Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

วิ่งแล้วเจ็บเข่า เกิดจากอะไร? รวมอาการบาดเจ็บของนักวิ่ง พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

วิ่งแล้วเจ็บเข่า เกิดจากอะไร? รวมอาการบาดเจ็บของนักวิ่ง พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

July 24, 2026

5 minutes

 การ วิ่ง เป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยเสริมสร้างหัวใจและหลอดเลือด ควบคุมน้ำหนัก และลดความเครียดได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน หากฝึกซ้อมหนักเกินไป ใช้ท่าวิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือพักฟื้นไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิด อาการบาดเจ็บ ได้ โดยเฉพาะอาการ เจ็บหัวเข่า ซึ่งถือเป็นปัญหาที่นักวิ่งพบได้บ่อยที่สุด


หลายคนเลือกฝืนวิ่งต่อทั้งที่เริ่มปวด เพราะคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยธรรมดา แต่ความจริงแล้ว อาการปวดเล็ก ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนของการอักเสบหรือการใช้งานร่างกายเกินกำลัง หากปล่อยไว้อาจต้องหยุดวิ่งเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน


ก่อนจะไปถึง วิธีรักษา สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าอาการบาดเจ็บแต่ละแบบเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร และควรดูแลตัวเองแบบไหนจึงจะกลับมาวิ่งได้อย่างปลอดภัย



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ





ทำไมนักวิ่งจึงบาดเจ็บได้ง่าย?


ทำไมนักวิ่งจึงบาดเจ็บได้ง่าย?


แม้การวิ่งจะดูเป็นการเคลื่อนไหวที่เรียบง่าย แต่ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น ร่างกายจะรับแรงกระแทกประมาณ 2–3 เท่าของน้ำหนักตัว หากวิ่งต่อเนื่องหลายพันก้าวต่อครั้ง ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกจึงต้องทำงานหนักมากกว่าที่หลายคนคิด นอกจากนี้ นักวิ่งหลายคนมักมีพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บ เช่น


เพิ่มระยะทางเร็วเกินไป

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการเพิ่มระยะหรือความเร็วอย่างรวดเร็ว เช่น จากเดิมวิ่ง 5 กิโลเมตร แล้วเพิ่มเป็น 10 กิโลเมตรภายในสัปดาห์เดียว ทำให้ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน


หลักการที่นักวิ่งนิยมใช้คือ เพิ่มระยะไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ (Overuse Injury)


ไม่วอร์มอัพและคูลดาวน์

การเริ่มวิ่งทันทีโดยไม่วอร์มอัพ ทำให้กล้ามเนื้อยังไม่พร้อมรับแรงกระแทก ส่งผลให้เกิดการตึงหรือฉีกขาดได้ง่าย


หลังวิ่งก็ควรคูลดาวน์และยืดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดอาการตึงและเร่งการฟื้นตัว


รองเท้าวิ่งไม่เหมาะกับรูปเท้า

รองเท้าวิ่งไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความนุ่ม แต่ยังช่วยกระจายแรงกระแทกและรองรับลักษณะเท้าที่แตกต่างกัน เช่น

  • เท้าปกติ (Neutral)
  • เท้าแบน (Overpronation)
  • อุ้งเท้าสูง (Supination)


หากเลือกรองเท้าไม่เหมาะสม อาจเพิ่มแรงกดที่หัวเข่า ข้อเท้า และสะโพก จนเกิดอาการบาดเจ็บสะสม


กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง

หลายคนคิดว่าการวิ่งเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่จริง ๆ แล้ว กล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา และแกนกลางลำตัว เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงหัวเข่า หากกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรง หัวเข่าจะรับภาระมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดอาการปวดได้ง่าย

 

พักฟื้นไม่เพียงพอ

การฝึกทุกวันโดยไม่มีวันพัก อาจทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน จนเกิดการอักเสบสะสม

นักวิ่งที่ต้องการพัฒนาระยะยาว ควรมีวันพักหรือทำ Active Recovery อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1–2 วัน

 

เมื่อเข้าใจสาเหตุแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรู้จักอาการบาดเจ็บที่พบบ่อย เพื่อสังเกตตัวเองและรับมือได้อย่างเหมาะสม และสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น การวิ่งเร็วอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และ การวิ่งโซน 2 ซึ่งเน้นความสม่ำเสมอและความปลอดภัย จึงเป็นวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับทุกวัย


10 อาการบาดเจ็บยอดฮิตของนักวิ่งที่ควรรู้


10 อาการบาดเจ็บยอดฮิตของนักวิ่งที่ควรรู้

 

