Pace คืออะไร? ทำไมเพซการวิ่งถึงสำคัญกับนักวิ่ง
วันนี้วิ่งเพซเท่าไหร่? ถ้าเพิ่งเริ่มวิ่ง คำถามนี้อาจทำให้หลายคนต้องก้มดูนาฬิกาแล้วสงสัยว่า ตัวเลข 6:30, 7:00 หรือ 8:00 ที่เห็นอยู่หมายความว่าอะไร แล้วทำไมคนวิ่งถึงให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้กันนัก
บางคนอาจมองว่าเพซเป็นเรื่องของคนที่อยากวิ่งเร็ว ทำ Personal Best หรือลงแข่งขันเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มวิ่ง 2–3 กิโลเมตร คนที่วิ่งเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงคนที่กำลังเตรียมตัวสำหรับ 10K ฮาล์ฟมาราธอน หรือมาราธอน การเข้าใจ “เพซ” ของตัวเองก็มีประโยชน์ทั้งนั้น
เพราะเพซไม่ได้มีไว้บอกว่าใครวิ่งเร็วกว่าใคร แต่ช่วยให้เรารู้ว่า วันนี้เรากำลังวิ่งหนักหรือเบาแค่ไหน ควรผ่อนตรงไหน ควรเร่งเมื่อไร และร่างกายกำลังพัฒนาไปในทิศทางใด
ยิ่งถ้าเป้าหมายของการวิ่งไม่ใช่เพียงการทำเวลา แต่คือการมีสุขภาพดีและยังออกไปวิ่งได้อย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า การรู้จักจังหวะที่เหมาะกับตัวเอง อาจสำคัญกว่าการพยายามทำให้ตัวเลขบนหน้าปัดลดลงทุกครั้งที่ออกวิ่งเสียอีก
Key Takeaway
- Pace คือเวลาที่ใช้วิ่งต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ตัวเลขยิ่งน้อยหมายถึงวิ่งยิ่งเร็ว
- ไม่มี “เพซมาตรฐาน” ที่ทุกคนต้องวิ่งให้ได้ เพราะความฟิตและเป้าหมายของแต่ละคนต่างกัน
- การวิ่งช้าไม่ได้แปลว่าซ้อมไม่ดี โดยเฉพาะ Easy Run, Long Run หรือการฝึก Zone 2 ที่มีวัตถุประสงค์ต่างจากการซ้อมความเร็ว
- อย่าดู Pace เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณา Heart Rate ความรู้สึกเหนื่อย การพักผ่อน อากาศ และสภาพร่างกายร่วมด้วย
- รองเท้าวิ่งที่เหมาะสม การพักฟื้น และการจัดตารางวิ่งหนัก-วิ่งเบา เป็นส่วนหนึ่งของการวิ่งอย่างต่อเนื่อง
- หากเป้าหมายคือ Healthspan การวิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองและทำได้สม่ำเสมอ อาจสำคัญกว่าการพยายามทำ Pace ให้เร็วขึ้นทุกครั้ง
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

Pace คืออะไร? ทำไมเลขยิ่งน้อยถึงหมายถึงวิ่งยิ่งเร็ว
ก่อนจะรู้ว่าเพซสำคัญอย่างไร ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจความหมายของตัวเลขนี้ก่อน เพราะแม้ Pace จะเกี่ยวข้องกับความเร็ว แต่มีวิธีอ่านต่างจากความเร็วแบบกิโลเมตรต่อชั่วโมงที่เราคุ้นเคย
Pace คือ เวลาที่เราใช้วิ่งในระยะทาง 1 กิโลเมตร
Pace คือ ค่าที่ใช้บอกว่าเราใช้เวลาเท่าไรในการวิ่งให้ครบระยะทางหนึ่งหน่วย โดยนักวิ่งในประเทศไทยมักใช้หน่วย “นาทีต่อกิโลเมตร” หรือ min/km พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีคนบอกว่า “วันนี้วิ่งเพซ 6” หมายความว่า เขาใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร
ตัวเลขเพซยิ่งน้อย หมายถึงยิ่งวิ่งเร็ว
