Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

โรคฉี่หนูช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โรคฉี่หนูช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

August 11, 2026

5 minutes

เมื่อเข้าสู่ หน้าฝน หลายพื้นที่ของประเทศไทยมักเผชิญกับปัญหา น้ำท่วม น้ำขัง และดินโคลน ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินแล้ว ยังเป็นช่วงที่โรคติดต่อหลายชนิดแพร่ระบาดได้ง่าย โดยหนึ่งในโรคที่พบเป็นประจำทุกปีคือ โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)


หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากการสัมผัสหนูโดยตรง แต่ความจริงแล้วเชื้อโรคสามารถปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ และเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลเล็ก ๆ หรือเยื่อบุต่าง ๆ ได้ ทำให้ผู้ที่ต้องลุยน้ำ ทำงานกลางแจ้ง หรืออยู่ในพื้นที่น้ำท่วม มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ


สิ่งที่น่ากังวลคือ อาการโรคฉี่หนู ในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้หลายคนมองข้ามและปล่อยให้เชื้อลุกลาม จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวาย ตับอักเสบ เลือดออกในปอด หรือเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

การทำความเข้าใจว่า โรคฉี่หนูคืออะไร สาเหตุเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร ใครบ้างที่เสี่ยง และควรป้องกันตัวเองอย่างไรในช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้มากขึ้น




ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




โรคฉี่หนูคืออะไร? ทำไมช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน ต้องระวัง



โรคฉี่หนูคืออะไร? ทำไมช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน ต้องระวัง


โรคฉี่หนูเป็นโรคติดต่อที่พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ซึ่งมีฝนตกชุกและเกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ แต่หากไม่รู้ทันอาการและปล่อยให้การติดเชื้อรุนแรง ก็อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบของร่างกายได้


โรคฉี่หนูคืออะไร

โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากเชื้อ Leptospira ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในไตของสัตว์หลายชนิด เช่น

  • หนู
  • วัว
  • ควาย
  • สุกร
  • สุนัข
  • แพะ
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ


สัตว์ที่มีเชื้ออาจไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถขับเชื้อออกมากับปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำ ดิน หรือโคลน เชื้อจะสามารถอยู่รอดได้หลายสัปดาห์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เมื่อคนสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อน เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน


  • แผลถลอกหรือบาดแผลเล็ก ๆ
  • ผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำนาน
  • เยื่อบุตา
  • เยื่อบุจมูก
  • เยื่อบุช่องปาก


หลังเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะกระจายผ่านกระแสเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต ปอด หัวใจ และสมอง ทำให้เกิดการอักเสบและภาวะแทรกซ้อนตามมา


แม้ชื่อจะเรียกว่า "โรคฉี่หนู" แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสัมผัสหนูโดยตรงจึงจะติดโรค เพราะเชื้อสามารถมาจากสัตว์หลายชนิด และมักแพร่ผ่านสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนมากกว่า


ทำไมโรคฉี่หนูจึงระบาดมากในช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน

ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน จำนวนผู้ป่วยโรคฉี่หนูมักเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการอยู่รอดและการแพร่กระจายของเชื้อ สาเหตุสำคัญ ได้แก่

1. น้ำท่วมทำให้เชื้อกระจายเป็นวงกว้าง

เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะพัดพาปัสสาวะของสัตว์จากพื้นที่ต่าง ๆ ลงสู่ถนน คูคลอง นาข้าว หรือชุมชน ทำให้เชื้อกระจายตัวได้ง่ายกว่าปกติ


2. ผู้คนจำเป็นต้องลุยน้ำ

ในช่วงน้ำท่วม หลายคนต้องเดินลุยน้ำเพื่อเดินทางไปทำงาน กลับบ้าน หรือทำกิจกรรมประจำวัน หากมีแผลเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้


3. ผิวหนังเปื่อยจากการแช่น้ำ

การอยู่ในน้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังอ่อนตัวและเกิดรอยแตกขนาดเล็ก แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็เพียงพอให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้


4. เชื้อมีชีวิตได้นานในพื้นที่ชื้น

น้ำขัง ดินเปียก และโคลนที่มีความชื้นสูง เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการอยู่รอดของเชื้อ Leptospira ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในช่วงหน้าฝน


