ

และนี่เป็นเหตุผลที่การดูแลหลอดเลือดตั้งแต่ยังไม่มีอาการ มีความสำคัญไม่แพ้การสังเกตสัญญาณเตือนของ โรคหัวใจขาดเลือด



 พฤติกรรมเสี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบ ที่หลายคนอาจทำอยู่ทุกวัน


7 พฤติกรรมเสี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบ ที่หลายคนอาจทำอยู่ทุกวัน

หลายคนอาจคิดว่าโรคหัวใจเป็นเรื่องของอายุหรือพันธุกรรมเท่านั้น แต่ความจริงมีปัจจัยจำนวนไม่น้อยที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต และบางอย่างเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวันจนเรามองว่าเป็นเรื่องปกติ ลองเช็กทีละข้อว่า มีพฤติกรรมไหนที่ใกล้เคียงกับชีวิตของเราบ้าง

1. กินอาหารมัน ของทอด และอาหารแปรรูปเป็นประจำ

เช้าที่ต้องรีบจนเลือกอาหารง่าย ๆ กลางวันที่ฝากท้องกับเมนูตามสั่ง เย็นกินของทอดหรืออาหารเดลิเวอรี แล้วจบวันด้วยขนมหรือของกินเล่น พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในวันที่งานยุ่งและแทบไม่มีเวลาเลือกอาหาร

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงครั้งเดียว แต่เป็น “รูปแบบการกิน” ที่ทำซ้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง หากรับประทานมากและต่อเนื่อง อาจมีส่วนทำให้ระดับไขมันในเลือดไม่เหมาะสม โดยเฉพาะ LDL ซึ่งสัมพันธ์กับกระบวนการเกิดคราบไขมันในผนังหลอดเลือด

เมื่อคราบไขมันสะสมมากขึ้น หลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจก็สามารถแคบลง จนเพิ่มความเสี่ยงต่อ เส้นเลือดหัวใจตีบ

การดูแลจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกมื้อเป็นอาหารสุขภาพแบบเคร่งครัด แต่เริ่มจากลดอาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง พร้อมเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลา ถั่ว และเลือกแหล่งไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสม เป้าหมายไม่ใช่ “ห้ามกินของที่ชอบ” แต่คือทำให้ภาพรวมของอาหารในแต่ละสัปดาห์เป็นมิตรกับหัวใจมากขึ้น

2. กินเค็มจนเป็นความเคยชิน

หลายคนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกินเค็ม เพราะไม่ได้เติมเกลือลงในอาหารมากนัก แต่โซเดียมไม่ได้มาจากเกลือเพียงอย่างเดียว ยังมีน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารแปรรูปหลายชนิด ล้วนสามารถเป็นแหล่งโซเดียมในชีวิตประจำวันได้

การได้รับโซเดียมมากเกินไปเป็นประจำสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ และสิ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูงน่าระวังคือ หลายคนแทบไม่มีอาการ จึงอาจปล่อยให้ความดันสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงดันสูงอยู่เรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้น การลดเค็มจึงไม่ใช่แค่เรื่องของโรคไต แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหัวใจและหลอดเลือดด้วย

3. นั่งนาน ขยับตัวน้อย และแทบไม่ได้ออกกำลังกาย

ลองนับเวลาตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงเย็น บางคนอาจนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง ลุกเพียงตอนเข้าห้องน้ำหรือซื้ออาหาร แล้วกลับบ้านด้วยรถก่อนจะนั่งดูโทรศัพท์หรือซีรีส์ต่อ

แม้จะรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไร “เสี่ยง” แต่การขาดกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

ในทางกลับกัน การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ ช่วยดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาล และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการวิ่งหนัก ๆ ทันที อาจเริ่มจากการเดินมากขึ้น ลุกเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวัน หรือหากิจกรรมที่สามารถทำต่อเนื่องได้จริง เพราะสำหรับสุขภาพหัวใจ “ทำสม่ำเสมอ” สำคัญกว่าการออกกำลังกายหนักเพียงไม่กี่ครั้งแล้วหยุดไป

4. สูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่อยู่เป็นประจำ

หากพูดถึงพฤติกรรมที่ควรหยุดเพื่อดูแลหลอดเลือด การสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญ เพราะสารต่าง ๆ ในบุหรี่ส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ เส้นเลือดหัวใจตีบ

ข้อมูลจาก Rama Channel ระบุการสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อมเร็วขึ้น ขณะที่ผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองก็ควรลดการสัมผัสเช่นกัน ดังนั้นการลดจำนวนมวนอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่เป้าหมายที่ดีที่สุดคือการเลิกสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ให้ได้มากที่สุด

สำหรับคนที่พยายามเลิกหลายครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ การขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์หรือบริการช่วยเลิกบุหรี่ อาจทำให้การเลิกมีโอกาสสำเร็จมากกว่าการพยายามด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว

อ่านบทความเพิ่มเติม : โทษของการสูบบุหรี่กับ 5 โรคร้ายที่คุณต้องเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

5. ปล่อยให้น้ำหนักและรอบเอวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นปีละเล็กละน้อยอาจดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะไขมันที่สะสมบริเวณช่องท้อง อาจมาพร้อมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ระดับน้ำตาลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันสูง และภาวะดื้อต่ออินซูลิน

จึงไม่ควรมองเพียงตัวเลขน้ำหนักอย่างเดียว แต่ควรดูภาพรวมของสุขภาพเมตาบอลิกควบคู่กัน

การลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผ่านการปรับอาหารและเพิ่มกิจกรรมทางกาย สามารถช่วยจัดการปัจจัยเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความดัน ระดับน้ำตาล หรือไขมันในเลือด

แทนที่จะตั้งเป้าว่าต้องผอมให้เร็วที่สุด อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “เราทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้น้ำหนักและรอบเอวเพิ่มขึ้นต่อไป?”

การเปลี่ยนเครื่องดื่มหวานเป็นน้ำเปล่า ลดของกินเล่น เดินเพิ่มขึ้น และนอนให้เป็นเวลา อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่หากทำได้ต่อเนื่องก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าการเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกันแล้วทำได้เพียงไม่กี่วัน

6. เครียดสะสม แต่ไม่มีเวลาให้ร่างกายได้พัก

ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งเรื่องงาน การเงิน ครอบครัว หรือการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความเครียดกลายเป็นภาวะต่อเนื่อง และตามมาด้วยพฤติกรรมอื่น เช่น นอนน้อย กินอาหารมากขึ้น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น หรือไม่มีแรงออกกำลังกาย จึงไม่ควรมองสุขภาพใจและสุขภาพหัวใจเป็นคนละเรื่องกันเสียทีเดียว

โดยข้อมูลของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ระบุสภาพจิตใจเชิงลบ เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความหดหู่ เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ

การดูแลจึงอาจเริ่มจากการสร้างช่วงพักระหว่างวัน จัดเวลานอนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย หรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ และหากความเครียดเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ก็ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

7. รู้ว่าไขมัน น้ำตาล หรือความดันสูง แต่ยังปล่อยไว้เพราะ “ยังไม่เป็นอะไร”

นี่อาจเป็นพฤติกรรมที่ต้องระวังมากที่สุด เพราะคนจำนวนหนึ่งไม่ได้ไม่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยง แต่รู้แล้วและยังไม่ได้จัดการอย่างจริงจัง ผลตรวจสุขภาพอาจบอกว่า LDL สูง ความดันเริ่มเกินเกณฑ์ น้ำตาลสูง หรือแพทย์แนะนำให้ควบคุมน้ำหนัก แต่เพราะยังเดินได้ วิ่งได้ ทำงานได้ และไม่มีอาการเจ็บหน้าอก จึงคิดว่ายังมีเวลา

อ่านบทความเพิ่มเติม : ไขมันดี HDL และ ไขมันร้าย LDL ต่างกันอย่างไร? ค่าปกติเท่าไร และใครควรระวัง