- Pace 5:00 = ใช้เวลา 5 นาทีต่อ 1 กิโลเมตร
- Pace 6:00 = ใช้เวลา 6 นาทีต่อ 1 กิโลเมตร
- Pace 7:30 = ใช้เวลา 7 นาที 30 วินาทีต่อ 1 กิโลเมตร
- Pace 9:00 = ใช้เวลา 9 นาทีต่อ 1 กิโลเมตร
คนที่วิ่ง Pace 5:00 จึงวิ่งเร็วกว่าคนที่วิ่ง Pace 7:00
สูตรคำนวณ Pace = เวลาที่ใช้ ÷ ระยะทาง
ตัวอย่าง วิ่ง 5 กิโลเมตร ใช้เวลา 35 นาที
35 ÷ 5 = 7
เท่ากับว่าการวิ่งครั้งนั้นมี Average Pace ประมาณ 7:00 นาที/กิโลเมตร
หรือถ้าวิ่ง 10 กิโลเมตรด้วย Pace 6:00 อย่างสม่ำเสมอ ก็จะใช้เวลาประมาณ 60 นาที นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักวิ่งนิยมใช้เพซ เพราะสามารถนำไปวางแผนระยะทางและเวลาได้ค่อนข้างเข้าใจง่าย
สำหรับคนที่ใช้ Smart Watch หรือแอปพลิเคชันวิ่ง ปัจจุบันแทบไม่จำเป็นต้องนั่งคำนวณเอง เพราะอุปกรณ์สามารถแสดงค่า Pace ระหว่างวิ่ง รวมถึง Average Pace หลังจบกิจกรรมได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ระหว่างวิ่งอาจเห็นตัวเลขเพซเปลี่ยนไปมาได้ โดยเฉพาะ Current Pace ซึ่งอาจได้รับผลจาก GPS เส้นทาง หรือจังหวะการเคลื่อนที่ การดู Average Pace หรือค่าเฉลี่ยในแต่ละกิโลเมตรจึงอาจช่วยให้เห็นภาพการวิ่งโดยรวมได้ง่ายกว่า
วิ่งเพซ คืออะไร แล้วเพซไหนถึงเรียกว่า “ดี”
เมื่อเข้าใจว่า วิ่งเพซ คือ การวิ่งโดยใช้เวลาต่อระยะทางเป็นตัวบอกจังหวะ คำถามต่อมาที่หลายคนมักสงสัยคือ “แล้วเราควรวิ่งเพซเท่าไหร่?”
คำตอบคือ ไม่มีเพซเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะเพซ 7 อาจเป็น Easy Run สบาย ๆ สำหรับคนหนึ่ง แต่สำหรับอีกคนอาจต้องออกแรงมากจนพูดแทบไม่เป็นประโยค ขณะที่เพซ 9 อาจเป็นเพซที่เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มวิ่ง แต่กลับช้าเกินไปสำหรับนักวิ่งที่ฝึกมานาน
เพซที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ระดับความฟิต
- อายุ
- ประสบการณ์การวิ่ง
- ระยะทาง
- เป้าหมายในการซ้อม
- การพักผ่อน
- ความเหนื่อยสะสม
- เส้นทางและความชัน
- อุณหภูมิและความชื้น
- สภาพร่างกายในวันนั้น
สำหรับประเทศไทยที่มีอากาศร้อนและความชื้นสูง หลายครั้งแม้จะวิ่งด้วยเพซเดิม แต่หัวใจอาจต้องทำงานหนักขึ้น หรือรู้สึกเหนื่อยกว่าวันที่อากาศเย็น การยอมลดความเร็วลงจึงไม่ได้หมายความว่าความฟิตลดลงเสมอไป
เพราะฉะนั้น “เพซที่ดี” ไม่จำเป็นต้องเป็นเพซที่เร็วที่สุด แต่ควรเป็นเพซที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของการวิ่งในวันนั้น
วัน Easy Run ก็ควรเบาพอที่จะวิ่งได้อย่างสบาย วันซ้อมความเร็วค่อยเพิ่มความหนัก ส่วนวัน Long Run ก็ต้องบริหารแรงให้เพียงพอกับระยะทาง และบางวัน หากร่างกายเหนื่อย นอนน้อย หรืออากาศร้อนกว่าปกติ การวิ่งช้าลงก็อาจเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกว่า

ทำไมเพซการวิ่งถึงสำคัญ สำหรับมือใหม่และมือโปร
