Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

ลูกไข้สูง อาจไม่ใช่ไข้หวัด! รู้จักโรคคาวาซากิ อาการที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ลูกไข้สูง อาจไม่ใช่ไข้หวัด! รู้จักโรคคาวาซากิ อาการที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

August 19, 2026

5 minutes

เวลาที่ไม่สบาย เด็ก ๆ หลายคนเริ่มต้นด้วยอาการมีไข้ กินข้าวได้น้อยลง งอแงกว่าปกติ หรือดูซึมไปบ้าง จนพ่อแม่หลายคนคิดว่า "น่าจะเป็นไข้หวัด อีกไม่กี่วันก็คงหาย"

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไข้กลับไม่ลด ตาเริ่มแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นแดง มีผื่นขึ้นตามตัว หรือมือและเท้าเริ่มบวม ความกังวลก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอาการเหล่านี้อาจไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณของ โรคคาวาซากิ โรคที่พบไม่บ่อยในเด็ก หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาช้า อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดหัวใจได้ พ่อแม่ควรสังเกตอาการว่า "ไข้แบบไหนที่ไม่ควรรอดูอาการต่อ" และ "อาการอะไรบ้างที่ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์" เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที


Key Takeaway

  • โรคคาวาซากิ อาจเริ่มจากไข้สูงที่ดูคล้ายไข้หวัดทั่วไป จึงสังเกตได้ยากในช่วงแรก
  • อาการโรคคาวาซากิ ที่ควรสังเกต เช่น ไข้ต่อเนื่อง ตาแดง ปากและลิ้นแดง มีผื่น หรือมือเท้าบวม
  • ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบทุกอาการ หากลูกมีไข้ต่อเนื่องหลายวันร่วมกับความผิดปกติ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมิน
  • การวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดหัวใจ ได้


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ



ทำไมลูก


ทำไมลูก "ไข้สูงหลายวัน" ถึงเป็นสัญญาณที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

อาการไข้ในเด็กเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ ทำให้พ่อแม่หลายคนคุ้นชินกับการดูแลลูกเมื่อมีไข้ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้อุณหภูมิของร่างกาย คือ "ระยะเวลาที่ไข้เป็นต่อเนื่อง" และ "อาการผิดปกติที่เกิดร่วมกัน"

เด็กที่เป็นไข้หวัดส่วนใหญ่ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน แต่หากไข้ยังสูงต่อเนื่องหลายวัน โดยเฉพาะร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ แพทย์อาจพิจารณาหาสาเหตุเพิ่มเติม รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ของ โรคคาวาซากิ ซึ่งเป็นโรคที่ควรได้รับการรักษาโดยเร็ว


ลูกเป็นไข้ทุกครั้ง ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคคาวาซากิ แต่มี "รูปแบบของไข้" ที่ควรสังเกต

อาการไข้เป็นกลไกที่ร่างกายใช้ตอบสนองต่อการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย หรือการอักเสบจากสาเหตุอื่น จึงเป็นเรื่องปกติที่เด็กจะมีไข้ได้หลายครั้งในแต่ละปี โดยเฉพาะเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียนที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างระหว่างไข้หวัดทั่วไปกับ อาการโรคคาวาซากิ คือ เด็กมักมีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน แม้ได้รับยาลดไข้แล้วอุณหภูมิอาจลดลงเพียงชั่วคราว ก่อนจะกลับมาสูงอีกครั้ง

แพทย์จึงไม่ได้ดูเพียงตัวเลขของไข้ แต่จะประเมินร่วมกับระยะเวลาที่เป็นไข้ ลักษณะของอาการ และความผิดปกติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น ตาแดงโดยไม่มีขี้ตา ริมฝีปากแดงแห้ง ลิ้นแดง มีผื่น หรือฝ่ามือ ฝ่าเท้าบวม

อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในวันแรก ทำให้หลายครอบครัวเข้าใจว่าเป็นเพียงไข้หวัดที่หายช้ากว่าปกติ จึงรอดูอาการต่อ ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้าออกไป

ด้วยเหตุนี้ หากลูกมีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติร่วมกัน ไม่ควรรอให้ครบทุกอาการก่อนค่อยไปโรงพยาบาล ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน เพื่อแยกโรคและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


