บอดี้เวท (Body Weight) คืออะไร พร้อมท่าบอดี้เวทออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ลดไขมัน
การออกกำลังกายแบบบอดี้เวท หรือ บอดี้เวท เทรนนิ่ง (Body Weight Training) คือการใช้ "น้ำหนักตัว" ของเราเองเป็นแรงต้านในการฝึก ซึ่งต่างจากการยกเวทหรือใช้อุปกรณ์ฟิตเนสต่าง ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะการฝึกแบบบอดี้เวทจะอาศัยหลักการความต้านทานตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้คุณไม่ต้องพึ่งพาดัมเบล บาร์เบล หรือเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเลย ขอแค่มีพื้นที่ว่างเล็กน้อยก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว ถือเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ทั้งสะดวกและประหยัด เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำได้ทันที ส่วนการเล่นท่าบอดี้เวทจะมีแบบไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
1. จุดเด่นของการออกกำลังกายแบบบอดี้เวท
2. บอดี้เวทกับเวทเทรนนิ่งต่างกันอย่างไร?
3. ท่าบอดี้เวทออกกำลังกายยอดนิยม
4. บอดี้เวท (Body Weight) เหมาะกับใคร?

1. จุดเด่นของการออกกำลังกายแบบบอดี้เวท
การออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแส แต่ยังเต็มไปด้วยประโยชน์มากมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง
- ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือคุณไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ใด ๆ หรือเสียค่าสมาชิกฟิตเนส เพียงแค่มีพื้นที่พอให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือสวนสาธารณะ ก็สามารถเริ่มสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันได้ทันที
- ใช้งานได้ทุกส่วนของร่างกาย การฝึกแบบบอดี้เวทสามารถออกแบบให้ครอบคลุมการใช้งานกล้ามเนื้อได้เกือบทุกส่วน ตั้งแต่แขน ขา หน้าอก ไหล่ หลัง ไปจนถึงแกนกลางลำตัว (Core) ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานประสานกันได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรงและสมดุล
- สร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันไปพร้อมกัน การทำบอดี้เวทหลาย ๆ ท่าต่อเนื่องกันจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี่และไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้มีความกระชับและแข็งแรง ทำให้รูปร่างดูสมส่วนมากขึ้น
- ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความสามารถ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือเป็นคนที่ฝึกมาอย่างสม่ำเสมอ คุณก็สามารถปรับความเข้มข้นของการฝึกบอดี้เวทได้ เช่น การเพิ่มจำนวนครั้ง (Reps) หรือเพิ่มเซต (Sets) หรือแม้แต่ปรับท่าให้อยากขึ้นไปอีก ทำให้การฝึกไม่น่าเบื่อและพัฒนาไปได้เรื่อย ๆ

2. บอดี้เวทกับเวทเทรนนิ่งต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้งสองรูปแบบจะมีเป้าหมายคล้ายกันคือ “สร้างความแข็งแรงและพัฒนากล้ามเนื้อ” แต่แนวทางการฝึกและผลลัพธ์ที่ได้มีความต่างกันอย่างชัดเจน
บอดี้เวท (Body Weight Training)