เมื่อรู้ว่า Pace คืออะไรแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าการจำตัวเลขคือการรู้ว่าจะนำมันไปใช้อย่างไร เพราะสำหรับนักวิ่ง เพซสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือวางแผนการซ้อม ตัวช่วยควบคุมแรง และข้อมูลสำหรับดูพัฒนาการของตัวเอง
1. ช่วยไม่ให้เราออกตัวเร็วเกินไปจนหมดแรงก่อน
เคยไหม ตั้งใจออกไปวิ่ง 5 กิโลเมตร แต่กิโลเมตรแรกกำลังสนุก ขากำลังดี เลยวิ่งตามคนข้างหน้าไปเรื่อย ๆ ผ่านไปไม่กี่กิโลเมตรเริ่มหอบ ขาหนัก และสุดท้ายต้องเดิน
นี่เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่การรู้เพซของตัวเองช่วยได้มาก โดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นกับการประเมินแรงของตัวเอง อาจเผลอออกตัวเร็วเกินกว่าระดับที่สามารถรักษาไว้ได้ตลอดระยะทาง การดูเพซเป็นระยะจะช่วยเตือนว่าเรากำลังวิ่งเร็วเกินแผนหรือไม่ แต่การคุมเพซไม่ได้หมายถึงต้องจ้องนาฬิกาทุก 10 วินาที
สิ่งสำคัญกว่าคือค่อย ๆ เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่าง Pace + Heart Rate + ความรู้สึกของร่างกาย
เช่น หากวันนี้เป็น Easy Run แต่พบว่าตัวเองหอบจนพูดเป็นประโยคได้ยาก แม้ตัวเลขเพซจะดู “ช้า” เมื่อเทียบกับเพื่อน นั่นอาจหมายความว่าสำหรับร่างกายของเราในวันนี้ ความเร็วนี้ไม่ได้ Easy อย่างที่คิด
ในทางกลับกัน เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอ เราอาจพบว่าเพซเดิมที่เคยรู้สึกเหนื่อย กลับวิ่งได้สบายขึ้น หัวใจเต้นไม่สูงเท่าเดิม หรือสามารถพูดคุยได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณของพัฒนาการได้เช่นกัน ดังนั้น เพซจึงควรทำหน้าที่เป็น “ข้อมูล” มากกว่าเป็น “คะแนนสอบ”
2. ช่วยให้การซ้อมแต่ละวันมีเป้าหมายชัดเจนขึ้น
ถ้าทุกครั้งที่ออกวิ่งมีเป้าหมายเพียง วันนี้ต้องเร็วกว่าเมื่อวาน สุดท้ายเราอาจกลายเป็นคนที่วิ่งหนักแทบทุกวันโดยไม่รู้ตัว แต่การฝึกวิ่งที่ดีไม่จำเป็นต้องเร็วทุกครั้ง แต่ละรูปแบบของการซ้อมมีวัตถุประสงค์ต่างกัน เช่น
Easy Run
เป็นการวิ่งด้วยระดับที่ค่อนข้างสบาย เหมาะกับการสร้างพื้นฐานความฟิตและสะสมระยะ โดยทั่วไปควรอยู่ในระดับที่ยังพูดคุยเป็นประโยคได้
Long Run
เน้นการสร้างความทนทานและทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพซจึงมักไม่จำเป็นต้องเร็ว
Tempo Run
เพิ่มระดับความหนักขึ้น เพื่อฝึกให้ร่างกายรักษาความเร็วที่สูงขึ้นได้ต่อเนื่อง เป็นการซ้อมที่เหนื่อยกว่า Easy Run อย่างชัดเจน
Interval
เป็นการวิ่งเร็วสลับกับช่วงพักหรือวิ่งเบา ใช้เพื่อพัฒนาความเร็วและสมรรถภาพในระดับที่สูงขึ้น
เมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละวัน เราจะเริ่มเห็นว่า “เพซช้า” ไม่ได้แปลว่าซ้อมไม่ดี และ “เพซเร็ว” ก็ไม่ได้แปลว่าซ้อมมีประสิทธิภาพเสมอไป เพซที่เหมาะสมต่างหากที่สำคัญ