โรคฉี่หนูติดต่อกันได้หรือไม่

หลายคนกังวลว่าหากมีคนในครอบครัวป่วย จะสามารถแพร่เชื้อสู่คนอื่นได้หรือไม่ โดยทั่วไป โรคฉี่หนูไม่ใช่โรคที่ติดต่อจากคนสู่คนได้ง่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อ มากกว่าการรับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน และควรรักษาสุขอนามัยอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ดูแลผู้ป่วย


นอกจากนี้ ผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคฉี่หนูแล้ว ยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอาจจำเพาะต่อสายพันธุ์ของเชื้อที่เคยได้รับเท่านั้น จึงไม่ควรละเลยการป้องกันตนเอง แม้จะเคยป่วยมาก่อนก็ตาม


การรู้จักว่า โรคฉี่หนูคืออะไร และเข้าใจว่าทำไมโรคจึงพบมากในช่วง น้ำท่วม และ หน้าฝน ถือเป็นก้าวแรกของการป้องกัน เพราะเมื่อสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงได้ ก็จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก



สาเหตุของโรคฉี่หนู เกิดจากอะไร และใครบ้างที่เสี่ยง



สาเหตุของโรคฉี่หนู เกิดจากอะไร และใครบ้างที่เสี่ยง


แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับชื่อ โรคฉี่หนู แต่ยังมีความเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกิดจากการถูกหนูกัดหรือสัมผัสหนูโดยตรงเท่านั้น ความจริงแล้ว สาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ ซึ่งในช่วง หน้าฝน และ น้ำท่วม ความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก


การรู้ว่าต้นตอของโรคมาจากไหน และใครคือกลุ่มเสี่ยง จะช่วยให้สามารถป้องกันตัวเองได้อย่างเหมาะสมก่อนเกิดการติดเชื้อ


สาเหตุของโรคฉี่หนูเกิดจากอะไร

โรคฉี่หนูเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ซึ่งเป็นเชื้อรูปเกลียวขนาดเล็ก สามารถอาศัยอยู่ในไตของสัตว์หลายชนิดโดยที่สัตว์อาจไม่แสดงอาการป่วย แต่ยังคงขับเชื้อออกมากับปัสสาวะได้อย่างต่อเนื่อง สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ หนู วัว ควาย สุกร สุนัข แพะ ม้า สัตว์ฟันแทะและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด


เมื่อสัตว์ขับปัสสาวะ เชื้อจะปนเปื้อนลงในสิ่งแวดล้อม เช่น แอ่งน้ำ น้ำท่วมขัง คูคลอง ดินเปียก โคลน พื้นที่การเกษตร โดยเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้นได้นานหลายสัปดาห์ หากมีผู้สัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อน เชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทันที


ดังนั้น แม้จะไม่เห็นหนูอยู่ในบริเวณนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเชื้อโรค เพราะเชื้ออาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินเรียบร้อยแล้ว


โรคฉี่หนูติดต่อเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร

เชื้อ Leptospira ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังที่สมบูรณ์ได้ง่าย แต่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

1. ผ่านบาดแผลหรือรอยถลอก

เป็นช่องทางที่พบได้บ่อยที่สุด แม้จะเป็นแผลเล็ก ๆ จากการเกา แผลแตก หรือรอยขีดข่วน ก็เพียงพอให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้


2. ผ่านผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำนาน

ผู้ที่ลุยน้ำเป็นเวลานาน ผิวหนังจะอ่อนตัวและเกิดรอยแตกขนาดเล็กโดยไม่รู้ตัว ทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น


3. ผ่านเยื่อบุต่าง ๆ

เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน ดวงตา จมูก ช่องปาก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำที่อาจปนเปื้อนล้างหน้า หรือสัมผัสใบหน้าขณะลุยน้ำ


4. รับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน

แม้จะพบไม่บ่อยเท่าการสัมผัสโดยตรง แต่หากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน


ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคฉี่หนู

แม้ทุกคนสามารถติดเชื้อได้ แต่บางกลุ่มมีโอกาสสัมผัสเชื้อมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วง น้ำท่วม และ หน้าฝน

เกษตรกรและชาวนา

เป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุด เนื่องจากต้องทำงานในนาข้าว แช่น้ำ หรือสัมผัสดินและโคลนเป็นเวลานาน อีกทั้งในพื้นที่เกษตรยังมีสัตว์พาหะอาศัยอยู่จำนวนมาก


ผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วมเป็นประจำ

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน กลับบ้าน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ หากต้องเดินลุยน้ำบ่อยครั้ง โดยเฉพาะหากไม่สวมรองเท้าหรือมีบาดแผล ก็จะเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้น


เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผู้ที่ลงพื้นที่น้ำท่วมเพื่อช่วยเหลือประชาชน มักต้องสัมผัสน้ำและโคลนเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงเป็นอีกกลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ


คนงานทำความสะอาดหลังน้ำลด

หลังน้ำท่วม หลายคนต้องเก็บกวาดบ้าน ขนย้ายสิ่งของ หรือกำจัดเศษดินโคลน ซึ่งอาจยังมีเชื้อปนเปื้อนอยู่ แม้ว่าน้ำจะลดลงแล้วก็ตาม


ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์

เช่น สัตวแพทย์ คนเลี้ยงสัตว์ คนงานฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ ล้วนมีโอกาสสัมผัสปัสสาวะของสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของเชื้อ


ผู้ที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง

ผู้ที่เดินป่า ตั้งแคมป์ ล่องแก่ง หรือว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ควรระมัดระวัง เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าน้ำในบริเวณนั้นปนเปื้อนเชื้อหรือไม่


ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

  • มีบาดแผลที่เท้าหรือมือ
  • เดินเท้าเปล่าในพื้นที่เปียกชื้น
  • แช่น้ำเป็นเวลานาน
  • ไม่สวมรองเท้าบูทหรือถุงมือขณะทำงาน
  • สัมผัสน้ำขังโดยไม่ล้างทำความสะอาดหลังจากนั้น
  • อยู่ในพื้นที่ที่มีหนูหรือสัตว์พาหะจำนวนมาก
  • บ้านหรือชุมชนมีน้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน


หลายครั้งผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ตัวว่ามีแผลเล็ก ๆ อยู่บนร่างกาย จึงคิดว่าไม่น่าจะติดโรคได้ ทั้งที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยแผลขนาดเล็กที่แทบมองไม่เห็น


โรคฉี่หนูสามารถป้องกันได้ หากรู้จักหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

แม้โรคฉี่หนูจะพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ลุยน้ำจะต้องติดเชื้อเสมอไป เพราะความเสี่ยงจะลดลงอย่างมาก หากหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่อาจปนเปื้อน สวมอุปกรณ์ป้องกัน และรีบทำความสะอาดร่างกายหลังจากลุยน้ำทุกครั้ง


ที่สำคัญ หากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลานาน การตรวจดูว่ามีบาดแผลหรือไม่ก่อนลงน้ำ รวมถึงสวมรองเท้าบูท ถุงมือ และเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนัง ก็เป็นอีกวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ


จากการเข้าใจสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงแล้ว สิ่งที่ทุกคนควรรู้ต่อไปคือ โรคฉี่หนูอาการเป็นอย่างไร เพราะอาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ จนหลายคนไม่ทันสังเกต และมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป



โรคฉี่หนูอาการเป็นอย่างไร?



โรคฉี่หนูอาการเป็นอย่างไร?


หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ โรคฉี่หนู เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม คือ อาการโรคฉี่หนู ในระยะเริ่มต้นมักไม่จำเพาะและคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก ทำให้หลายคนซื้อยารับประทานเองและพักผ่อนอยู่ที่บ้าน จนกว่าจะมีอาการรุนแรงจึงไปพบแพทย์


โดยทั่วไป หลังได้รับเชื้อจะมี ระยะฟักตัวประมาณ 2–30 วัน แต่ส่วนใหญ่มักเริ่มแสดงอาการภายใน 5–14 วัน ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อ ปริมาณเชื้อที่ได้รับ และสุขภาพของแต่ละบุคคล


การรู้จักอาการของโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้รวดเร็ว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตได้อย่างมาก


อาการโรคฉี่หนูระยะแรก เป็นอย่างไร

ในช่วงแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยมักมีอาการเฉียบพลัน คล้ายกับโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป จึงทำให้หลายคนไม่คิดว่าตนเองอาจเป็นโรคฉี่หนู โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน
  • หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและต้นขา
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดข้อ
  • ปวดหลัง
  • ตาแดงโดยไม่มีขี้ตา