- ข้อดี ไม่ต้องใช้อุปกรณ์, ทำได้ทุกที่, ลดความเสี่ยงบาดเจ็บ, ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนประสานกัน (Functional Training)
- ข้อเสีย อาจจำกัดเรื่องการเพิ่มน้ำหนักเพื่อสร้างกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ (Hypertrophy) หากฝึกในระดับสูงมาก ๆ
เวทเทรนนิ่ง (Weight Training)
- ข้อดี ปรับน้ำหนักได้ตามเป้าหมาย, เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน, เห็นพัฒนาการชัดเจนเมื่อเพิ่มน้ำหนัก
- ข้อเสีย ต้องใช้อุปกรณ์หรือฟิตเนส, มีความเสี่ยงบาดเจ็บสูงหากยกผิดท่า, ใช้ค่าใช้จ่ายและพื้นที่มากกว่า
สรุปง่าย ๆ
- หากต้องการ ความสะดวก ประหยัด และฝึกที่ไหนก็ได้ เลือก บอดี้เวท
- หากต้องการ เพิ่มกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนอย่างจริงจัง เลือก เวทเทรนนิ่ง
- หรือจะผสมทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ก็ยิ่งช่วยให้การฝึกหลากหลายและได้ผลดียิ่งขึ้น
3. ท่าบอดี้เวทออกกำลังกายยอดนิยม
หากคุณกำลังมองหาวิธีเริ่มต้น การทำความรู้จักกับท่าพื้นฐานต่อไปนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแต่ละท่าจะเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อที่สำคัญ และสามารถปรับความยากง่ายได้
1. Push-Up (วิดพื้น)
เป็นท่าที่เน้นสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนบน โดยเฉพาะ หน้าอก ไหล่ และ หลังแขน รวมถึงแกนกลางลำตัว วิธีการทำที่ถูกต้องคือ
- นอนคว่ำลงกับพื้น วางมือให้กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย
- ดันตัวขึ้นจนแขนเหยียดตรง โดยรักษาลำตัวให้เป็นเส้นตรงตั้งแต่หัวจรดเท้า
- ค่อย ๆ ลดตัวลงจนหน้าอกเกือบแตะพื้น แล้วดันตัวกลับขึ้นมา
- คำแนะนำ เกร็งหน้าท้องและหลังให้เป็นเส้นตรงเสมอ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ หากยังไม่ไหวอาจลองทำในท่าที่วางเข่ากับพื้นดูก่อน
2. Squat (สควอท)
ท่านี้คือราชาแห่งการฝึกช่วงล่าง เพราะใช้กล้ามเนื้อหลักอย่าง ต้นขา สะโพก และ ก้น ได้อย่างเต็มที่ การทำสควอทอย่างถูกวิธีจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและกระชับรูปร่างช่วงล่างได้อย่างดี
- ยืนกางขาให้กว้างเท่าหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าเล็กน้อย
- ค่อย ๆ ย่อตัวลงเหมือนจะนั่งเก้าอี้ โดยให้หน้าอกตั้งตรงและหลังไม่โก่ง
- ดันตัวกลับขึ้นมาโดยใช้แรงจากกล้ามเนื้อต้นขาและก้น
- คำแนะนำ ระหว่างที่ย่อตัวลง ให้ระวังอย่าให้หัวเข่าเลยปลายเท้า เพราะอาจทำให้หัวเข่ารับภาระมากเกินไป
3. Plank (แพลงก์)
เป็นท่าที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก เพราะเน้นสร้างความแข็งแรงของ แกนกลางลำตัว หรือ Core ซึ่งเป็นรากฐานของความแข็งแรงของร่างกายทั้งหมด รวมถึง หน้าท้อง หลังล่าง และ ไหล่
- คว่ำตัวลง วางข้อศอกกับพื้นและยกตัวขึ้น โดยให้ลำตัวเป็นเส้นตรงเหมือนไม้กระดาน
- เกร็งหน้าท้องและรักษาตำแหน่งไว้ให้นิ่งที่สุด
- คำแนะนำ อย่าให้สะโพกหย่อนลงหรือยกสูงเกินไป ควรอยู่ในแนวเดียวกับหัวไหล่และข้อเท้า
4. Lunge (ลันจ์)
ท่านี้คล้ายกับสควอท แต่จะเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อแต่ละข้างมากขึ้น ทำให้ช่วยเพิ่มความสมดุลและความแข็งแรงของ ต้นขา และ ก้น