สำหรับคนที่ต้องการสร้างพื้นฐานความฟิต การทำความเข้าใจเรื่อง Heart Rate Zone ควบคู่กับเพซจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้น โดยเฉพาะ Zone 2 คืออะไร ซึ่งการฝึก Zone 2 เน้นการออกกำลังกายในระดับเบาถึงปานกลาง และช่วยสร้างพื้นฐานระบบแอโรบิก
สิ่งสำคัญคือ Zone 2 ไม่ได้มี Pace ตายตัว เพซ Zone 2 ของแต่ละคนจึงต่างกัน และแม้แต่คนเดียวกันก็อาจวิ่ง Zone 2 ได้คนละเพซในแต่ละวันตามสภาพร่างกาย อากาศ หรือเส้นทาง
3. ช่วยให้มองเห็นพัฒนาการโดยไม่ต้องทำ Personal Best ทุกครั้ง
หลายคนใช้เพซเป็นเครื่องมือดูพัฒนาการด้วยวิธีง่ายที่สุด เช่น เดือนก่อนวิ่ง 5 กิโลเมตร Pace 7:30 เดือนนี้วิ่ง 5 กิโลเมตร Pace 7:00 แล้วสรุปว่า “เร็วขึ้น = เก่งขึ้น”
แต่อย่าลืมว่าการพัฒนาการของการวิ่งไม่ได้มีเพียงตัวเลขเพซที่ลดลง ลองสมมติว่าเมื่อ 3 เดือนก่อน คุณวิ่ง Pace 7:00 แล้วหัวใจเต้นเฉลี่ยค่อนข้างสูง รู้สึกเหนื่อยมาก และแทบพูดไม่ได้ แต่วันนี้คุณยังวิ่ง Pace 7:00 เท่าเดิม ทว่าหัวใจทำงานเบาลง รู้สึกสบายขึ้น และจบ 5 กิโลเมตรแล้วยังมีแรงเหลือ
แม้ตัวเลข Pace จะไม่เปลี่ยน แต่ร่างกายอาจมีประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว หรือจากเดิมวิ่งได้ 5 กิโลเมตรด้วยเพซสบาย ๆ วันนี้สามารถรักษาระดับความเหนื่อยใกล้เคียงกันไปถึง 8–10 กิโลเมตร ก็ถือเป็นพัฒนาการได้เช่นกัน
การติดตามการวิ่งในระยะยาวควรดูหลายองค์ประกอบร่วมกัน ทั้ง Pace, Heart Rate, ระยะทาง ความรู้สึกเหนื่อย และการฟื้นตัวหลังวิ่ง โดยเปรียบเทียบกับตัวเองมากกว่ากับคนอื่น
คนที่วิ่ง Pace 5 ไม่ได้แปลว่า “สุขภาพดีกว่า” คนที่วิ่ง Pace 8 โดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานร่างกาย อายุ ประสบการณ์ และเป้าหมายต่างกัน
4. ช่วยวางแผนเวลาเมื่อมีเป้าหมายลงงานวิ่ง
สำหรับคนที่เริ่มขยับจากการวิ่งเพื่อออกกำลังกายไปสู่การลงงานวิ่งระยะทาง 5K, 10K, Half Marathon หรือ Marathon เพซจะมีบทบาทชัดเจนขึ้น เพราะสามารถใช้ประมาณเวลาที่ต้องการเข้าเส้นชัยได้
ตัวอย่าง หากต้องการวิ่ง 10 กิโลเมตรภายใน 60 นาที
60 ÷ 10 = Pace 6:00 นาที/กิโลเมตร
นั่นหมายความว่าโดยเฉลี่ยต้องรักษาเพซประมาณ 6 นาทีต่อกิโลเมตร
แต่ในสนามจริงไม่ได้หมายความว่าต้องวิ่ง 6:00 เป๊ะทุกกิโลเมตร เพราะยังมีทั้งทางชัน จุดให้น้ำ สภาพอากาศ ฝูงนักวิ่ง รวมถึงสภาพร่างกายในวันแข่งขัน นักวิ่งบางคนจึงเลือกใช้กลยุทธ์ เช่น
- Even Split รักษาความเร็วใกล้เคียงกันตลอดระยะ
- Negative Split เริ่มต้นอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยเพิ่มความเร็วในช่วงหลังเมื่อยังมีแรงเหลือ
สิ่งที่ควรระวังคือการออกตัวเร็วเกินเป้าหมาย เพราะความตื่นเต้น บรรยากาศในสนาม หรือวิ่งตามคนอื่น เพราะพลังงานที่ใช้มากเกินไปในช่วงแรกอาจกลับมาส่งผลในช่วงท้ายได้
เพซจึงไม่ได้มีไว้เพียงคำนวณว่า “ต้องเร็วแค่ไหน” แต่ช่วยตอบคำถามสำคัญกว่า คือ เราจะบริหารแรงอย่างไรให้ไปถึงเส้นชัยตามเป้าหมายได้
Pace กับ Heart Rate ต่างกันอย่างไร?
