ลุกจากเตียงแล้วเวียนหัว มึนหัว เกิดจากอะไร? เช็กความเสี่ยงความดันตก หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน
เคยไหม... นอนอยู่ดี ๆ พอลุกจากเตียงแล้วรู้สึก เวียนหัว ต้องรีบจับขอบเตียงไว้ก่อน หรือบางคนลุกจากโต๊ะทำงาน แล้วรู้สึก มึนหัว เหมือนจะเป็นลม ขณะที่อีกหลายคนเพียงแค่พลิกตัวบนเตียงหรือหันศีรษะเร็ว ๆ ก็รู้สึกเหมือน "บ้านหมุน"
หลายคนคิดว่าเกิดจากการลุกเร็ว หรือทำอะไรเร็วๆ เลยมีอาการ พักเดี๋ยวเดียวก็หาย แต่ถ้าหากอาการไม่หายเกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยเฉพาะทุกวัน หรือบ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ตั้งแต่ ภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension) ไปจนถึง โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (BPPV) รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความดัน หัวใจ เลือด หรือระบบประสาท
การแยกให้ออกว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "หน้ามืด" หรือ "เวียนหัวแบบบ้านหมุน" จะช่วยให้สามารถดูแลตัวเองและเข้ารับการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะแม้อาการจะคล้ายกัน แต่สาเหตุและวิธีรักษาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Key Takeaways
- ลุกจากเตียงแล้วเวียนหัว อาจไม่ได้เกิดจากการพักผ่อนไม่พอเสมอไป แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า
- หากอาการเป็นลักษณะ บ้านหมุน โดยเฉพาะเวลาพลิกตัว ก้มหน้า หรือเงยหน้า อาจเป็น หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (BPPV)
- อาการ มึนหัว หรือเวียนหัวอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เลือดจาง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
- หากเวียนหัวร่วมกับพูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง เจ็บหน้าอก หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
- การสังเกตลักษณะอาการว่าเป็น "หน้ามืด" หรือ "บ้านหมุน" จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้ตรงสาเหตุมากขึ้น
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ทำไมลุกจากเตียง หรือโต๊ะทำงานแล้วเวียนหัว มึนหัว? รู้จักอาการก่อนหาสาเหตุ
- 5 สาเหตุที่พบบ่อยของอาการเวียนหัวและมึนหัว
- อาการมึนหัวดูแลตัวเองอย่างไร และเมื่อไรควรรีบพบแพทย์

ทำไมลุกจากเตียง หรือโต๊ะทำงานแล้วเวียนหัว มึนหัว? รู้จักอาการก่อนหาสาเหตุ
หลายคนใช้คำว่า เวียนหัว และ มึนหัว แทนกัน ทั้งที่ในทางการแพทย์อาจหมายถึงอาการคนละแบบ การสังเกตลักษณะอาการจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เราเข้าใจว่ากำลังเสี่ยงกับโรคใด
เวียนหัวแบบหน้ามืด (Lightheadedness)
อาการลักษณะนี้มักเกิดเวลาลุกจากเตียง ลุกจากเก้าอี้ หรือยืนขึ้นเร็ว ๆ
ลักษณะที่พบ ได้แก่
- ภาพมืดหรือมองไม่ชัดชั่วคราว
- เหมือนจะเป็นลม
- ขาอ่อนแรง
- ต้องรีบจับโต๊ะหรือกำแพง
- อาการมักดีขึ้นเมื่อได้นั่งหรือนอนพัก
สาเหตุส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน หรือภาวะเลือดจาง
เวียนหัวแบบบ้านหมุน (Vertigo)
แตกต่างจากอาการหน้ามืดอย่างชัดเจน เพราะผู้ป่วยจะรู้สึกว่า
- บ้านหรือห้องกำลังหมุน
- ตัวเองกำลังหมุน
- เสียการทรงตัว
- คลื่นไส้ อาเจียน
- มักเกิดเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งศีรษะ
อาการลักษณะนี้สัมพันธ์กับความผิดปกติของหูชั้นใน โดยเฉพาะ หินปูนหลุด หรือ หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (BPPV) ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเวียนศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุด
