ครีเอเตอร์ รับรีวิวสินค้า ทำ Affiliate ต้องยื่นภาษีแบบไหน?
วันนี้การเป็น ครีเอเตอร์ สร้างรายได้ได้มากกว่าหนึ่งทาง ทั้งรับงานรีวิวสินค้า ทำคอนเทนต์ให้แบรนด์ ปักตะกร้า ทำ Affiliate รับค่าคอมมิชชัน หรือบางครั้งไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเงิน แต่ได้รับสินค้าเป็นสิ่งตอบแทน
พอถึงเวลายื่นภาษี หลายคนจึงเริ่มมีคำถามว่า รายได้เหล่านี้ต้องยื่นภาษีเหมือนกันไหม? ทำ Affiliate นับเป็นรายได้หรือเปล่า? แล้วถ้ามีทั้งงานประจำและรับงานรีวิวเสริม ต้องจัดการอย่างไร?
สิ่งสำคัญคืออย่าดูเพียงว่าเงินเข้าบัญชีเท่าไร แต่ต้องรู้ด้วยว่า “รายได้นั้นมาจากไหน” เพราะที่มาของรายได้และลักษณะการทำงานมีผลต่อการพิจารณาประเภทเงินได้ วิธีหักค่าใช้จ่าย และการคำนวณภาษีในขั้นตอนต่อไป
กรมสรรพากรยกตัวอย่างแหล่งรายได้ของ Influencer ไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ค่าจ้างรีวิว โฆษณาและสปอนเซอร์ การทำ Affiliate Marketing รายได้จากแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการขายสินค้าหรือคอร์สออนไลน์ ดังนั้น แม้ทั้งหมดจะเป็น “รายได้ของครีเอเตอร์” เหมือนกัน แต่ในทางภาษีอาจไม่ได้จัดอยู่ในประเภทเดียวกันทั้งหมด
Key Takeaways
- ก่อนยื่นภาษี ครีเอเตอร์ควรเริ่มจาก แยกรายได้ตามที่มา เพราะค่าจ้างรีวิว ค่าคอมมิชชันจาก Affiliate หรือรายได้จากการขายสินค้า อาจมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาประเภทเงินได้แตกต่างกัน
- จำง่าย ๆ ด้วย 5 คำถาม ได้เงินจากไหน? → เป็นเงินได้ประเภทไหน? → หักค่าใช้จ่ายอย่างไร? → เอกสารครบไหม? → มีสิทธิลดหย่อนอะไรบ้าง?
- เมื่อรู้ข้อมูลเหล่านี้ การยื่นภาษีและวางแผน ลดหย่อนภาษี 2569 ก็จะง่ายขึ้น
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

ครีเอเตอร์มีรายได้จากทางไหนบ้าง?
ลองย้อนกลับไปดูรายได้ตลอดปีของตัวเองก่อน เพราะแม้ทั้งหมดจะเกิดจากการเป็นครีเอเตอร์เหมือนกัน แต่เงินที่ได้รับอาจมาจากคนละช่องทาง
สำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วไป สามารถแบ่งรายได้ที่พบได้บ่อยออกเป็น 2 ทางหลัก คือ รายได้จากการรับงานรีวิว และ รายได้จากการทำ Affiliate
รับงานรีวิว ได้ค่าจ้างเป็นเงินหรือสินค้า
ทางแรกคือ รับงานรีวิวสินค้า แบรนด์อาจว่าจ้างให้ทำคลิป รีวิวสินค้า ถ่ายภาพ หรือผลิตคอนเทนต์ลงบนช่องทาง Social Media โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินตามที่ตกลงกัน
แต่การรับรีวิวไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับค่าจ้างเป็นเงินเสมอไป
บางครั้งแบรนด์อาจส่งสินค้าให้ฟรี โดยมีข้อตกลงให้ครีเอเตอร์นำสินค้าไปรีวิวหรือผลิตคอนเทนต์ตอบแทน ซึ่งกรณีนี้ก็ไม่ควรมองข้ามเพียงเพราะไม่มีเงินโอนเข้าบัญชี
