ปวดหลังช่วงเอว ปวดหลังส่วนล่าง รักษาอย่างไร? พร้อมสาเหตุและวิธีบรรเทา
ปวดหลังช่วงเอว ปวดหลังส่วนล่าง รักษาอย่างไร? พร้อมสาเหตุและวิธีบรรเทา
อาการปวดหลังช่วงเอว หรือที่หลายคนเรียกว่า "ปวดบั้นเอวด้านหลัง" เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานออฟฟิศที่นั่งโต๊ะนานๆ ผู้ที่ยกของหนัก หรือแม้แต่ผู้สูงอายุ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าประชากรทั่วโลกกว่า 80% มีโอกาสปวดหลังช่วงล่างอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
เมืองไทยประกันชีวิตได้รวบรวมสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาและดูแลตัวเองอย่างครบถ้วน เพื่อให้คุณรับมือกับอาการได้อย่างถูกต้อง
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ปวดหลังช่วงเอว คืออะไร? ทำไมถึงพบบ่อย
- อาการปวดเอวด้านหลัง แบ่งออกเป็นกี่ประเภท
- สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดบั้นเอวด้านหลัง
- ปวดเอวด้านหลังแบบไหนอันตราย? สัญญาณที่ควรพบแพทย์ทันที
- วิธีรักษาและบรรเทาอาการปวดหลังช่วงเอว
- ท่านอนที่ถูกต้องสำหรับคนปวดหลังช่วงเอว
- วิธีป้องกันไม่ให้ปวดเอวด้านหลังกลับมาอีก

ปวดหลังช่วงเอว คืออะไร? ทำไมถึงพบบ่อย
ปวดหลังช่วงเอว (Low Back Pain) หมายถึงอาการปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง ตั้งแต่บั้นเอวไปจนถึงก้นกบ ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักร่างกายและการเคลื่อนไหวมากที่สุด บริเวณนี้ประกอบด้วยกระดูกสันหลัง 5 ชิ้น (L1–L5) หมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเส้นประสาทหลายเส้น ซึ่งหากส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับความเสียหายหรืออักเสบก็จะทำให้เกิดอาการปวดได้
อาการปวดเอวด้านหลัง แบ่งออกเป็นกี่ประเภท
ทางการแพทย์แบ่งอาการปวดเอวด้านหลังออกเป็น 3 ประเภทตามระยะเวลา เพื่อช่วยกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ดังนี้
- ปวดเฉียบพลัน (Acute Pain) เกิดขึ้นทันทีจากการบาดเจ็บหรือใช้งานผิดวิธี มักมีอาการนานไม่เกิน 4 สัปดาห์ และหายได้เองเมื่อได้พักผ่อน
- ปวดกึ่งเฉียบพลัน (Subacute Pain) มีอาการต่อเนื่องนาน 4–12 สัปดาห์ ต้องการการรักษาที่ชัดเจนมากขึ้น
- ปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) มีอาการนานกว่า 12 สัปดาห์ขึ้นไป มักต้องการการวินิจฉัยเชิงลึกและการรักษาที่หลากหลาย

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดบั้นเอวด้านหลัง
อาการปวดหลังส่วนล่างเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งที่มาจากโครงสร้างกระดูก พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และโรคของอวัยวะภายใน
สาเหตุจากกล้ามเนื้อ เอ็น และกระดูกสันหลัง
ความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกสันหลังเป็นสาเหตุที่แพทย์วินิจฉัยพบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง กลุ่มสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดมักเกิดจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังโดยตรง ได้แก่
- กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ เกิดจากการใช้งานมากเกินไป ยกของหนักผิดท่า หรือการบาดเจ็บเฉียบพลัน
- หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน/ปลิ้น (Herniated Disc) เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท จะทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงสะโพกและขา
- กระดูกสันหลังเสื่อม พบมากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้งานกระดูกสันหลังหนักมาหลายปี
- โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ เกิดอาการปวดและชาที่ขา โดยเฉพาะเมื่อเดินนาน
สาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต
นิสัยประจำวันที่ดูเหมือนธรรมดาอาจสะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร เช่น
- นั่งผิดท่าเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งหลังค่อมหรือไขว่ห้าง ทำให้กระดูกสันหลังรับน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ
- ยืนหรือเดินนานเกินไปโดยไม่พัก ทำให้กล้ามเนื้อหลังล้าและตึงสะสม
- น้ำหนักตัวเกินและไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงเคลื่อน กระดูกสันหลังรับน้ำหนักมากขึ้น
- นอนบนที่นอนที่นิ่มหรือแข็งเกินไป ทำให้แนวกระดูกสันหลังไม่ได้รับการรองรับที่ถูกต้องขณะพักผ่อน
- กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ไม่แข็งแรง ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในการรักษาสมดุล
สาเหตุจากโรคภายในที่ปวดร้าวมาที่หลัง
ไม่ใช่ทุกครั้งที่ปวดหลังจะมาจากกระดูกหรือกล้ามเนื้อ บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคอวัยวะภายในที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์
บางครั้งอาการปวดหลังช่วงเอวอาจไม่ได้เกิดจากโครงสร้างกระดูก แต่เป็นการปวดร้าวจากอวัยวะภายใน เช่น
- โรคนิ่วในไตหรือกรวยไตอักเสบ มักปวดร้าวบริเวณสีข้างและบั้นเอว อาจมีไข้ร่วมด้วย
- โรคทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ทำให้ปวดหลังส่วนล่างและปัสสาวะแสบขัด
- โรคระบบสืบพันธุ์ในผู้หญิง เช่น ซีสต์รังไข่ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่อาจทำให้ปวดท้องน้อยและปวดหลังส่วนล่างร่วมด้วย
- ปัญหาอวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือตับอ่อนอักเสบ