โรคคาวาซากิ "ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งลดความเสี่ยง"

เมื่อได้ยินชื่อ โรคคาวาซากิ หลายคนมักสงสัยว่าโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเหมือนไข้หวัดหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จนถึงปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่า โรคคาวาซากิ เกิดจาก สาเหตุใดเพียงอย่างเดียว

จากข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในเด็กที่มีความไวต่อโรค ร่วมกับการกระตุ้นจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเกิดจากเชื้อชนิดใดโดยตรง

สิ่งสำคัญคือ โรคคาวาซากิไม่ใช่โรคติดต่อ พ่อแม่จึงไม่ต้องกังวลว่าจะติดจากการเล่นหรือการอยู่ใกล้ชิดกับเด็กคนอื่นเหมือนไข้หวัดหรือโรคมือ เท้า ปาก แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่แพทย์ทั่วโลกมีข้อมูลตรงกันว่า การวินิจฉัยและรักษาภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ให้ความสำคัญกับการสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก มากกว่าการรอให้ทราบสาเหตุของโรคอย่างแน่ชัด

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สำหรับพ่อแม่ "การรู้ทันอาการ" สำคัญกว่าการพยายามหาว่าลูกติดโรคนี้มาจากไหน



อาการโรคคาวาซากิ


อาการโรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ อาการในช่วงแรกคล้ายไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อทั่วไป เด็กหลายคนเริ่มต้นเพียงแค่มีไข้สูง รับประทานอาหารได้น้อย และงอแงมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเฝ้าดูอาการอยู่ที่บ้านก่อน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการต่าง ๆ จะค่อย ๆ ปรากฏเพิ่มขึ้นทีละอย่าง การรู้จักลำดับของอาการจึงช่วยให้พ่อแม่สังเกตความผิดปกติได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจพาลูกไปพบแพทย์ได้เร็วกว่าเดิม


วันที่ 1–2 : เริ่มจากไข้สูง จนหลายคนคิดว่าเป็นไข้หวัด

อาการที่พบได้เกือบทุกคน คือไข้สูงต่อเนื่อง มักมากกว่า 38.5–39 องศาเซลเซียส เด็กอาจซึม งอแง เบื่ออาหาร และไม่ค่อยเล่นเหมือนเดิม

ในช่วงนี้ แทบไม่มีใครสามารถแยกได้ว่าเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือ โรคคาวาซากิ เพราะอาการยังไม่แตกต่างกันมากนัก

พ่อแม่จึงมักเริ่มจากการเช็ดตัว รับประทานยาลดไข้ และสังเกตอาการต่อ ซึ่งเป็นวิธีดูแลที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่มีไข้ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากผ่านไปหลายวันแล้วไข้ยังไม่ลด หรือไข้กลับมาสูงซ้ำ แม้ได้รับยาลดไข้แล้ว ก็ควรเริ่มสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ อาการโรคคาวาซากิ


วันที่ 3–5 : ตาแดง ปากแดง ลิ้นแดง และผื่น เริ่มเป็นสัญญาณที่ชัดขึ้น

เมื่อโรคดำเนินต่อไป เด็กบางคนจะเริ่มมีอาการที่ช่วยให้แพทย์สงสัย โรคคาวาซากิ มากขึ้น ได้แก่

  • ตาแดงทั้งสองข้าง แต่ไม่มีขี้ตา
  • ริมฝีปากแดง แห้ง หรือแตก
  • ลิ้นแดง มีตุ่มนูน คล้ายผลสตรอว์เบอร์รี
  • ผื่นขึ้นตามลำตัว แขน ขา หรือบริเวณขาหนีบ
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต โดยเฉพาะด้านเดียว

อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป บางคนอาจมีเพียง 2–3 อาการในช่วงแรก ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในวันถัดไป

จุดที่ทำให้หลายครอบครัวสับสน คืออาการแต่ละอย่างสามารถพบได้ในโรคอื่นเช่นกัน เช่น ตาแดงอาจคิดว่าเป็นเยื่อบุตาอักเสบ ผื่นอาจคิดว่าแพ้ยา หรือริมฝีปากแดงอาจคิดว่าเกิดจากการขาดน้ำ แต่เมื่ออาการหลายอย่างเกิดขึ้นร่วมกับไข้สูงต่อเนื่อง ก็อาจมีความเสี่ยงเป็น โรคคาวาซากิ