ตามหลักของกรมสรรพากร เงินได้พึงประเมินไม่ได้หมายถึงเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่ได้รับและสามารถคิดคำนวณเป็นเงินได้ด้วย ดังนั้น หากได้รับสินค้าเพื่อแลกกับการรีวิว มูลค่าของสินค้าที่ได้รับก็ควรนำมาพิจารณาเป็นรายได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น แบรนด์ส่งสินค้ามูลค่า 5,000 บาทมาให้ โดยตกลงว่าครีเอเตอร์จะต้องทำคลิปรีวิวให้ 1 คลิป แม้จะไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเงินสด แต่สินค้าที่ได้รับก็เป็นสิ่งตอบแทนจากการทำงาน
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ข้อตกลงของงานว่า เราได้รับสินค้านั้นมาในฐานะอะไร และมีการทำงานตอบแทนหรือไม่
ทำ Affiliate ปักตะกร้า ได้ค่าคอมมิชชัน
ทางที่สองคือ การทำ Affiliate ทุกวันนี้ครีเอเตอร์ไม่จำเป็นต้องรอรับงานจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเลือกสินค้า มาแนะนำผ่านคอนเทนต์ แล้ววางลิงก์หรือปักตะกร้าให้ผู้ติดตามกดซื้อได้
เมื่อมีคนซื้อสินค้าผ่านลิงก์หรือตะกร้าที่เราแนะนำ ครีเอเตอร์ก็จะได้รับ ค่าคอมมิชชัน ตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
ค่าคอมมิชชันที่ได้รับถือเป็นอีกหนึ่งรายได้ที่ต้องนำมาพิจารณาในการยื่นภาษี ดังนั้น ต่อให้ยอดแต่ละครั้งอาจไม่มาก เช่น ได้ครั้งละหลักสิบหรือหลักร้อย แต่หากตลอดทั้งปีมีรายได้จาก Affiliate เข้ามาเรื่อย ๆ ก็ควรเก็บข้อมูลรายได้เหล่านี้ไว้ให้ครบ
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้างรีวิว สินค้าที่ได้รับแทนค่าจ้าง หรือค่าคอมมิชชันจาก Affiliate สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าเราได้รับอะไรจากการทำงาน และเก็บข้อมูลของรายได้นั้นไว้ให้ตรวจสอบได้

ถ้าทำเองคนเดียว ไม่มีทีม รายได้เข้าข่ายประเภทไหน?
เมื่อรู้แล้วว่ารายได้มาจากไหน ขั้นต่อมาคือการดูว่า รายได้นั้นเข้าข่ายเงินได้ประเภทใด
สำหรับครีเอเตอร์ที่รับงานแล้วทำด้วยตัวเองเป็นหลัก อาจเข้าลักษณะเงินได้ประเภท 40(2) ซึ่งเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ รวมถึงค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า และค่าตอบแทนในลักษณะต่าง ๆ
แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ ลักษณะการทำงานจริง ใช้ “1 สมอง 2 มือ” ทำงานเองเป็นหลัก
ลองเช็กจากรูปแบบการทำงานของตัวเอง รับ Brief มาแล้วคิดคอนเทนต์เอง ถ่ายเอง พูดเอง ตัดต่อเอง โพสต์เอง และดูแลงานด้วยตัวเองเป็นหลัก ใช้แรง ทักษะ และความสามารถของตัวเองในการสร้างรายได้ โดยไม่ได้มีทีมงานหรือการลงทุนในลักษณะธุรกิจ การทำงานลักษณะนี้อาจเข้าข่ายเงินได้ประเภท 40(2)
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าอาชีพครีเอเตอร์ทุกคนจะเป็นเงินได้ 40(2) เหมือนกันทั้งหมด เพราะการพิจารณาประเภทเงินได้ต้องดูข้อเท็จจริงและลักษณะการทำงานของแต่ละคนประกอบด้วย
ดังนั้น ก่อนยื่นภาษีจึงควรกลับมาดูให้ชัดว่า รายได้ที่ได้รับเกิดจากงานอะไร และเราทำงานนั้นในรูปแบบไหน
ถ้าเป็น 40(2) หักค่าใช้จ่ายอย่างไร?