แม้ Pace และ Heart Rate จะเป็นค่าที่นักวิ่งมักดูควบคู่กัน แต่ทั้งสองค่าบอกข้อมูลคนละด้าน โดย Pace ช่วยบอกความเร็วในการวิ่ง ส่วน Heart Rate ช่วยสะท้อนว่าร่างกายกำลังออกแรงมากน้อยแค่ไหน
| เปรียบเทียบ | Pace | Heart Rate |
|---|---|---|
| คืออะไร | เวลาที่ใช้วิ่งต่อระยะทาง | อัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกาย |
| หน่วยที่ใช้ | นาที/กิโลเมตร (min/km) | ครั้ง/นาที (bpm) |
| บอกอะไร | บอกว่าเรากำลังวิ่งเร็วหรือช้าแค่ไหน | บอกว่าหัวใจกำลังทำงานหนักแค่ไหน |
| ตัวอย่าง | Pace 6:00 = วิ่ง 1 กม. ใช้เวลา 6 นาที | Heart Rate 150 bpm = หัวใจเต้น 150 ครั้ง/นาที |
| มีอะไรส่งผลบ้าง | ความฟิต เส้นทาง ความชัน อากาศ ความล้า | ความหนักในการวิ่ง ความฟิต การพักผ่อน ความเครียด อากาศ |
| ใช้ประโยชน์อย่างไร | คุมความเร็ว วางแผนการซ้อมและเวลาแข่งขัน | ควบคุมระดับความหนักและ Heart Rate Zone |
การวิ่งด้วย Pace เท่ากันไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะทำงานหนักเท่ากันทุกครั้ง เช่น วันที่อากาศร้อน พักผ่อนน้อย หรือมีความล้าสะสม Heart Rate อาจสูงขึ้นแม้จะวิ่งด้วย Pace เดิม
การดูทั้ง Pace, Heart Rate และความรู้สึกของร่างกาย ควบคู่กัน จึงช่วยให้ปรับการวิ่งได้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น

วิ่งให้ดีในระยะยาว อย่าดูแค่ Pace ต้องฟังร่างกายและเตรียมตัวให้เหมาะด้วย
ตัวเลขจากนาฬิกามีประโยชน์ แต่ร่างกายไม่ได้ทำงานเหมือนเครื่องจักร เพซเดียวกันจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกันทุกวัน การวิ่งอย่างต่อเนื่องจึงควรมองทั้งตัวเลข ความรู้สึก อุปกรณ์ การพักผ่อน และเป้าหมายระยะยาวร่วมกัน
อย่าบังคับตัวเองให้รักษาเพซเดิมทุกวัน
เมื่อเคยวิ่ง Pace 6:30 ได้ หลายคนอาจรู้สึกว่าครั้งต่อไปต้องไม่ช้ากว่านี้ แต่จริง ๆ แล้วเพซสามารถเปลี่ยนได้ตามสภาพร่างกายและปัจจัยในแต่ละวัน
วันที่พักผ่อนเพียงพอ อากาศดี ร่างกายสดชื่น เราอาจวิ่งได้เร็วขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อยมาก ขณะที่วันที่นอนน้อย เครียด อากาศร้อนชื้น หรือมีความล้าสะสม เพซอาจช้าลงแม้ออกแรงใกล้เคียงเดิม
หากวันไหนวิ่งช้าลง ไม่ได้หมายความว่าความฟิตลดลงเสมอ ควรดู Pace ควบคู่กับ Heart Rate และความรู้สึกเหนื่อยของร่างกาย
รองเท้าวิ่งก็สำคัญ เพราะการวิ่งไม่ได้มีแค่เรื่องความเร็ว
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคืออุปกรณ์ที่สัมผัสกับพื้นทุกก้าวอย่าง รองเท้าวิ่ง หลายคนเริ่มเลือกรองเท้าจากสี รูปทรง แบรนด์ หรือเห็นนักวิ่งคนอื่นใส่แล้ววิ่งเร็ว แต่รองเท้าที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่ได้เหมาะกับอีกคน