แม้อาการทั้งสองแบบจะเรียกรวม ๆ ว่า "เวียนหัว" แต่การแยกให้ออกตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสวินิจฉัยผิดและได้รับการรักษาที่ไม่ตรงกับสาเหตุ

5 สาเหตุที่พบบ่อยของอาการเวียนหัวและมึนหัว
อาการเวียนหัวหลังลุกจากเตียงไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มีได้หลายโรค ตั้งแต่ปัญหาที่แก้ไขได้ง่าย ไปจนถึงโรคที่ควรรีบพบแพทย์
1. ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension)
นี่เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เมื่อเรานอนหรือนั่งเป็นเวลานาน เลือดจะคั่งอยู่บริเวณขา เมื่อรีบลุกขึ้นทันที ร่างกายต้องรีบปรับความดันและสูบฉีดเลือดกลับขึ้นไปเลี้ยงสมอง หากปรับไม่ทันจะเกิดอาการเวียนหัว หน้ามืด หรือเหมือนจะเป็นลม อาการที่พบ เวียนหัวทันทีหลังลุก ภาพดำ เหงื่อออก ใจสั่น ดีขึ้นภายในไม่กี่วินาทีถึง 1 นาที
แพทย์จะตรวจโดยวัดความดันขณะนอนและหลังยืน หากความดันตัวบนลดลงอย่างน้อย 20 mmHg หรือความดันตัวล่างลดลงอย่างน้อย 10 mmHg ภายใน 3 นาที ถือว่าเข้าเกณฑ์ภาวะนี้
กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ดื่มน้ำน้อย ผู้รับประทานยาลดความดัน ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้พักผ่อนไม่เพียงพอ
2. ภาวะเลือดจาง
เมื่อร่างกายมีเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินต่ำ เลือดจะนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการเวียนหัวได้ง่าย มักมีอาการร่วม เช่น
- เหนื่อยง่าย
- ซีด
- ใจสั่น
- หอบ
- อ่อนเพลีย
สาเหตุอาจเกิดจาก
- ขาดธาตุเหล็ก
- ประจำเดือนมามาก
- เลือดออกในทางเดินอาหาร
- โรคเรื้อรังบางชนิด
ไม่ควรซื้อธาตุเหล็กมารับประทานเองโดยไม่ตรวจ เพราะภาวะเลือดจางมีหลายสาเหตุ และแต่ละสาเหตุรักษาแตกต่างกัน
3. หัวใจเต้นผิดจังหวะ
บางครั้งอาการเวียนหัวไม่ได้เกิดจากความดัน แต่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่สม่ำเสมอ สัญญาณที่ควรระวัง ได้แก่
- ใจสั่น
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
- เจ็บหน้าอก
- หายใจไม่อิ่ม
- เกือบหมดสติ
หากมีอาการร่วมกับเวียนหัว ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรืออาจต้องติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา
4. เบาหวานที่เริ่มส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดีเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะเส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม เมื่อเปลี่ยนท่า ร่างกายจึงควบคุมการหดตัวของหลอดเลือดได้ไม่ทัน ทำให้เกิดความดันตกและเวียนหัว อาการร่วม ได้แก่
- ชาปลายมือปลายเท้า
- เหงื่อออกผิดปกติ
- อิ่มเร็ว
- ท้องอืด
- ชีพจรเร็ว
5. หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (BPPV)
หากอาการเป็นลักษณะ "บ้านหมุน" มากกว่า "หน้ามืด" มีโอกาสสูงที่จะเกิดจาก หินปูนหลุด หรือ หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน ภายในหูชั้นในมีผลึกแคลเซียมขนาดเล็กทำหน้าที่ช่วยรับรู้การทรงตัว หากผลึกเหล่านี้หลุดเข้าไปในท่อน้ำของหูชั้นใน จะส่งสัญญาณผิดปกติไปยังสมอง ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง อาการเด่น ได้แก่
- บ้านหมุนทันที
- เกิดเมื่อพลิกตัว
- เงยหน้า
- ก้มหน้า
- ลุกจากเตียง
- อาการมักเป็นไม่เกิน 1 นาที
- คลื่นไส้
