Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

วิ่งแล้วเจ็บเข่า เกิดจากอะไร? รวมอาการบาดเจ็บของนักวิ่ง พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

วิ่งแล้วเจ็บเข่า เกิดจากอะไร? รวมอาการบาดเจ็บของนักวิ่ง พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

 การ วิ่ง เป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยเสริมสร้างหัวใจและหลอดเลือด ควบคุมน้ำหนัก และลดความเครียดได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน หากฝึกซ้อมหนักเกินไป ใช้ท่าวิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือพักฟื้นไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิด อาการบาดเจ็บ ได้ โดยเฉพาะอาการ เจ็บหัวเข่า ซึ่งถือเป็นปัญหาที่นักวิ่งพบได้บ่อยที่สุด


หลายคนเลือกฝืนวิ่งต่อทั้งที่เริ่มปวด เพราะคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยธรรมดา แต่ความจริงแล้ว อาการปวดเล็ก ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนของการอักเสบหรือการใช้งานร่างกายเกินกำลัง หากปล่อยไว้อาจต้องหยุดวิ่งเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน


ก่อนจะไปถึง วิธีรักษา สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าอาการบาดเจ็บแต่ละแบบเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร และควรดูแลตัวเองแบบไหนจึงจะกลับมาวิ่งได้อย่างปลอดภัย



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ





ทำไมนักวิ่งจึงบาดเจ็บได้ง่าย?


ทำไมนักวิ่งจึงบาดเจ็บได้ง่าย?


แม้การวิ่งจะดูเป็นการเคลื่อนไหวที่เรียบง่าย แต่ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น ร่างกายจะรับแรงกระแทกประมาณ 2–3 เท่าของน้ำหนักตัว หากวิ่งต่อเนื่องหลายพันก้าวต่อครั้ง ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกจึงต้องทำงานหนักมากกว่าที่หลายคนคิด นอกจากนี้ นักวิ่งหลายคนมักมีพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บ เช่น


เพิ่มระยะทางเร็วเกินไป

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการเพิ่มระยะหรือความเร็วอย่างรวดเร็ว เช่น จากเดิมวิ่ง 5 กิโลเมตร แล้วเพิ่มเป็น 10 กิโลเมตรภายในสัปดาห์เดียว ทำให้ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน


หลักการที่นักวิ่งนิยมใช้คือ เพิ่มระยะไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ (Overuse Injury)


ไม่วอร์มอัพและคูลดาวน์

การเริ่มวิ่งทันทีโดยไม่วอร์มอัพ ทำให้กล้ามเนื้อยังไม่พร้อมรับแรงกระแทก ส่งผลให้เกิดการตึงหรือฉีกขาดได้ง่าย


หลังวิ่งก็ควรคูลดาวน์และยืดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดอาการตึงและเร่งการฟื้นตัว


รองเท้าวิ่งไม่เหมาะกับรูปเท้า

รองเท้าวิ่งไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความนุ่ม แต่ยังช่วยกระจายแรงกระแทกและรองรับลักษณะเท้าที่แตกต่างกัน เช่น

  • เท้าปกติ (Neutral)
  • เท้าแบน (Overpronation)
  • อุ้งเท้าสูง (Supination)


หากเลือกรองเท้าไม่เหมาะสม อาจเพิ่มแรงกดที่หัวเข่า ข้อเท้า และสะโพก จนเกิดอาการบาดเจ็บสะสม


กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง

หลายคนคิดว่าการวิ่งเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่จริง ๆ แล้ว กล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา และแกนกลางลำตัว เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงหัวเข่า หากกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรง หัวเข่าจะรับภาระมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดอาการปวดได้ง่าย


พักฟื้นไม่เพียงพอ

การฝึกทุกวันโดยไม่มีวันพัก อาจทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน จนเกิดการอักเสบสะสม

นักวิ่งที่ต้องการพัฒนาระยะยาว ควรมีวันพักหรือทำ Active Recovery อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1–2 วัน


เมื่อเข้าใจสาเหตุแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรู้จักอาการบาดเจ็บที่พบบ่อย เพื่อสังเกตตัวเองและรับมือได้อย่างเหมาะสม และสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น การวิ่งเร็วอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และ การวิ่งโซน 2 ซึ่งเน้นความสม่ำเสมอและความปลอดภัย จึงเป็นวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับทุกวัย


10 อาการบาดเจ็บยอดฮิตของนักวิ่งที่ควรรู้


10 อาการบาดเจ็บยอดฮิตของนักวิ่งที่ควรรู้


อาการบาดเจ็บจากการวิ่งไม่ได้เกิดเฉพาะที่หัวเข่าเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่สะโพกจนถึงปลายเท้า โดยแต่ละตำแหน่งมีสาเหตุและแนวทางดูแลแตกต่างกัน


1. เจ็บหัวเข่า (Runner's Knee)

อาการ เจ็บหัวเข่า เป็นปัญหาที่พบมากที่สุดในนักวิ่ง มักรู้สึกปวดบริเวณด้านหน้าหัวเข่าหรือรอบลูกสะบ้า โดยเฉพาะเวลาวิ่งลงเนิน นั่งงอเข่านาน ๆ หรือขึ้นลงบันได สาเหตุอาจเกิดจาก

  • ใช้งานหัวเข่ามากเกินไป
  • กล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุล
  • รองเท้าวิ่งไม่เหมาะสม
  • ท่าวิ่งผิด


วิธีรักษา

  • พักการวิ่งชั่วคราว
  • ประคบเย็น 15–20 นาที
  • ฝึกเสริมกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขา
  • หากปวดต่อเนื่องเกิน 1–2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด


2. เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis)

ผู้ที่ตื่นเช้าแล้วเจ็บส้นเท้า หรือเจ็บทุกครั้งที่ก้าวแรกหลังลุกจากเตียง อาจกำลังมีภาวะเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ สาเหตุเกิดจากแรงกระแทกสะสม รวมถึงรองเท้าที่ซัพพอร์ตไม่เพียงพอ การรักษาเน้นการยืดเอ็นฝ่าเท้า ลดระยะวิ่ง และเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม


3. เอ็นร้อยหวายอักเสบ

อาการปวดบริเวณเหนือส้นเท้าขึ้นมาประมาณ 3–5 เซนติเมตร มักเกิดจากการเพิ่มความเร็วหรือวิ่งขึ้นเนินบ่อยเกินไป หากฝืนวิ่งต่อ อาจเสี่ยงเอ็นร้อยหวายฉีกขาดได้


4. หน้าแข้งอักเสบ (Shin Splints)

เป็นอาการปวดบริเวณด้านในของหน้าแข้ง พบได้บ่อยในนักวิ่งมือใหม่ หรือผู้ที่เพิ่งเพิ่มระยะทางอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปสามารถดีขึ้นได้เมื่อพัก ลดความหนักของการฝึก และค่อย ๆ กลับมาวิ่งอีกครั้ง


5. กล้ามเนื้อน่องตึงหรือฉีก

มักเกิดจากการวอร์มอัพไม่เพียงพอ หรือเร่งสปีดกะทันหัน อาการจะรู้สึกตึงหรือเจ็บทันทีขณะวิ่ง หากมีอาการฉีกควรหยุดวิ่งทันที


6. เอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ

เป็นอาการปวดบริเวณด้านนอกหัวเข่า พบมากในนักวิ่งระยะไกลมักเกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ หรือกล้ามเนื้อสะโพกอ่อนแรง


7. ข้อเท้าแพลง

เกิดจากการลงน้ำหนักผิดจังหวะ หรือวิ่งบนพื้นไม่เรียบ

ควรใช้หลัก RICE ได้แก่ พัก ประคบเย็น พันผ้ายืด และยกเท้าสูง


8. นิ้วเท้าดำหรือเล็บหลุด

เกิดจากนิ้วเท้าชนปลายรองเท้าซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเวลาวิ่งลงเนิน

สามารถป้องกันได้ด้วยการเลือกรองเท้าขนาดเหมาะสม และตัดเล็บให้สั้น


9. ตะคริว

มักเกิดจากการสูญเสียน้ำ เกลือแร่ หรือกล้ามเนื้อล้า ควรหยุดวิ่ง ยืดกล้ามเนื้อ และดื่มน้ำทันที


10. กล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานหนัก

หลังวิ่งมาราธอนหรือซ้อมหนัก อาจมีอาการปวดเมื่อยทั่วร่างกาย ซึ่งต่างจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน หากอาการดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง ถือเป็นการฟื้นตัวตามปกติ


การรู้จักอาการเหล่านี้จะช่วยให้แยกได้ว่าอาการไหนสามารถดูแลตัวเองได้ และอาการไหนควรรีบพบแพทย์ ก่อนที่การบาดเจ็บเล็ก ๆ จะกลายเป็นปัญหาระยะยาว



