Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการเป็นยังไง? หายเองได้ไหม ทำไมมนุษย์ออฟฟิศเป็นบ่อย

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการเป็นยังไง? หายเองได้ไหม ทำไมมนุษย์ออฟฟิศเป็นบ่อย

July 30, 2026

5 minutes

เคยไหม...นั่งทำงานอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย แต่พอเข้าห้องน้ำกลับปัสสาวะออกมาเพียงเล็กน้อย แถมยังมีอาการแสบหรือปวดเวลาปัสสาวะ หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ดื่มน้ำมากขึ้นก็คงหาย แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" โรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่ม มนุษย์ออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานนาน กลั้นปัสสาวะเป็นประจำ และดื่มน้ำน้อย


แม้โรคนี้มักไม่ใช่โรคร้ายแรง หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม แต่อาการที่ปล่อยไว้อาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และในบางกรณีอาจลุกลามไปถึงไตจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้


หลายคนจึงมีคำถามว่า กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาการเป็นอย่างไร หายเองได้ไหม กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ห้ามกินอะไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งเราจะพาไปหาคำตอบ พร้อมอธิบายว่าทำไมโรคนี้จึงกลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




กระเพาะปัสสาวะอักเสบ คืออะไร? ทำไมมนุษย์ออฟฟิศจึงเป็นกันบ่อย


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ คืออะไร? ทำไมมนุษย์ออฟฟิศจึงเป็นกันบ่อย


แม้ชื่อโรคจะฟังดูไกลตัว แต่ในความเป็นจริง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้หญิงและวัยทำงาน อาการมักเริ่มจากการระคายเคืองภายในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือรู้สึกปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย


สำหรับมนุษย์ออฟฟิศ พฤติกรรมในแต่ละวันหลายอย่างอาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และอาการแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม


กระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากอะไร?

สาเหตุหลักของ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ เมื่อเชื้อเข้าสู่ท่อปัสสาวะและเดินทางขึ้นไปยังกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เยื่อบุด้านในเกิดการอักเสบ ส่งผลให้เกิดอาการปัสสาวะแสบขัดและปัสสาวะบ่อย


ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้เชื้อโรคเดินทางเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่พบได้บ่อย เช่น

  • กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
  • ดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะไม่สามารถชะล้างเชื้อโรคได้ดี
  • เข้าห้องน้ำไม่บ่อย
  • ทำความสะอาดอวัยวะเพศไม่ถูกวิธี
  • มีเพศสัมพันธ์บ่อยหรือไม่ได้ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • ตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การใช้สายสวนปัสสาวะ


แม้บางรายจะไม่ได้ติดเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจเกิดการอักเสบจากการระคายเคือง เช่น สารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด การฉายรังสี หรือโรคบางชนิดได้เช่นกัน


กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาการ เป็นอย่างไร?

อาการของโรคอาจแตกต่างกันในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปจะมีอาการที่สังเกตได้ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงแรกของการติดเชื้อ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาการ ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
  • ปวดปัสสาวะทุก 10-30 นาที
  • ปัสสาวะออกครั้งละน้อย
  • ปวดแสบหรือแสบร้อนขณะปัสสาวะ
  • ปวดหน่วงบริเวณหัวหน่าวหรือท้องน้อย
  • รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา แม้เพิ่งเข้าห้องน้ำ
  • ปัสสาวะขุ่น
  • ปัสสาวะมีกลิ่นแรงผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีเลือดปน
  • รู้สึกอ่อนเพลีย


ในบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจไม่มีอาการปวดแสบชัดเจน แต่มีอาการอ่อนแรง สับสน หรือซึมลงแทน

หากมีอาการร่วมกับ

  • ไข้สูง
  • หนาวสั่น
  • ปวดหลังบริเวณสีข้าง
  • คลื่นไส้ อาเจียน


อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามไปถึงไต ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที



<img src="/assets/2c3d16db-8643-4a83-a92d-132e1942c454/ARTICLE02.webp?format=webp&width=814&height=400" alt="ทำไม " มนุษย์ออฟฟิศ"="" ถึงเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยกว่าคนทั่วไป?"="" style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" data-mce-style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;">


ทำไม "มนุษย์ออฟฟิศ" ถึงเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยกว่าคนทั่วไป?