ปวดเอวด้านหลังแบบไหนอันตราย? สัญญาณที่ควรพบแพทย์ทันที
รู้จักสัญญาณเตือนเหล่านี้ไว้ เพราะการพบแพทย์เร็วอาจป้องกันความเสียหายถาวรต่อเส้นประสาทและกระดูกสันหลังได้
แม้อาการปวดเอวด้านหลังส่วนมากจะสามารถหายได้เองเมื่อได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดรุนแรงจนทำกิจกรรมประจำวันไม่ได้ หรือก้มตัวไม่ได้เลย
- ปวดเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์โดยไม่มีแนวโน้มดีขึ้น
- ปวดร้าวจากหลังลงสะโพกหรือลงขา (อาจเป็นอาการของเส้นประสาทถูกกดทับ) ร่วมกับอาการชาหรืออ่อนแรง
- มีปัญหาการควบคุมการขับถ่ายทั้งปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณฉุกเฉินที่ต้องพบแพทย์ด่วน
- มีไข้ หนาวสั่น หรือปัสสาวะผิดปกติร่วมด้วย อาจบ่งบอกถึงโรคไตหรือการติดเชื้อ
- น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดหลังหลังจากได้รับอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บรุนแรง

วิธีรักษาและบรรเทาอาการปวดหลังช่วงเอว
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ ตั้งแต่การดูแลตัวเองที่บ้านไปจนถึงการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง
การดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้าน
หากอาการยังไม่รุนแรง วิธีเหล่านี้สามารถช่วยบรรเทาได้ภายใน 1–3 วันโดยไม่ต้องพบแพทย์
สำหรับอาการปวดบั้นเอวด้านหลังในระยะเริ่มต้น สามารถดูแลตัวเองได้ดังนี้
- พักผ่อน แต่ไม่ควรนอนนิ่งตลอดวัน ควรเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็งและหดสั้นลง
- ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการปวด เพื่อช่วยลดการอักเสบ จากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นครั้งละ 15–20 นาที วันละ 1–2 รอบ เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อ
- ยาแก้ปวดเบื้องต้น เช่น พาราเซตามอล หรือยากลุ่ม NSAIDs ช่วยบรรเทาได้ในระยะสั้น ควรใช้ตามคำแนะนำบนฉลากหรือปรึกษาเภสัชกร
- ทาครีมหรือเจลบรรเทาปวดที่บริเวณที่มีอาการ เพื่อลดการอักเสบเฉพาะจุด
ท่าบริหารและยืดกล้ามเนื้อสำหรับผู้ปวดเอวด้านหลัง
การยืดกล้ามเนื้อสม่ำเสมอช่วยลดอาการปวดได้ในระยะยาว และเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สามารถทำเองได้ที่บ้านทุกวัน สามารถทำท่าง่าย ๆ ตาม ที่บ้านได้ ดังต่อไปนี้
- ท่ายืดกล้ามเนื้อ Quadratus Lumborum (QL) นอนหงายชันเข่า ดึงเข่าข้างหนึ่งเข้าหาอกแล้วหมุนลำตัวไปด้านตรงข้าม ค้างไว้ 20–30 วินาที สลับข้าง ช่วยยืดกล้ามเนื้อสีข้างและบั้นเอว
- ท่า Cat-Cow Stretch คุกเข่า ทำท่าเหมือนแมวหลังโก่งสลับกับหลังแอ่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง
- ท่า Child's Pose หรือท่าเด็ก เป็นท่าโยคะเพื่อการผ่อนคลายเบื้องต้น ช่วยยืดเหยียดหลังส่วนล่าง สะโพก และไหล่ ลดความเครียดและอาการปวดหลัง
- การเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Exercise) เช่น ท่า Plank และ Dead Bug ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กระดูกสันหลังในระยะยาว
การรักษาทางการแพทย์และกายภาพบำบัด
เมื่อการดูแลตัวเองไม่เพียงพอ แพทย์มีหลายทางเลือกในการรักษาตามระดับความรุนแรงของอาการ
- กายภาพบำบัด นักกายภาพบำบัดจะออกแบบโปรแกรมการยืดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะบุคคล พร้อมใช้เครื่องมือช่วย เช่น อัลตราซาวด์บำบัด หรือ TENS เพื่อลดอาการปวด
- การฉีดยา แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง (Epidural Steroid Injection) เพื่อลดการอักเสบในกรณีที่ยาและกายภาพไม่เพียงพอ
- การผ่าตัด ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้ในกรณีที่การรักษาแบบอื่นไม่ได้ผล หรือมีการกดทับเส้นประสาทรุนแรง เช่น การผ่าตัดหมอนรองกระดูก