หลังจากนั้น มือ เท้า และผิวหนัง อาจเริ่มเปลี่ยนแปลง

เมื่อเข้าสู่ระยะต่อมา เด็กบางคนจะเริ่มมีอาการฝ่ามือ ฝ่าเท้าแดง หรือรู้สึกร้อนกว่าปกติ หลังจากอาการไข้เริ่มดีขึ้นแล้ว อาจพบว่าผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าลอก ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะที่พบได้ของโรคนี้

แม้อาการดังกล่าวจะดูไม่รุนแรง แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ภายในร่างกายอาจกำลังเกิดการอักเสบของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญมากที่สุด

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เด็กที่สงสัยว่าเป็น โรคคาวาซากิ มักได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรืออัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) เพื่อประเมินว่ามีการอักเสบของหลอดเลือดหัวใจหรือไม่

แม้เด็กบางคนจะดูอาการดีขึ้นแล้ว แต่การติดตามหัวใจตามนัดของแพทย์ยังคงมีความสำคัญ เพราะภาวะแทรกซ้อนบางอย่างอาจไม่แสดงอาการในทันที



โรคคาวาซากิ สิ่งที่กังวลไม่ใช่แค่


โรคคาวาซากิ สิ่งที่กังวลไม่ใช่แค่ "ไข้" แต่คือ "หัวใจ"

พ่อแม่หลายคนมักกังวลกับอาการไข้สูงเป็นอันดับแรก แต่ในมุมของแพทย์ สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ "การอักเสบของหลอดเลือดทั่วร่างกาย" โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ

แม้เด็กหลายคนจะดูอาการไม่หนัก ยังสามารถพูดคุยหรือรับประทานอาหารได้บ้าง แต่ภายในร่างกายอาจกำลังเกิดการอักเสบที่ไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอก ดังนั้น ยิ่งวินิจฉัยและเริ่มรักษาได้เร็วเท่าไร โอกาสลดภาวะแทรกซ้อนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


ทำไมโรคคาวาซากิจึงส่งผลต่อหัวใจได้

หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย โดยอาศัยหลอดเลือดหัวใจเป็นเส้นทางสำคัญในการนำเลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

หนึ่งในลักษณะสำคัญของ โรคคาวาซากิ คือการอักเสบของหลอดเลือดขนาดกลางทั่วร่างกาย ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดหัวใจด้วย

หากการอักเสบเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการรักษา หลอดเลือดอาจเกิดการโป่งพองหรือผิดรูป ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหัวใจในอนาคต แม้ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกคน แต่ก็เป็นเหตุผลที่แพทย์ให้ความสำคัญกับการรักษาในช่วงแรกของโรคอย่างมาก

ข่าวดีคือ ปัจจุบันหากได้รับการวินิจฉัยเร็วและรักษาตามแนวทางมาตรฐาน เด็กส่วนใหญ่สามารถหายเป็นปกติ และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจลดลงอย่างมาก

ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรจำไม่ใช่การพยายามวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง แต่คือการไม่มองข้ามไข้สูงที่ผิดปกติ และพาลูกไปพบแพทย์เมื่ออาการไม่เป็นไปตามที่ควร


แพทย์วินิจฉัยโรคคาวาซากิได้อย่างไร

หลายคนอาจคิดว่าต้องมีการตรวจเลือดเพียงครั้งเดียวก็สามารถยืนยันได้ว่าเป็น โรคคาวาซากิ แต่ในความเป็นจริง โรคนี้ยังไม่มีการตรวจชนิดใดที่สามารถยืนยันผลได้โดยตรง แพทย์จะอาศัยข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ได้แก่

  • ระยะเวลาที่มีไข้
  • ลักษณะของอาการ
  • ผลการตรวจร่างกาย
  • ผลตรวจเลือดเพื่อดูการอักเสบ
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiogram) หากมีข้อบ่งชี้