รูปเท้า ลักษณะการลงเท้า ระยะทางที่วิ่ง พื้นผิว และวัตถุประสงค์ในการใช้งานล้วนเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา รองเท้าสำหรับ Easy Run หรือ Daily Training อาจให้ความรู้สึกต่างจากรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการทำความเร็วหรือแข่งขัน
สำหรับมือใหม่ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคำว่า “รองเท้าคู่นี้ทำให้วิ่งเร็วขึ้นไหม” คือ “รองเท้าคู่นี้เหมาะกับเท้าและการใช้งานของเราหรือไม่”
เพราะต่อให้รู้จักคุมเพซดีแค่ไหน หากรองเท้าไม่พอดี บีบหน้าเท้า หลวมเกินไป หรือไม่เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน ก็อาจทำให้การวิ่งไม่สบายและเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาระหว่างวิ่งได้
ใครที่กำลังเริ่มวิ่งหรือกำลังมองหาคู่ใหม่ อ่านบทความเพิ่มเติม วิธีเลือกรองเท้าวิ่ง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับเท้าและการใช้งาน
เพราะเป้าหมายที่สำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ Pace ลดลง แต่คือการทำให้เรายังสามารถออกไปวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอ
จาก Pace สู่ Healthspan วิ่งเร็วไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายของทุกคน
ถ้ามองการวิ่งในมุมที่กว้างกว่าการทำเวลา เราอาจพบว่าเป้าหมายของหลายคนไม่ได้อยู่ที่ Sub 4, Sub 2 หรือการทำ Personal Best แต่อาจเรียบง่ายกว่านั้น เช่น
- อยากเดินขึ้นบันไดแล้วไม่เหนื่อยง่าย
- อยากมีแรงเที่ยวตอนอายุ 60
- อยากออกกำลังกายกับเพื่อนได้นาน ๆ
- อยากดูแลตัวเองได้เมื่ออายุมากขึ้น
เป้าหมายเหล่านี้เชื่อมโยงกับแนวคิด Healthspan หรือช่วงชีวิตที่เรายังมีสุขภาพดี สามารถเคลื่อนไหว ทำกิจกรรม และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
ในมุมนี้ Pace จึงไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันว่าใครทำตัวเลขได้น้อยที่สุด แต่สามารถเป็นเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราบริหารการออกกำลังกายได้เหมาะสมขึ้น บางวันวิ่งเร็วเพื่อพัฒนาสมรรถภาพ บางวันวิ่งช้าเพื่อสร้างพื้นฐาน บางวันพักเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว
เพราะสุดท้ายแล้ว การวิ่งที่ดีอาจไม่ใช่การถามว่า “วันนี้ฉันวิ่งได้เร็วแค่ไหน?” แต่อาจเป็น “ฉันกำลังวิ่งในแบบที่ทำให้ตัวเองยังอยากและยังสามารถวิ่งต่อไปได้อีกนานแค่ไหน?”