อาการบาดเจ็บที่พบบ่อยของนักวิ่งเทรล


การวิ่งเทรล (Trail Running) เป็นการวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติ เช่น ป่า ภูเขา หรือทางดิน ซึ่งมีพื้นผิวที่ขรุขระและระดับความสูงต่ำแตกต่างจากการวิ่งบนถนน ทำให้ร่างกายต้องใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนในการทรงตัวและรับแรงกระแทก ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อ อาการบาดเจ็บ บางประเภทมากกว่าการวิ่งทั่วไป โดยเฉพาะหากยังไม่มีประสบการณ์หรือเตรียมตัวไม่เพียงพอ


ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลง

อาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยที่สุดของนักวิ่งเทรลคือ ข้อเท้าพลิก เนื่องจากเส้นทางมีหิน รากไม้ หรือพื้นไม่เรียบ หากลงน้ำหนักผิดจังหวะอาจทำให้เอ็นข้อเท้ายืดหรือฉีกได้ การเลือกรองเท้าที่มีการยึดเกาะดีและฝึกการทรงตัวจะช่วยลดความเสี่ยงได้


เจ็บหัวเข่า

การวิ่งขึ้นลงเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวิ่งลงเขา จะเพิ่มแรงกดบริเวณข้อเข่า ทำให้เกิดอาการ เจ็บหัวเข่า หรืออาการปวดรอบลูกสะบ้าได้ หากเริ่มมีอาการควรลดความหนักของการฝึกและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก


เอ็นร้อยหวายและน่องอักเสบ

การวิ่งบนทางชันทำให้กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายทำงานหนักกว่าปกติ หากเพิ่มระยะทางหรือความชันเร็วเกินไป อาจเกิดอาการตึง อักเสบ หรือบาดเจ็บได้ การวอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ และค่อย ๆ เพิ่มความหนักของการฝึกจะช่วยลดความเสี่ยงได้


แผลถลอกและการหกล้ม

นอกจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อแล้ว นักวิ่งเทรลยังมีโอกาสหกล้มจากพื้นลื่น กรวด หรือรากไม้ ทำให้เกิดแผลถลอก ฟกช้ำ หรือบาดเจ็บบริเวณมือและเข่าได้ จึงควรมีสมาธิขณะวิ่ง เลือกความเร็วให้เหมาะกับสภาพเส้นทาง และสวมอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันการลื่นไถล


หากกำลังวางแผนเริ่มต้นวิ่งเทรล ควรศึกษาวิธีเตรียมตัว การเลือกอุปกรณ์ และเทคนิคการวิ่งให้เหมาะกับสภาพเส้นทาง เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บ



วิธีรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ


วิธีรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ


เมื่อเกิด อาการบาดเจ็บ จากการวิ่ง สิ่งสำคัญคือไม่ควรฝืนซ้อมต่อ เพราะอาจทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้นและใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเดิม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยให้กลับมาวิ่งได้เร็วและลดโอกาสบาดเจ็บซ้ำในอนาคต


หยุดวิ่งเมื่อมีอาการปวดผิดปกติ

อาการเมื่อยล้าหลังออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการปวดเฉพาะจุด ปวดต่อเนื่อง หรือปวดจนเปลี่ยนท่าวิ่ง ควรหยุดวิ่งทันที สัญญาณที่ไม่ควรฝืนวิ่ง ได้แก่

  • ปวดมากขึ้นทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก
  • ปวดแม้ขณะเดิน
  • มีอาการบวม แดง หรือร้อน
  • ขยับข้อได้ไม่เต็มช่วงการเคลื่อนไหว


การหยุดพักตั้งแต่เริ่มมีอาการ อาจช่วยให้ใช้เวลาฟื้นตัวเพียงไม่กี่วัน แทนที่จะต้องหยุดวิ่งเป็นเดือน


ใช้หลัก RICE ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก

สำหรับอาการบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น ข้อเท้าแพลง กล้ามเนื้ออักเสบ หรือเอ็นอักเสบ สามารถดูแลเบื้องต้นด้วยหลัก RICE

  • Rest พักการใช้งาน
  • Ice ประคบเย็นครั้งละ 15–20 นาที วันละหลายครั้ง
  • Compression พันผ้ายืดเพื่อลดอาการบวม
  • Elevation ยกอวัยวะที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ


หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน หรือมีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์


ค่อย ๆ กลับมาวิ่ง ไม่เร่งซ้อมทันที

หลายคนรู้สึกดีขึ้นแล้วรีบกลับไปวิ่งระยะเดิมทันที ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ

แนวทางที่เหมาะสมคือ

  • เริ่มจากเดินเร็ว
  • สลับเดินกับวิ่ง
  • เพิ่มระยะทางทีละน้อย
  • เพิ่มความเร็วเมื่อไม่มีอาการปวด


การกลับมาวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวได้เต็มที่


เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

การฝึกเวทเทรนนิงไม่ได้มีไว้เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บอีกด้วย โดยเฉพาะการฝึก

  • กล้ามเนื้อสะโพก
  • กล้ามเนื้อต้นขา
  • กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core)
  • กล้ามเนื้อน่อง


เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แรงกระแทกจากการวิ่งจะถูกกระจายได้ดีขึ้น ทำให้หัวเข่าและข้อเท้าทำงานหนักน้อยลง


เลือกรองเท้าวิ่งให้เหมาะกับตัวเอง

รองเท้าวิ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกระแทกและเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง การเลือกรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้า น้ำหนักตัว และลักษณะการวิ่ง จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บได้

นอกจากนี้ รองเท้าวิ่งควรเปลี่ยนเมื่อใช้งานประมาณ 500–800 กิโลเมตร หรือเมื่อพื้นรองเท้าเริ่มเสื่อมสภาพ


ฝึกวิ่งให้เหมาะสมกับระดับของตัวเอง

การซ้อมหนักทุกวันไม่ได้ทำให้พัฒนาเร็วขึ้นเสมอไป แต่กลับเพิ่มโอกาสบาดเจ็บมากกว่า นักวิ่งควรสลับรูปแบบการฝึก เช่น

  • Easy Run
  • Long Run
  • Recovery Run
  • Strength Training


รวมถึงมีวันพักอย่างน้อย 1–2 วันต่อสัปดาห์


เติมสารอาหารเพื่อการฟื้นตัว

หลังวิ่ง ร่างกายต้องการทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเติมพลังงานที่สูญเสียไป ตัวอย่างอาหารหลังวิ่ง เช่น

  • นม
  • ไข่
  • อกไก่
  • ปลา
  • ข้าวกล้อง
  • กล้วย
  • โยเกิร์ต


สามารถดูแนวทางการเลือกอาหารหลังออกกำลังกายเพิ่มเติมได้ที่บทความ หลังออกกำลังกายกินอะไรดี เพื่อฟื้นฟูร่างกาย


การป้องกันอาการบาดเจ็บไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการวิ่ง แต่คือการซ้อมอย่างเหมาะสม ฟังสัญญาณจากร่างกาย และให้เวลาร่างกายได้ฟื้นตัว เมื่อดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ก็สามารถวิ่งได้อย่างต่อเนื่องและสนุกกับการออกกำลังกายในระยะยาว


การ วิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากฝึกซ้อมไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิด อาการบาดเจ็บ ได้ โดยเฉพาะอาการ เจ็บหัวเข่า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดในนักวิ่ง การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หยุดพักเมื่อจำเป็น และเลือก วิธีรักษา ที่เหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดอาการซ้ำ


นอกจากการเตรียมร่างกายและอุปกรณ์ให้พร้อมแล้ว การมีหลักประกันด้านสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้คุณอุ่นใจ หากเกิดการบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาในโรงพยาบาล การมีประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองเหมาะสม จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตหรือกลับมาวิ่งได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


ด้วยประกันสุขภาพ ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน* 


พิเศษ สะสมก้าวเดิน/นาที จากการออกกำลังกาย รับ Fit Point ไว้ลดเบี้ยปีต่ออายุจากเมืองไทยสไมล์คลับ 

✅📲 สมัคร Fit Point ได้วันนี้ที่แอปพลิเคชัน MTL Click คลิก webmtl.co/42AaU68  (อัปเดตเวอร์ชันแอปพลิเคชัน MTL Click เป็นเวอร์ชันล่าสุด)


*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด 

**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล


- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง



ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 10/07/69

🔖โรงพยาบาลสมิติเวช 

🔖โรงพยาบาลกรุงเทพ 

🔖โรงพยาบาลพระรามเก้า 

🔖คณะกายภาพบำบัด 

🔖โรงพยาบาลศิริราช 

🔖KDMS Hospital 

🔖Sanook Health 


A: หากเป็นอาการปวดเล็กน้อย ควรพักประมาณ 2–3 วัน พร้อมประคบเย็นและสังเกตอาการ หากยังปวดต่อเนื่องหรือปวดมากขึ้น ควรพบแพทย์ก่อนกลับไปวิ่งอีกครั้ง

บทความน่าสนใจ