แม้โรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกคน แต่หากสังเกตจะพบว่า มนุษย์ออฟฟิศ เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากพฤติกรรมการทำงานหลายอย่างส่งผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง


  1. กลั้นปัสสาวะเพราะติดประชุมหรือทำงาน

หลายคนตั้งใจว่าจะเข้าห้องน้ำหลังทำงานเสร็จ แต่สุดท้ายก็เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ การกลั้นปัสสาวะทำให้เชื้อโรคมีเวลาสะสมและเพิ่มจำนวนภายในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น เพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบ


  1. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ

มนุษย์ออฟฟิศจำนวนไม่น้อยดื่มเพียงกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มหวาน แต่กลับดื่มน้ำเปล่าน้อย เมื่อร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ปัสสาวะจะมีความเข้มข้นมากขึ้น และไม่สามารถชะล้างเชื้อแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ


  1. นั่งทำงานนานตลอดทั้งวัน

แม้การนั่งทำงานจะไม่ได้ทำให้เกิดโรคโดยตรง แต่การไม่ค่อยลุกเดิน ทำให้หลายคนเข้าห้องน้ำลดลง และมักกลั้นปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว


  1. ความเครียดและการพักผ่อนน้อย

ความเครียดสะสมและการนอนหลับไม่เพียงพอ อาจทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ส่งผลให้ร่างกายกำจัดเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น


  1. ดื่มกาแฟหลายแก้วต่อวัน

กาแฟไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดโรค แต่คาเฟอีนอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองมากขึ้นในผู้ที่มีอาการอยู่แล้ว อีกทั้งหลายคนดื่มกาแฟแทนน้ำ ทำให้ได้รับน้ำไม่เพียงพอ


  1. ไม่อยากเข้าห้องน้ำสาธารณะ

หลายคนหลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำในที่ทำงาน เพราะกังวลเรื่องความสะอาด จึงเลือกกลั้นปัสสาวะจนกว่าจะกลับบ้าน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคได้โดยตรง


แม้พฤติกรรมเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อสะสมทุกวัน ก็อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเป็นโรคนี้มาก่อน เพราะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต



 กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ห้ามกินอะไร? กินอะไรได้ และหายเองได้ไหม


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ห้ามกินอะไร? กินอะไรได้ และหายเองได้ไหม

 

เมื่อทราบแล้วว่า กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาการ เป็นอย่างไร หลายคนมักเริ่มค้นหาวิธีดูแลตัวเอง โดยเฉพาะคำถามยอดฮิตอย่าง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ห้ามกินอะไร, กินอะไรแล้วช่วยให้อาการดีขึ้น และ สามารถหายเองได้ไหม เพราะการเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสม อาจช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองของกระเพาะปัสสาวะได้ แต่ไม่สามารถทดแทนการรักษาเมื่อมีการติดเชื้อได้

 

มาดูกันว่าอาหารแบบไหนควรหลีกเลี่ยง อะไรที่ควรกิน และเมื่อไรที่ควรรีบพบแพทย์

 

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ห้ามกินอะไร?

แม้จะยังไม่มีอาหารชนิดใดที่เป็นสาเหตุโดยตรงของโรค แต่ในช่วงที่มีอาการอักเสบ อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองมากขึ้น ส่งผลให้ปวดปัสสาวะบ่อยหรือแสบขัดกว่าเดิม

 

หากกำลังเป็น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มต่อไปนี้

 

  1. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เช่น กาแฟ ชา ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมบางชนิด คาเฟอีนอาจกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะไวต่อการระคายเคือง ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการอยู่แล้ว


  1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำง่าย หากดื่มในช่วงที่กำลังอักเสบ อาจทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้น และเพิ่มการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ

 

  1. อาหารรสจัด

อาหารที่เผ็ดจัด เค็มจัด หรือมีเครื่องเทศเข้มข้น อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายรู้สึกแสบหรือปวดมากขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคโดยตรงก็ตาม

 

  1. อาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดสูง

เช่น น้ำมะนาว ส้ม เกรปฟรุต สับปะรด มะเขือเทศ น้ำผลไม้รสเปรี้ยว กรดจากผลไม้บางชนิดอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะที่กำลังอักเสบเกิดการระคายเคืองมากขึ้น

 

  1. น้ำอัดลมและเครื่องดื่มหวาน

เครื่องดื่มประเภทนี้มักมีทั้งน้ำตาล คาเฟอีน และกรด ซึ่งอาจกระตุ้นอาการปวดปัสสาวะได้ อีกทั้งการดื่มเครื่องดื่มหวานแทนน้ำเปล่า ยังทำให้ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ

 

  1. อาหารแปรรูป

เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูปที่มีโซเดียมสูง อาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง หากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลของน้ำ และไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังมีการติดเชื้อ

 

ข้อควรรู้: แต่ละคนอาจตอบสนองต่ออาหารแตกต่างกัน หากรับประทานอาหารชนิดใดแล้วรู้สึกปวดหรือแสบมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารนั้นในช่วงที่มีอาการ


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กินอะไรได้?