การวิ่งจึงไม่จำเป็นต้องเร็วขึ้นทุกครั้ง สิ่งสำคัญคือรู้ว่าจังหวะแบบไหนเหมาะกับร่างกาย มีวันหนัก มีวันเบา มีวันพัก และค่อย ๆ สร้างความแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการทำสถิติครั้งเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เราทำได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
Pace ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ Pace ที่เร็วที่สุด
Pace คือ เวลาที่เราใช้ในการวิ่งต่อหนึ่งกิโลเมตร และเป็นหนึ่งในตัวเลขพื้นฐานที่นักวิ่งควรรู้ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มวิ่ง วิ่งเพื่อสุขภาพ หรือมีเป้าหมายลงแข่งขัน แต่สิ่งสำคัญกว่าการรู้ว่า “วิ่งเพซ คืออะไร” คือการนำตัวเลขนั้นมาใช้ให้เหมาะกับตัวเอง
เพซช่วยให้เราคุมจังหวะไม่ให้ออกตัวแรงเกินไป ช่วยแยกวัตถุประสงค์ของ Easy Run, Long Run, Tempo หรือ Interval ช่วยติดตามพัฒนาการ และช่วยวางแผนเวลาเมื่อมีเป้าหมายลงแข่งขัน
ขณะเดียวกันก็ไม่ควรใช้ Pace เป็นตัวตัดสินความเก่งหรือสุขภาพเพียงอย่างเดียว เพราะเพซได้รับผลจากทั้งความฟิต การพักผ่อน อากาศ เส้นทาง และสภาพร่างกายในแต่ละวัน
วิ่งให้ดีในวันนี้ พร้อมวางแผนดูแลสุขภาพในวันข้างหน้า
เพราะการดูแลสุขภาพในระยะยาวไม่ใช่เรื่องของการวิ่งเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คือการเตรียมพร้อมให้ชีวิตเดินต่อได้ในหลายด้าน ทั้งการดูแลร่างกาย การพักผ่อน การตรวจสุขภาพ และการเตรียมรับมือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การวางแผนความคุ้มครองด้านสุขภาพให้เหมาะกับช่วงชีวิตจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่สามารถทำควบคู่ไปกับการสร้าง Healthspan ที่ดี เพื่อให้เราออกไปทำกิจกรรมที่ชอบได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเมื่อเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
ทุกก้าวมีค่า สะสมไว้เป็น Fit Point ได้
แต่ไม่ว่าจะวิ่ง หรือเดินที่ไหน ทุกก้าวก็เก็บมาสะสมไว้ลดเบี้ยได้ 🚶♀️✨ จะพาน้องหมาเดินเล่น เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เดิน/วิ่งเทรล หรือเดินช้อปปิ้งในวันหยุด ทุกก้าวในชีวิตประจำวันก็มีค่า
สำหรับลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต เพียงสะสมให้ครบ 40,000 ก้าวต่อสัปดาห์ ก็รับ Fit Point ไว้ใช้เป็นส่วนลดเบี้ยปีต่ออายุได้ตามเงื่อนไข ก่อนออกไปเดิน อย่าลืมสมัคร Fit Point และเชื่อมต่ออุปกรณ์บนแอปพลิเคชัน MTL Click เพื่อให้ทุกก้าวถูกบันทึกและนำไปสะสมได้
เดินที่ไหนก็ได้ ยิ่งเดิน ยิ่งได้ ทั้งสุขภาพดีและส่วนลดเบี้ย
เงื่อนไขการให้คะแนน Fit Point: ดูรายละเอียด Fit Point
✅📲 สมัคร Fit Point ได้วันนี้ที่แอปพลิเคชัน MTL Click
คลิกสมัคร Fit Point
(อัปเดตเวอร์ชันแอปพลิเคชัน MTL Click เป็นเวอร์ชันล่าสุด)
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
- เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 2/09/69
🔖 Garmin Thailand
🔖 REV Online
🔖 ThaiSook
🔖 Decathlon Thailand
🔖 OTC Run
🔖 Thai Gym Stuffs
🔖 WE Fitness Society
🔖 เมืองไทยประกันชีวิต : Zone 2 คืออะไร
🔖 เมืองไทยประกันชีวิต : วิธีเลือกรองเท้าวิ่ง