โรคนี้ไม่ใช่โรคอันตราย แต่สร้างความรำคาญและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ หากได้รับการวินิจฉัยถูกต้อง แพทย์สามารถรักษาด้วยการจัดท่าศีรษะ (Canalith Repositioning Maneuver เช่น Epley Maneuver) เพื่อให้ หินปูนหลุด กลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดในผู้ป่วยส่วนใหญ่
เมื่อทราบสาเหตุที่เป็นไปได้แล้ว สิ่งสำคัญคือการสังเกตว่าอาการของตนเองเข้ากับลักษณะใด เพราะการรักษาความดันตกกับการรักษา หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน แตกต่างกันอย่างมาก

อาการมึนหัวดูแลตัวเองอย่างไร และเมื่อไรควรรีบพบแพทย์
แม้อาการเวียนหัวหลายกรณีจะไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ก็ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำบ่อย
วิธีลดโอกาสเกิดอาการเวียนหัวในชีวิตประจำวัน
หากอาการเกิดจากการเปลี่ยนท่า ลองปรับพฤติกรรมดังนี้
- ลุกจากเตียงเป็นขั้นตอน จากนอน → นั่ง → ยืน
- นั่งห้อยขาประมาณ 30–60 วินาทีก่อนยืน
- ขยับข้อเท้าหรือเกร็งน่องก่อนลุก
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ไม่อดอาหาร
- นอนหลับให้เพียงพอ
- หากนั่งทำงานนาน ควรลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง
- บันทึกว่าอาการเกิดเมื่อใด นานเท่าไร และมีใจสั่นหรือบ้านหมุนร่วมด้วยหรือไม่
หากสงสัยว่าเป็น หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน ไม่ควรฝึกจัดท่าเองจากคลิปในอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการวินิจฉัย เพราะอาการเวียนศีรษะบางชนิดอาจเกิดจากโรคอื่นที่ต้องได้รับการรักษาแตกต่างกัน
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมกับ เวียนหัว หรือ มึนหัว ควรรีบพบแพทย์ทันที
- พูดไม่ชัด
- หน้าเบี้ยว
- แขนหรือขาอ่อนแรง
- หมดสติ
- เจ็บหน้าอก
- หายใจลำบาก
- ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน
- เวียนหัวต่อเนื่องไม่ดีขึ้น
- ล้มบ่อยหรือเดินไม่ได้
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ หรือภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
เวียนหัว มึนหัว อย่าเพิ่งเหมารวมว่าเป็นแค่การลุกเร็ว
อาการ เวียนหัว หรือ มึนหัว หลังลุกจากเตียง ลุกจากโต๊ะทำงาน หรือเปลี่ยนท่าศีรษะ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะความดันโลหิตตก เลือดจาง หัวใจเต้นผิดจังหวะ เบาหวานที่ส่งผลต่อระบบประสาท ไปจนถึง หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือ หินปูนหลุด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการบ้านหมุนที่พบได้บ่อย
การสังเกตลักษณะอาการว่าเป็น "หน้ามืด" หรือ "บ้านหมุน" รวมถึงจดบันทึกช่วงเวลาที่เกิดอาการ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำและรักษาได้ตรงสาเหตุ หากอาการเกิดซ้ำบ่อย หรือมีสัญญาณอันตรายร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว ไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือปล่อยให้อาการเรื้อรัง
เราไม่มีทางรู้ได้ว่า พรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการมึนหัวหรือเวียนหัวหรือไม่ เพราะการเจ็บป่วยสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด การวางแผนดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการมีประกันสุขภาพที่เหมาะสม จะช่วยให้เข้าถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
-
โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 5/08/69
🔖
Rama Channel
🔖
HDmall
🔖
ข่าวสด
🔖
ข่าวสด
🔖
Sanook