แม้จะไม่มีอาหารที่สามารถรักษาโรคได้โดยตรง แต่การรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และลดการระคายเคืองของระบบทางเดินปัสสาวะ

 

ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพราะช่วยเจือจางปัสสาวะและช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ โดยทั่วไปควรดื่มน้ำประมาณ 1.5–2 ลิตรต่อวัน หรือมากกว่านั้น หากไม่มีโรคที่แพทย์จำกัดปริมาณน้ำ เช่น โรคไตหรือโรคหัวใจ

 

รับประทานผักและผลไม้

ผักและผลไม้ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย ตัวอย่าง เช่น

  • แตงกวา
  • ฟักทอง
  • บรอกโคลี
  • แครอท
  • ฝรั่ง
  • แอปเปิล
  • ชมพู่

 

อาหารที่ย่อยง่าย

ในช่วงที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป ปลา ไก่ไม่ติดหนัง ไข่ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอและไม่ทำงานหนักเกินไป


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หายเองได้ไหม?

คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่ถูกค้นหามากที่สุด คำตอบคือ "ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค" หากเป็นการระคายเคืองเล็กน้อยที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาการอาจดีขึ้นได้เมื่อ

  • ดื่มน้ำมากขึ้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • งดกลั้นปัสสาวะ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ

 

แต่หาก กระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ผู้ป่วยมักจำเป็นต้องได้รับ ยาปฏิชีวนะตามดุลยพินิจของแพทย์ เพราะหากปล่อยไว้ เชื้ออาจเพิ่มจำนวนและลุกลามขึ้นไปยังไตได้ ดังนั้น หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง หรือมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

 

วิธีรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

หลายคนเข้าใจว่าดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง วิธีรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการอักเสบ หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์มักรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ โดยผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้

  • ดื่มน้ำมากขึ้น
  • ปัสสาวะทันทีเมื่อรู้สึกปวด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการปวดมาก
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ยังมีอาการ

 

หากผู้ป่วยมีอาการเป็นซ้ำบ่อย แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น การเพาะเชื้อปัสสาวะ อัลตราซาวด์ หรือการตรวจหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

 

วิธีป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

แม้โรคนี้จะรักษาได้ แต่หลายคนกลับมาเป็นซ้ำภายในเวลาไม่นาน เพราะยังมีพฤติกรรมเดิม ๆ ดังนั้น การป้องกันจึงสำคัญไม่แพ้การรักษา สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอทุกวัน
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ
  • เข้าห้องน้ำทันทีเมื่อปวด
  • ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ดูแลความสะอาดอวัยวะเพศอย่างเหมาะสม
  • เปลี่ยนชุดชั้นในเมื่ออับชื้น
  • เลือกสวมกางเกงที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หากเป็นซ้ำบ่อยควรพบแพทย์

 

สำหรับมนุษย์ออฟฟิศ การลุกเดินทุก 1–2 ชั่วโมง ดื่มน้ำระหว่างวัน และไม่เลื่อนการเข้าห้องน้ำเพราะงานที่เร่งรีบ ถือเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มมนุษย์ออฟฟิศที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น กลั้นปัสสาวะ ดื่มน้ำน้อย นั่งทำงานเป็นเวลานาน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แม้อาการในระยะแรกอาจดูไม่รุนแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา การติดเชื้ออาจลุกลามไปยังไตและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

 

หากสังเกตพบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาการ เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดปัสสาวะบ่อย ปวดหน่วงท้องน้อย หรือปัสสาวะมีเลือดปน ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง หรือรอให้อาการหายเอง เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาและรักษาได้ยากขึ้น

 

นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่กลั้นปัสสาวะ รักษาความสะอาดของร่างกาย และหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการ ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แม้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบส่วนใหญ่จะรักษาได้ แต่หากจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม นอนโรงพยาบาล หรือรักษาภาวะแทรกซ้อน ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าที่คาดไว้ การมี ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด 

**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล

 

- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

 

ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 17/07/69

🔖โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์

🔖Rama Channel

🔖โรงพยาบาลวิภาวดี

🔖โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

🔖Hello Khunmor

A: หากเป็นการระคายเคืองเล็กน้อยที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาการอาจดีขึ้นได้เมื่อดื่มน้ำมากขึ้นและพักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ มักจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะจากแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเป็นเวลานาน เพราะอาจลุกลามไปยังไตได้

Interesting Article