ท่านอนที่ถูกต้องสำหรับคนปวดหลังช่วงเอว
ท่านอนที่ผิดอาจทำให้อาการแย่ลงโดยไม่รู้ตัว การปรับท่านอนและเลือกที่นอนให้เหมาะสมคือหนึ่งในวิธีดูแลหลังที่ง่ายและได้ผลที่สุด
ท่านอนส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของกระดูกสันหลัง ท่าที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ปวดบั้นเอว ได้แก่
- ท่านอนหงาย วางหมอนรองใต้เข่าเพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง ลดแรงกดทับบริเวณเอว ถือเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปวดหลัง
- ท่านอนตะแคง วางหมอนไว้ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง เพื่อรักษาแนวสะโพกและกระดูกสันหลังให้ขนานกัน ช่วยลดแรงบิดที่เอว
- ท่านอนคว่ำ ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้คอและหลังแอ่น เพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลัง หากจำเป็นต้องนอนคว่ำ ให้วางหมอนบางๆ ใต้หน้าท้องเพื่อช่วยลดแรงแอ่น
- เลือกที่นอนที่มีความนุ่มปานกลาง ไม่นุ่มจนเกินไปจนทำให้หลังจม และไม่แข็งจนเกินไปจนรองรับแนวกระดูกไม่ได้
วิธีป้องกันไม่ให้ปวดเอวด้านหลังกลับมาอีก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้อาการปวดเอวด้านหลังกลับมาเป็นซ้ำ และมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
- ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง หลังตรง เท้าวางราบกับพื้น หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ระดับสายตา และใช้เก้าอี้ที่รองรับเอวได้ดี
- ยกของหนักให้ถูกวิธี งอเข่าและรักษาหลังให้ตรง แทนการก้มหลังยก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิจกรรมที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เช่น ว่ายน้ำ เดิน หรือโยคะ
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดภาระที่กระดูกสันหลังต้องรับ
- หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง นั่งหลังค่อม หรืออยู่ในท่าเดิมนานเกิน 30 นาทีโดยไม่ขยับร่างกาย
- ยืดกล้ามเนื้อหลังและสะโพกเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะหลังตื่นนอนและก่อนนอน
อาการปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาที่รักษาได้หากเข้าใจสาเหตุและดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมประจำวัน การบริหารกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการพบแพทย์เมื่อจำเป็น สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้อาการเรื้อรังโดยไม่รับการรักษา เพราะยิ่งนานวันอาจยิ่งรักษายากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน ความไม่แน่นอนของสุขภาพก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ค่าใช้จ่ายในการรักษา หรือการต้องพักฟื้นยาวนาน เมืองไทยประกันชีวิต มีแผนประกันสุขภาพ หลากหลาย ที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน กายภาพบำบัด รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ ให้คุณมั่นใจได้ว่าเมื่อเจ็บป่วย จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะสุขภาพดีเริ่มต้นที่การวางแผนที่ดี
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 03/04/69