อาการที่ถือเป็นลักษณะค่อนข้างเด่นของโรค คือ ปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง ซึ่งพบได้บ่อยกว่าการติดเชื้อไวรัสทั่วไป แม้ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะมีอาการนี้ แต่หากมีไข้ร่วมกับประวัติลุยน้ำท่วม หรือทำงานในพื้นที่เสี่ยง ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม


อีกอาการที่พบได้คือ เยื่อบุตาแดง โดยไม่มีอาการคันหรือมีขี้ตาเหมือนโรคตาแดงจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาจเป็นเบาะแสสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น


อาการโรคฉี่หนู ระยะรุนแรง มีอะไรบ้าง

หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญ ทำให้เกิดการอักเสบหลายระบบ ซึ่งเรียกว่า ระยะรุนแรงของโรค

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะน้อยลงหรือปัสสาวะไม่ออก
  • หายใจเหนื่อย หอบ
  • ไอเป็นเลือด
  • เจ็บหน้าอก
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ซึม สับสน หรือหมดสติ


ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า Weil's Disease ซึ่งเป็นรูปแบบรุนแรงของโรคฉี่หนู มีการอักเสบของตับ ไต และระบบไหลเวียนเลือดพร้อมกัน จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด หากปล่อยไว้นาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญอาจรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้


โรคฉี่หนูอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง

ไตวายเฉียบพลัน

เชื้อสามารถทำให้ไตอักเสบและทำงานลดลง ส่งผลให้ปัสสาวะน้อย ของเสียคั่งในร่างกาย และบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการฟอกไตชั่วคราว


ตับอักเสบและภาวะดีซ่าน

ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ค่าการทำงานของตับผิดปกติ แม้ว่าบางรายตับจะอักเสบ แต่การทำงานของตับอาจยังไม่เสียหายมากเท่าโรคไวรัสตับอักเสบ


เลือดออกในปอด

  • ไอเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก
  • ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ

จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ทันที


เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • คอแข็ง
  • ซึมลง
  • ชัก

แม้จะพบไม่บ่อย แต่ถือเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตต่ำ หรือหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด


อาการแบบไหน ควรรีบไปพบแพทย์

หากมีไข้หลังจากสัมผัสน้ำท่วม ดิน หรือโคลนในช่วง หน้าฝน ไม่ควรรอดูอาการหลายวัน โดยเฉพาะหากมีอาการร่วมดังต่อไปนี้

  • ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
  • ปวดน่องอย่างมาก
  • ปวดเมื่อยทั้งตัวผิดปกติ
  • ตาแดง
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • หายใจเหนื่อย
  • ไอเป็นเลือด
  • ซึมลงหรือรู้สึกสับสน


สิ่งสำคัญคือ ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่ามีประวัติลุยน้ำท่วม ทำงานในพื้นที่น้ำขัง หรือสัมผัสโคลนในช่วงที่ผ่านมา เพราะข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์นึกถึงโรคฉี่หนูและส่งตรวจเพิ่มเติมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น



วิธีป้องกันโรคฉี่หนูช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน



วิธีป้องกันโรคฉี่หนูช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน


แม้ในช่วง หน้าฝน และ น้ำท่วม จะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่โรคฉี่หนูสามารถป้องกันได้ หากหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อและดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหรือใช้ชีวิตในพื้นที่เสี่ยง


การป้องกันที่ดีไม่เพียงช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรงที่อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตและการทำงานอีกด้วย


หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำหรือโคลนที่อาจปนเปื้อน

หากไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วม น้ำขัง หรือโคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คาดว่าอาจมีการปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ควร

  • สวมรองเท้าบูทยาง
  • สวมถุงมือยางเมื่อต้องทำงาน
  • สวมกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาว
  • หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า

การสวมอุปกรณ์ป้องกันเป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะสัมผัสกับผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ปิดแผลก่อนลงน้ำทุกครั้ง

  • ล้างแผลให้สะอาด
  • ปิดด้วยวัสดุปิดแผลที่กันน้ำได้
  • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากแผลมีขนาดใหญ่

แม้แผลเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้


รีบทำความสะอาดร่างกายหลังลุยน้ำ

  • ล้างมือและเท้าด้วยน้ำสะอาด
  • อาบน้ำด้วยสบู่ทันที
  • เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้น
  • ทำความสะอาดบาดแผลอีกครั้ง