ในบางราย แพทย์อาจต้องแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออกก่อน เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด โรคมือ เท้า ปาก การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือกลุ่มโรคอักเสบอื่น ๆ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ปกครองไม่ควรซื้อยารับประทานเองต่อเนื่องหลายวัน หากไข้ยังไม่ลด เพราะการได้รับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น


โรคคาวาซากิรักษาหายไหม และต้องดูแลอย่างไรหลังกลับบ้าน

คำถามที่พ่อแม่กังวลมากที่สุดข้อหนึ่งคือ โรคคาวาซากิรักษาหายไหม คำตอบคือ เด็กส่วนใหญ่สามารถหายเป็นปกติได้ หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยแนวทางการรักษามาตรฐานมักประกอบด้วยการให้ยาเพื่อลดการอักเสบของหลอดเลือด และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีรักษาตามอาการ ความรุนแรงของโรค และระยะเวลาที่เริ่มมีไข้

หลังอาการดีขึ้น เด็กบางคนอาจยังต้องรับประทานยาต่ออีกระยะหนึ่ง รวมถึงเข้ารับการตรวจติดตามหัวใจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ แม้จะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้วก็ตาม โดยสิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญหลังกลับบ้าน ได้แก่

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • พาลูกมาตรวจตามนัดทุกครั้ง
  • สังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นใหม่
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนบางชนิด หากเพิ่งได้รับการรักษาด้วยอิมมูโนโกลบูลิน (IVIG)

การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้แพทย์มั่นใจว่าการอักเสบของหลอดเลือดลดลง และหัวใจกลับมาทำงานได้เป็นปกติ


พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องจำทุกอาการ แต่ควรรู้ว่า "เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์"

แม้ข้อมูลเกี่ยวกับ อาการโรคคาวาซากิ จะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ในชีวิตจริง ไม่มีพ่อแม่คนไหนสามารถจดจำได้ทุกข้อ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การรู้จัก "สัญญาณเตือน" ที่ไม่ควรปล่อยผ่าน ได้แก่

  • ลูกมีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน
  • ไข้ไม่ลด แม้ได้รับยาลดไข้
  • มีตาแดงโดยไม่มีขี้ตา
  • ริมฝีปากและลิ้นแดงผิดปกติ
  • มีผื่นร่วมกับไข้
  • มือหรือเท้าบวม แดง หรือเริ่มลอก

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะเป็น โรคคาวาซากิ แต่เป็นเหตุผลที่ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน ไม่ควรรอดูอาการต่อเองหลายวัน เพราะสำหรับโรคนี้ "เวลาที่ใช้ในการตัดสินใจ" อาจสำคัญพอ ๆ กับ "การรักษา" เอง การพาลูกเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะแรก ไม่เพียงช่วยให้ได้รับการรักษาเร็วขึ้น แต่ยังช่วยลดความกังวลของทั้งเด็กและผู้ปกครองได้อีกด้วย


โรคคาวาซากิ ไม่ใช่ไข้ทุกครั้งที่ต้องกลัว แต่ไข้ที่ผิดปกติไม่ควรมองข้าม

เด็กที่มีไข้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น โรคคาวาซากิ เสมอไป แต่หากไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ร่วมกับอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นแดง มีผื่น หรือฝ่ามือ ฝ่าเท้าบวม ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

แม้ว่าปัจจุบัน โรคคาวาซากิ จะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่า โรคคาวาซากิ เกิดจากอะไร แต่สิ่งที่วงการแพทย์ยืนยันตรงกัน คือ การรักษาอย่างทันท่วงทีช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะที่หลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ โรคในเด็กหลายชนิด รวมถึงโรคที่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม อาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า การมี ประกันสุขภาพเด็ก ที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ช่วยให้ครอบครัวตัดสินใจเข้ารับการรักษาได้อย่างมั่นใจ และลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพื่อให้สามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการดูแลให้ลูกกลับมาแข็งแรง


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 4/08/69

🔖 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
🔖 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH)
🔖 โรงพยาบาลจิตติวัฒน์ 9 แอร์พอร์ต
🔖 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

A: โรคคาวาซากิไม่ใช่โรคติดต่อ ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่าสามารถแพร่จากเด็กคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสเหมือนไข้หวัด แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรคคาวาซากิ เกิดจาก อะไร แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันร่วมกับปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

Interesting Article