- ยืนตรง ก้าวขาหนึ่งไปข้างหน้า
- ย่อตัวลงช้า ๆ จนหัวเข่าหลังเกือบแตะพื้น โดยที่ลำตัวยังตั้งตรงอยู่
- ดันตัวกลับขึ้นมาแล้วสลับขา
- คำแนะนำ ให้รักษาสมดุลด้วยการเกร็งหน้าท้องตลอดเวลา และระวังอย่าให้เข่าหน้าเลยปลายเท้าเมื่อย่อตัวลง
5. Burpee (เบอร์พี)
เบอร์พีเป็นท่าที่รวมเอาการสร้างความแข็งแรงแบบบอดี้เวทกับการคาร์ดิโอเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการ เผาผลาญไขมัน ได้อย่างมหาศาล และช่วยเพิ่มความทนทานให้กับร่างกาย
- เริ่มต้นด้วยการย่อตัวลงและวางมือแตะพื้น
- กระโดดถอยเท้าไปด้านหลังให้อยู่ในท่าเตรียมวิดพื้น
- ทำวิดพื้น 1 ครั้ง (จะทำหรือไม่ทำก็ได้ตามความแข็งแรง)
- กระโดดเท้ากลับมา
- ยืนขึ้นและกระโดดเหยียดแขนขึ้นไปบนฟ้า
- คำแนะนำ ท่านี้ใช้พลังงานสูงมาก ควรเริ่มต้นด้วยจำนวนครั้งน้อย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

4. บอดี้เวท (Body Weight) เหมาะกับใคร?
การออกกำลังกายแบบบอดี้เวทถือว่า “เข้าถึงง่าย” และเหมาะกับคนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ
- มือใหม่หัดออกกำลังกาย ท่าพื้นฐานเรียนรู้ได้เร็ว ปลอดภัย ไม่ซับซ้อน
- คนไม่มีเวลาไปฟิตเนส ใช้เวลาไม่นาน 15–30 นาที ก็เผาผลาญได้เต็มที่
- คนเดินทางบ่อย ทำได้ในห้องพัก โรงแรม หรือแม้แต่สนามบิน
- คนที่ต้องการคุมงบประมาณ ไม่ต้องซื้อดัมเบลหรือจ่ายค่าสมาชิกฟิตเนส
- ผู้ที่อยากโฟกัสสุขภาพโดยรวม ช่วยเสริมความแข็งแรง ความทนทาน และความสมดุลของร่างกาย
ข้อควรระวังในการบอดี้เวท
แม้บอดี้เวทจะปลอดภัยกว่าการยกน้ำหนัก แต่ถ้าทำผิดวิธีก็อาจเกิดอาการบาดเจ็บได้ ควรใส่ใจสิ่งเหล่านี้
- วอร์มอัพก่อนทุกครั้ง ยืดเหยียดและขยับข้อต่อเบื้องต้น 5–10 นาที
- เริ่มจากท่าง่ายก่อน เช่น วิดพื้นเข่า แพลงก์สั้น ๆ แล้วค่อยเพิ่มระดับ
- โฟกัสที่ท่าทางถูกต้อง สควอทต้องไม่ให้เข่าเลยปลายเท้า วิดพื้นต้องไม่หลังแอ่น
- อย่าหักโหมเกินไป ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้งหรือเวลา หากเจ็บควรหยุดทันที
- พักผ่อนให้เพียงพอ ควรมีวันพักฟื้นกล้ามเนื้อ 1–2 วันต่อสัปดาห์
- ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม หากมีโรคประจำตัว เช่น ปัญหาหัวใจ ข้อเข่าเสื่อม หรืออาการบาดเจ็บเรื้อรัง
การออกกำลังกายแบบ บอดี้เวท (Body Weight Training) เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคนที่ต้องการพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อ และลดไขมัน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์หรือสถานที่เฉพาะทาง การเริ่มจากท่าพื้นฐานยอดนิยมอย่าง Push-Up, Squat, Plank, Lunge และ Burpee จะช่วยให้ เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย และเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น คุณก็จะพบว่าการมีสุขภาพดีและรูปร่างที่แข็งแรงนั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด
และอย่าลืมเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน โดยเฉพาะค่ารักษายามเจ็บป่วย การเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 26/08/68
🔖 pobpad