หากพบว่ามีแผลใหม่หลังลุยน้ำ ควรรีบล้างแผลและสังเกตอาการในช่วง 2–4 สัปดาห์ถัดมา


ดูแลสิ่งแวดล้อม ลดแหล่งอาศัยของหนู

  • เก็บอาหารในภาชนะปิดสนิท
  • กำจัดขยะอย่างถูกวิธี
  • ไม่ปล่อยเศษอาหารค้างคืน
  • ปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้าบ้านได้
  • ดูแลบ้านและบริเวณโดยรอบให้สะอาด


กลุ่มเสี่ยงควรป้องกันตัวเองเป็นพิเศษ

  • เกษตรกร
  • เจ้าหน้าที่กู้ภัย
  • พนักงานทำความสะอาดหลังน้ำท่วม
  • คนงานฟาร์ม
  • ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
  • ผู้ที่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก


หากหลังจากสัมผัสพื้นที่เสี่ยงมีไข้หรืออาการผิดปกติ ไม่ควรรอให้อาการหายเอง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือโคลนทุกครั้ง


โรคฉี่หนูป้องกันได้ เริ่มต้นจากการไม่ประมาท

หลายคนคิดว่าตนเองมีโอกาสติดเชื้อน้อย เพราะลุยน้ำเพียงไม่นาน หรือไม่มีบาดแผลขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยแผลเล็ก ๆ หรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำได้โดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น การสวมอุปกรณ์ป้องกัน ล้างร่างกายทันทีหลังสัมผัสน้ำท่วม และสังเกตอาการของตนเองในช่วง 2–30 วันหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคฉี่หนูได้อย่างมาก




โรคฉี่หนูรักษาอย่างไร? ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน


โรคฉี่หนูสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรก การพบแพทย์อย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ตับอักเสบ หรือเลือดออกในปอด โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและดุลยพินิจของแพทย์


แพทย์วินิจฉัยโรคฉี่หนูได้อย่างไร

เนื่องจาก อาการโรคฉี่หนู ระยะแรกคล้ายกับโรคติดเชื้อหลายชนิด แพทย์จะซักประวัติการสัมผัสพื้นที่เสี่ยง เช่น การลุยน้ำท่วม การทำงานในพื้นที่น้ำขังหรือดินโคลน รวมถึงตรวจร่างกายและอาจตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือส่งตรวจหาเชื้อเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการวินิจฉัย


การรักษาโรคฉี่หนู

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง มักรักษาด้วยยาปฏิชีวนะตามดุลยพินิจของแพทย์ ร่วมกับการพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากอาการรุนแรง เช่น ไตทำงานผิดปกติ ตัวเหลือง หายใจลำบาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ การให้น้ำเกลือ และการดูแลตามอาการอย่างใกล้ชิด


ดูแลตัวเองระหว่างการรักษา

ควรรับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมาตรวจตามนัด หากมีอาการแย่ลง เช่น หายใจเหนื่อย ปัสสาวะน้อยลง หรือซึมลง ควรรีบพบแพทย์ทันที



โรคฉี่หนู ป้องกันได้ หากรู้ทันและไม่ประมาทในช่วงหน้าฝน

โรคฉี่หนู เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยในช่วง หน้าฝน และ น้ำท่วม โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือเยื่อบุต่าง ๆ จากการสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ อาการในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัด แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อไต ตับ ปอด และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ได้


การหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมโดยไม่จำเป็น สวมอุปกรณ์ป้องกัน ล้างร่างกายหลังลุยน้ำ และรีบพบแพทย์เมื่อมีไข้หรืออาการผิดปกติหลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้อย่างมาก


เพื่อความอุ่นใจยิ่งขึ้น การมี ประกันสุขภาพ ก็เป็นอีกตัวช่วยสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หากต้องเข้ารับการรักษาหรือพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ทำให้คุณและคนที่คุณรักพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างมั่นใจ ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*


*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 29/07/69

🔖 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาการุณย์
🔖 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
🔖 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
🔖 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
🔖 Ged Good Life


A: โดยทั่วไปโรคฉี่หนูไม่ติดต่อจากคนสู่คนได้ง่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักติดเชื้อจากการสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง และรักษาสุขอนามัยอย่างเหมาะสม

Interesting Article