อาการบาดเจ็บจากการวิ่งไม่ได้เกิดเฉพาะที่หัวเข่าเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่สะโพกจนถึงปลายเท้า โดยแต่ละตำแหน่งมีสาเหตุและแนวทางดูแลแตกต่างกัน

 

1. เจ็บหัวเข่า (Runner's Knee)

อาการ เจ็บหัวเข่า เป็นปัญหาที่พบมากที่สุดในนักวิ่ง มักรู้สึกปวดบริเวณด้านหน้าหัวเข่าหรือรอบลูกสะบ้า โดยเฉพาะเวลาวิ่งลงเนิน นั่งงอเข่านาน ๆ หรือขึ้นลงบันได สาเหตุอาจเกิดจาก

  • ใช้งานหัวเข่ามากเกินไป
  • กล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุล
  • รองเท้าวิ่งไม่เหมาะสม
  • ท่าวิ่งผิด

 

วิธีรักษา

  • พักการวิ่งชั่วคราว
  • ประคบเย็น 15–20 นาที
  • ฝึกเสริมกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขา
  • หากปวดต่อเนื่องเกิน 1–2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

 

2. เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis)

ผู้ที่ตื่นเช้าแล้วเจ็บส้นเท้า หรือเจ็บทุกครั้งที่ก้าวแรกหลังลุกจากเตียง อาจกำลังมีภาวะเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ สาเหตุเกิดจากแรงกระแทกสะสม รวมถึงรองเท้าที่ซัพพอร์ตไม่เพียงพอ การรักษาเน้นการยืดเอ็นฝ่าเท้า ลดระยะวิ่ง และเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม


3. เอ็นร้อยหวายอักเสบ

อาการปวดบริเวณเหนือส้นเท้าขึ้นมาประมาณ 3–5 เซนติเมตร มักเกิดจากการเพิ่มความเร็วหรือวิ่งขึ้นเนินบ่อยเกินไป หากฝืนวิ่งต่อ อาจเสี่ยงเอ็นร้อยหวายฉีกขาดได้


4. หน้าแข้งอักเสบ (Shin Splints)

เป็นอาการปวดบริเวณด้านในของหน้าแข้ง พบได้บ่อยในนักวิ่งมือใหม่ หรือผู้ที่เพิ่งเพิ่มระยะทางอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปสามารถดีขึ้นได้เมื่อพัก ลดความหนักของการฝึก และค่อย ๆ กลับมาวิ่งอีกครั้ง


5. กล้ามเนื้อน่องตึงหรือฉีก

มักเกิดจากการวอร์มอัพไม่เพียงพอ หรือเร่งสปีดกะทันหัน อาการจะรู้สึกตึงหรือเจ็บทันทีขณะวิ่ง หากมีอาการฉีกควรหยุดวิ่งทันที


6. เอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ

เป็นอาการปวดบริเวณด้านนอกหัวเข่า พบมากในนักวิ่งระยะไกลมักเกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ หรือกล้ามเนื้อสะโพกอ่อนแรง


7. ข้อเท้าแพลง

เกิดจากการลงน้ำหนักผิดจังหวะ หรือวิ่งบนพื้นไม่เรียบ

ควรใช้หลัก RICE ได้แก่ พัก ประคบเย็น พันผ้ายืด และยกเท้าสูง


8. นิ้วเท้าดำหรือเล็บหลุด

เกิดจากนิ้วเท้าชนปลายรองเท้าซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเวลาวิ่งลงเนิน

สามารถป้องกันได้ด้วยการเลือกรองเท้าขนาดเหมาะสม และตัดเล็บให้สั้น


9. ตะคริว

มักเกิดจากการสูญเสียน้ำ เกลือแร่ หรือกล้ามเนื้อล้า ควรหยุดวิ่ง ยืดกล้ามเนื้อ และดื่มน้ำทันที


10. กล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานหนัก

หลังวิ่งมาราธอนหรือซ้อมหนัก อาจมีอาการปวดเมื่อยทั่วร่างกาย ซึ่งต่างจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน หากอาการดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง ถือเป็นการฟื้นตัวตามปกติ


การรู้จักอาการเหล่านี้จะช่วยให้แยกได้ว่าอาการไหนสามารถดูแลตัวเองได้ และอาการไหนควรรีบพบแพทย์ ก่อนที่การบาดเจ็บเล็ก ๆ จะกลายเป็นปัญหาระยะยาว



อาการบาดเจ็บที่พบบ่อยของนักวิ่งเทรล

 