เมื่อรายได้เข้าลักษณะเงินได้ประเภท 40(2) สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% โดยเมื่อรวมกับเงินได้ 40(1) แล้ว สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ลองดูจากตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าตลอดปีมีรายได้จากการรับงานรีวิวที่เข้าลักษณะ 40(2)
50,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50%
50,000 − 25,000 = 25,000 บาท
จึงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 25,000 บาท เพื่อนำไปคำนวณภาษีในขั้นตอนต่อไป
แต่ถ้าครีเอเตอร์มีงานประจำและมีเงินเดือนอยู่ด้วย ต้องจำไว้ว่าค่าใช้จ่ายของเงินได้ 40(1) และ 40(2) รวมกันแล้วสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ได้แยกหักสูงสุดประเภทละ 100,000 บาท
เพราะฉะนั้น ก่อนคำนวณภาษี อย่าดูเพียงยอดเงินที่ได้รับ แต่ต้องดูต่อด้วยว่าเป็นเงินได้ประเภทไหน และเงินได้ประเภทนั้นสามารถหักค่าใช้จ่ายอย่างไร เมื่อแยกตรงนี้ได้ถูกต้อง การคำนวณในขั้นตอนต่อไปก็จะง่ายขึ้น

รายได้หลายทาง ยิ่งต้องเก็บหลักฐานให้ครบ
ครีเอเตอร์หนึ่งคนอาจรับงานจากหลายแบรนด์ ทำ Affiliate มากกว่าหนึ่งแพลตฟอร์ม และมีรายได้เข้ามาตลอดทั้งปี
หากไม่ได้จัดเก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่แรก พอถึงเวลายื่นภาษี อาจต้องกลับไปค้นว่าเงินก้อนนี้มาจากงานไหน ถูกหักภาษีไว้หรือยัง หรือยอด Affiliate ทั้งปีรวมกันเท่าไร
ดังนั้น การจัดหลักฐานรายได้ตั้งแต่ได้รับเงินจึงช่วยให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก
เอกสารอะไรที่ครีเอเตอร์ควรเก็บไว้?
เริ่มจาก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ 50 ทวิ ที่ได้รับจากผู้ว่าจ้าง เพราะเอกสารนี้จะช่วยให้เห็นทั้งจำนวนเงินที่ได้รับและภาษีที่ถูกหักไว้
นอกจากนั้นควรเก็บหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับรายได้ เช่น หลักฐานการรับเงิน Statement รายงานรายได้หรือค่าคอมมิชชันจากแพลตฟอร์ม Invoice รวมถึงเอกสารหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับงานรีวิว
หากได้รับสินค้าเป็นสิ่งตอบแทนจากการทำงาน ก็ควรเก็บรายละเอียดของงานและข้อมูลมูลค่าของสินค้านั้นไว้ด้วย
วิธีง่าย ๆ คือแยกข้อมูลเป็นรายเดือน หรือแยกตามประเภทของรายได้ เช่น
งานรีวิว / Affiliate / รายได้อื่น เมื่อถึงเวลายื่นภาษี จะได้ไม่ต้องกลับมานั่งไล่ยอดใหม่ทั้งหมด
และถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ก็อย่าลืมนำข้อมูลส่วนนี้มาประกอบการยื่นภาษีด้วย
รู้รายได้แล้ว อย่าลืมเช็กสิทธิลดหย่อนภาษี 2569
เมื่อรู้แล้วว่าตลอดปีมีรายได้เท่าไร รายได้เป็นประเภทไหน หักค่าใช้จ่ายอย่างไร และมีภาษีที่ถูกหักไว้เท่าไร ขั้นต่อไปจึงค่อยกลับมาดูเรื่อง ลดหย่อนภาษี
เพราะการวางแผน ลดหย่อนภาษี 2569 ไม่ควรเริ่มจากการรีบหาว่า “ซื้ออะไรเพื่อลดภาษีดี?” แต่ควรเริ่มจากเช็กก่อนว่า
ตอนนี้เรามีสิทธิลดหย่อนอะไรอยู่แล้วบ้าง?