ความจริงคือ เส้นเลือดหัวใจตีบอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก และบางคนมีเพียงอาการเล็กน้อย เช่น เหนื่อยง่ายหรือแน่นหน้าอกเป็นครั้งคราว จนมองข้ามไป

โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สามารถจัดการได้ การตรวจสุขภาพจึงไม่ควรจบเพียงการรับผลตรวจ แต่ควรนำตัวเลขเหล่านั้นมาวางแผนดูแลต่อ หากแพทย์ให้ยา ไม่ควรลดหรือหยุดยาเองเพียงเพราะตัวเลขดีขึ้นหรือไม่มีอาการ เพราะการรักษาและเป้าหมายของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับการรักษาเสมอ


เมื่อมองทั้ง 7 ข้อรวมกันจะเห็นว่า ความเสี่ยงของ โรคหัวใจ ไม่ได้มาจากพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งเท่านั้น แต่หลายอย่างสามารถเกิดร่วมกันและสะสมต่อเนื่องได้ การรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงตรงไหน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันที่สำคัญ



สัญญาณเตือนเส้นเลือดหัวใจตีบ แบบไหนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน?


สัญญาณเตือนเส้นเลือดหัวใจตีบ แบบไหนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน?

ปัญหาของ โรคหัวใจขาดเลือด คืออาการของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน บางคนมีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน ขณะที่บางคนอาจเริ่มจากเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกว่าความสามารถในการออกแรงลดลงจากเดิม

ดังนั้น นอกจากปรับพฤติกรรมแล้ว การรู้จักสัญญาณผิดปกติของร่างกายก็สำคัญไม่แพ้กัน


10 สัญญาณเตือนโรคเส้นเลือดหัวใจตีบที่ควรรู้

  1. เจ็บหรือแน่นบริเวณกลางหน้าอก
    อาจรู้สึกเหมือนถูกบีบ รัด กดทับ หรือมีของหนักวางอยู่บนหน้าอก มากกว่าความรู้สึกเจ็บแปลบเพียงชั่วครู่
  2. เจ็บร้าวไปกราม คอ ไหล่ แขน หรือหลัง
    อาการจากหัวใจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณหน้าอก ความเจ็บหรือความไม่สบายอาจร้าวไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้
  3. เจ็บหรือแน่นหน้าอกเวลาออกแรง
    เช่น เดินเร็ว วิ่ง ขึ้นบันได ยกของ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และในภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรังบางราย อาการอาจดีขึ้นเมื่อหยุดพัก
  4. อาการแน่นหน้าอกเกิดนานขึ้น รุนแรงขึ้น หรือพักแล้วไม่ดีขึ้น
    โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นขณะพัก หรือมีรูปแบบเปลี่ยนไปจากเดิม ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน เพราะอาจสัมพันธ์กับภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  5. เหงื่อออกมากผิดปกติ
    หากเหงื่อออกมากโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับเจ็บแน่นหน้าอก ควรให้ความสำคัญ
  6. เหงื่อออก ตัวเย็น หรือมีคลื่นไส้ร่วมด้วย
    อาการหลายอย่างอาจเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อหัวใจมีปัญหา จึงไม่ควรพิจารณาเพียงอาการใดอาการหนึ่ง
  7. หายใจไม่อิ่มหรือเหนื่อยผิดปกติ
    โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ เช่น เดินระยะเดิมหรือขึ้นบันไดจำนวนชั้นเท่าเดิม แต่กลับเหนื่อยมากกว่าเดิม
  8. ใจสั่นหรือรู้สึกหัวใจเต้นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น
    หากเกิดร่วมกับแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือหน้ามืด ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
  9. เหนื่อยง่ายกว่าที่เคย แม้ใช้แรงไม่มาก
    ตัวอย่างที่สังเกตง่าย ๆ คือ กิจกรรมเดิมที่เคยทำได้กลับเริ่มทำได้สั้นลง ต้องพักบ่อยขึ้น หรือรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม
  10. หน้ามืด เกือบหมดสติ หรือหมดสติ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการหัวใจอื่นร่วมด้วย
    อาการดังกล่าวมีสาเหตุได้หลายอย่าง ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบเสมอไป แต่หากเกิดร่วมกับเจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ใจสั่น หรืออาการผิดปกติอื่น ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว


อาการที่กล่าวมาสามารถเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรวินิจฉัย เส้นเลือดหัวใจตีบ จากอาการด้วยตัวเอง แต่หากเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม

สำคัญ: อาการแบบไหนควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง เกิดขึ้นขณะพัก ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการร่วม เช่น หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก ตัวเย็น คลื่นไส้ หรือหมดสติ ให้ถือว่าอาจเป็นภาวะฉุกเฉินและควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการอยู่ที่บ้าน


เส้นเลือดหัวใจตีบอาจเริ่มจากเรื่องธรรมดาที่เราทำซ้ำทุกวัน

เส้นเลือดหัวใจตีบ ไม่ได้เกิดขึ้นจากอาหารมันหนึ่งมื้อ การนั่งทำงานหนึ่งวัน หรือการไม่ได้ออกกำลังกายหนึ่งสัปดาห์ แต่ความเสี่ยงสามารถค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัยที่เกิดซ้ำต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน ความเครียด รวมถึงการปล่อยให้ไขมัน น้ำตาล หรือความดันสูงโดยไม่ได้รับการดูแล

ข่าวดีคือ ปัจจัยเหล่านี้หลายอย่างเป็นสิ่งที่เราสามารถเริ่มจัดการได้

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดภายในวันเดียว แต่อาจเริ่มจากเลือกอาหารให้ดีขึ้นหนึ่งมื้อ เดินให้มากขึ้น ลดบุหรี่และวางแผนเลิกอย่างจริงจัง เช็กผลตรวจสุขภาพที่เคยละเลย หรือกลับไปพบแพทย์เพื่อติดตามตัวเลขที่ผิดปกติ

เพราะการดูแลหัวใจที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การรอให้เกิดอาการแล้วค่อยรักษา แต่คือ การลดความเสี่ยงตั้งแต่วันที่เรายังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ขณะเดียวกัน แม้เราจะดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่ ความเจ็บป่วยก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ทั้งหมด การมี ประกันสุขภาพ หรือ ความคุ้มครองโรคร้ายแรง ที่เหมาะสมกับช่วงชีวิต จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อม ช่วยรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น และทำให้เรามีทางเลือกในการดูแลตัวเองมากขึ้นเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา วางแผนรับมือโรคร้ายไว้ก่อนด้วย CI Perfect Care CI Perfect Care ตรวจเจอรับเงินก้อนสูงสุด 1 ล้านบาท จ่ายเบี้ยเพียงวันละ 8 บาท*

  • คุ้มครอง 36 โรคร้ายแรง ครอบคลุมทุกระยะ รวมสูงสุด 100% ของทุนประกันภัย
  • สมัครได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน – 65 ปี ดูแลต่อเนื่องถึงอายุ 85 ปี


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร. 1766 ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ สนใจติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต หรือ สาขา ธนาคารกสิกรไทย ทั่วประเทศ


*สำหรับผู้เอาประกันภัย เพศหญิง อายุ 31 ปี เลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติม ซีไอ เพอร์เฟค แคร์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท และชำระเบี้ยประกันภัยรายปี
- ความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบท้าย
- เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด
- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 20/08/69

🔖 โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
🔖 Rama Channel คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
🔖 โรงพยาบาลพญาไท 2
🔖 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
🔖 โรงพยาบาลสมิติเวช

A: ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เส้นเลือดหัวใจตีบ หมายถึงภาวะที่หลอดเลือดโคโรนารีซึ่งนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแคบลงหรืออุดตัน ส่วน หัวใจขาดเลือด คือภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด

บทความน่าสนใจ