การวิ่งเทรล (Trail Running) เป็นการวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติ เช่น ป่า ภูเขา หรือทางดิน ซึ่งมีพื้นผิวที่ขรุขระและระดับความสูงต่ำแตกต่างจากการวิ่งบนถนน ทำให้ร่างกายต้องใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนในการทรงตัวและรับแรงกระแทก ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อ อาการบาดเจ็บ บางประเภทมากกว่าการวิ่งทั่วไป โดยเฉพาะหากยังไม่มีประสบการณ์หรือเตรียมตัวไม่เพียงพอ

 

ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลง

อาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยที่สุดของนักวิ่งเทรลคือ ข้อเท้าพลิก เนื่องจากเส้นทางมีหิน รากไม้ หรือพื้นไม่เรียบ หากลงน้ำหนักผิดจังหวะอาจทำให้เอ็นข้อเท้ายืดหรือฉีกได้ การเลือกรองเท้าที่มีการยึดเกาะดีและฝึกการทรงตัวจะช่วยลดความเสี่ยงได้

 

เจ็บหัวเข่า

การวิ่งขึ้นลงเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวิ่งลงเขา จะเพิ่มแรงกดบริเวณข้อเข่า ทำให้เกิดอาการ เจ็บหัวเข่า หรืออาการปวดรอบลูกสะบ้าได้ หากเริ่มมีอาการควรลดความหนักของการฝึกและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก

 

เอ็นร้อยหวายและน่องอักเสบ

การวิ่งบนทางชันทำให้กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายทำงานหนักกว่าปกติ หากเพิ่มระยะทางหรือความชันเร็วเกินไป อาจเกิดอาการตึง อักเสบ หรือบาดเจ็บได้ การวอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ และค่อย ๆ เพิ่มความหนักของการฝึกจะช่วยลดความเสี่ยงได้

 

แผลถลอกและการหกล้ม

นอกจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อแล้ว นักวิ่งเทรลยังมีโอกาสหกล้มจากพื้นลื่น กรวด หรือรากไม้ ทำให้เกิดแผลถลอก ฟกช้ำ หรือบาดเจ็บบริเวณมือและเข่าได้ จึงควรมีสมาธิขณะวิ่ง เลือกความเร็วให้เหมาะกับสภาพเส้นทาง และสวมอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันการลื่นไถล

 

หากกำลังวางแผนเริ่มต้นวิ่งเทรล ควรศึกษาวิธีเตรียมตัว การเลือกอุปกรณ์ และเทคนิคการวิ่งให้เหมาะกับสภาพเส้นทาง เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บ



วิธีรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ


วิธีรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

 

เมื่อเกิด อาการบาดเจ็บ จากการวิ่ง สิ่งสำคัญคือไม่ควรฝืนซ้อมต่อ เพราะอาจทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้นและใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเดิม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยให้กลับมาวิ่งได้เร็วและลดโอกาสบาดเจ็บซ้ำในอนาคต

 

หยุดวิ่งเมื่อมีอาการปวดผิดปกติ

อาการเมื่อยล้าหลังออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการปวดเฉพาะจุด ปวดต่อเนื่อง หรือปวดจนเปลี่ยนท่าวิ่ง ควรหยุดวิ่งทันที สัญญาณที่ไม่ควรฝืนวิ่ง ได้แก่

  • ปวดมากขึ้นทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก
  • ปวดแม้ขณะเดิน
  • มีอาการบวม แดง หรือร้อน
  • ขยับข้อได้ไม่เต็มช่วงการเคลื่อนไหว

 

การหยุดพักตั้งแต่เริ่มมีอาการ อาจช่วยให้ใช้เวลาฟื้นตัวเพียงไม่กี่วัน แทนที่จะต้องหยุดวิ่งเป็นเดือน

 

ใช้หลัก RICE ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก

สำหรับอาการบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น ข้อเท้าแพลง กล้ามเนื้ออักเสบ หรือเอ็นอักเสบ สามารถดูแลเบื้องต้นด้วยหลัก RICE

  • Rest พักการใช้งาน
  • Ice ประคบเย็นครั้งละ 15–20 นาที วันละหลายครั้ง
  • Compression พันผ้ายืดเพื่อลดอาการบวม
  • Elevation ยกอวัยวะที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ

 

หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน หรือมีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์

 

ค่อย ๆ กลับมาวิ่ง ไม่เร่งซ้อมทันที

หลายคนรู้สึกดีขึ้นแล้วรีบกลับไปวิ่งระยะเดิมทันที ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ

แนวทางที่เหมาะสมคือ

  • เริ่มจากเดินเร็ว
  • สลับเดินกับวิ่ง
  • เพิ่มระยะทางทีละน้อย
  • เพิ่มความเร็วเมื่อไม่มีอาการปวด

 

การกลับมาวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวได้เต็มที่


เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

การฝึกเวทเทรนนิงไม่ได้มีไว้เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บอีกด้วย โดยเฉพาะการฝึก

  • กล้ามเนื้อสะโพก
  • กล้ามเนื้อต้นขา
  • กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core)
  • กล้ามเนื้อน่อง

 

เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แรงกระแทกจากการวิ่งจะถูกกระจายได้ดีขึ้น ทำให้หัวเข่าและข้อเท้าทำงานหนักน้อยลง

 

เลือกรองเท้าวิ่งให้เหมาะกับตัวเอง

รองเท้าวิ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกระแทกและเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง การเลือกรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้า น้ำหนักตัว และลักษณะการวิ่ง จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บได้

นอกจากนี้ รองเท้าวิ่งควรเปลี่ยนเมื่อใช้งานประมาณ 500–800 กิโลเมตร หรือเมื่อพื้นรองเท้าเริ่มเสื่อมสภาพ

 

ฝึกวิ่งให้เหมาะสมกับระดับของตัวเอง

การซ้อมหนักทุกวันไม่ได้ทำให้พัฒนาเร็วขึ้นเสมอไป แต่กลับเพิ่มโอกาสบาดเจ็บมากกว่า นักวิ่งควรสลับรูปแบบการฝึก เช่น

  • Easy Run
  • Long Run
  • Recovery Run
  • Strength Training

 

รวมถึงมีวันพักอย่างน้อย 1–2 วันต่อสัปดาห์

 

เติมสารอาหารเพื่อการฟื้นตัว

หลังวิ่ง ร่างกายต้องการทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเติมพลังงานที่สูญเสียไป ตัวอย่างอาหารหลังวิ่ง เช่น

  • นม
  • ไข่
  • อกไก่
  • ปลา
  • ข้าวกล้อง
  • กล้วย
  • โยเกิร์ต

 

สามารถดูแนวทางการเลือกอาหารหลังออกกำลังกายเพิ่มเติมได้ที่บทความ หลังออกกำลังกายกินอะไรดี เพื่อฟื้นฟูร่างกาย

 

การป้องกันอาการบาดเจ็บไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการวิ่ง แต่คือการซ้อมอย่างเหมาะสม ฟังสัญญาณจากร่างกาย และให้เวลาร่างกายได้ฟื้นตัว เมื่อดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ก็สามารถวิ่งได้อย่างต่อเนื่องและสนุกกับการออกกำลังกายในระยะยาว


การ วิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากฝึกซ้อมไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิด อาการบาดเจ็บ ได้ โดยเฉพาะอาการ เจ็บหัวเข่า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดในนักวิ่ง การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หยุดพักเมื่อจำเป็น และเลือก วิธีรักษา ที่เหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดอาการซ้ำ

 

นอกจากการเตรียมร่างกายและอุปกรณ์ให้พร้อมแล้ว การมีหลักประกันด้านสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้คุณอุ่นใจ หากเกิดการบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาในโรงพยาบาล การมีประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองเหมาะสม จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตหรือกลับมาวิ่งได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

 

ด้วยประกันสุขภาพ ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน* 

 

พิเศษ สะสมก้าวเดิน/นาที จากการออกกำลังกาย รับ Fit Point ไว้ลดเบี้ยปีต่ออายุจากเมืองไทยสไมล์คลับ 

✅📲 สมัคร Fit Point ได้วันนี้ที่แอปพลิเคชัน MTL Click คลิก webmtl.co/42AaU68  (อัปเดตเวอร์ชันแอปพลิเคชัน MTL Click เป็นเวอร์ชันล่าสุด)

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด 

**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล

 

- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง



ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 10/07/69

🔖โรงพยาบาลสมิติเวช 

🔖โรงพยาบาลกรุงเทพ 

🔖โรงพยาบาลพระรามเก้า 

🔖คณะกายภาพบำบัด 

🔖โรงพยาบาลศิริราช 

🔖KDMS Hospital 

🔖Sanook Health 

A: หากเป็นอาการปวดเล็กน้อย ควรพักประมาณ 2–3 วัน พร้อมประคบเย็นและสังเกตอาการ หากยังปวดต่อเนื่องหรือปวดมากขึ้น ควรพบแพทย์ก่อนกลับไปวิ่งอีกครั้ง

Interesting Article