สิทธิลดหย่อนมีหลายประเภท ตั้งแต่ค่าลดหย่อนส่วนตัว สิทธิที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย การออมเพื่อเกษียณ ไปจนถึงเบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไข
เมื่อเห็นภาพสิทธิที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว จึงค่อยพิจารณาว่ายังต้องวางแผน ลดหย่อนภาษี เพิ่มอีกหรือไม่
สำหรับคนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษี ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถนำมาพิจารณาได้ โดยเบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไขสามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง ภายใต้วงเงินและหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
อย่างไรก็ตาม การเลือกประกันควรดูมากกว่าเรื่องลดหย่อนเพียงอย่างเดียว ทั้งจำนวนเบี้ยที่จ่ายไหว ระยะเวลาที่ต้องจ่ายเบี้ย ความคุ้มครอง และเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง
โดยเฉพาะครีเอเตอร์ที่รายได้ในแต่ละเดือนอาจไม่เท่ากัน การเลือกภาระทางการเงินที่เหมาะกับกระแสเงินสดของตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้สิทธิทางภาษี
อ่านเพิ่มเติม : ครีเอเตอร์ ฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ ควรทำประกันอะไรดี?
ครีเอเตอร์มีรายได้หลายทาง ก่อนยื่นภาษีต้องเช็กอะไร?
การเป็นครีเอเตอร์สร้างรายได้ได้หลายรูปแบบ ทั้งรับงานรีวิว ได้สินค้าเป็นค่าตอบแทน หรือทำ Affiliate เพื่อรับค่าคอมมิชชัน สิ่งสำคัญคือ อย่ารวมทุกอย่างเป็นก้อนเดียวแล้วค่อยคิดตอนยื่นภาษี
เริ่มจากแยกให้ชัดว่า เงินมาจากไหน เป็นเงินได้ประเภทไหน หักค่าใช้จ่ายอย่างไร และมีหลักฐานครบหรือยัง
หากเป็นครีเอเตอร์ที่รับงานและทำด้วยตัวเองเป็นหลัก ไม่มีทีมงานหรือการลงทุนในลักษณะธุรกิจ รายได้อาจเข้าลักษณะ 40(2) ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
เมื่อจัดการเรื่องรายได้เรียบร้อยแล้ว ค่อยเช็กต่อว่าเรามีสิทธิ ลดหย่อนภาษี 2569 อะไรอยู่แล้ว และยังต้องวางแผนเพิ่มเติมหรือไม่ หากกำลังมองหาตัวช่วยวางแผนภาษีควบคู่ไปกับเป้าหมายทางการเงิน ประกันออมทรัพย์ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถนำมาพิจารณาได้ เพราะนอกจากความคุ้มครองและผลประโยชน์ตามเงื่อนไขของแบบประกันแล้ว เบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไขยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
อย่าเริ่มจากลดได้เท่าไร แต่เริ่มจากรู้ก่อนว่าเรามีรายได้เท่าไร มีสิทธิอะไร และจ่ายไหวเท่าไร
สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษี ประกันออมทรัพย์ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการวางแผน ทั้งเรื่องสิทธิลดหย่อนและเป้าหมายการเงินในอนาคต ด้วย เมืองไทย สมาร์ท อินเด็กซ์ 15/6 (Global) ตัวช่วยอัปเวลลดหย่อนภาษีได้เต็มแม็กซ์
✔ การันตีเงินต้นไม่สูญหาย แถมยังมีเงินคืนระหว่างสัญญา
✔ เพิ่มโอกาสลงทุนในดัชนีระดับโลก
✔ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร. 1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ สนใจติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต หรือ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทุกสาขา
- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
- เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต และธนาคารกำหนด
- เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากร กำหนด
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มาสืบค้นเมื่อวันที่ 12/9/69
- กรมสรรพากร – คู่มือภาษีสำหรับ Influencer
- กรมสรรพากร – การพิจารณาประเภทเงินได้
- RD Doctor Tax
- TAXBugnoms