ไข้เลือดออก vs ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร? วิธีสังเกตอาการและการป้องกัน
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีการระบาดของโรค หลายคนมักเริ่มมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย จนเกิดคำถามว่าอาการที่เป็นอยู่คือ ไข้เลือดออก หรือ ไข้หวัดใหญ่ เพราะในระยะแรก ทั้งสองโรคมีอาการคล้ายกันมากจนแยกได้ยาก หากสังเกตอาการผิดหรือปล่อยไว้โดยไม่เข้ารับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
แม้ทั้งไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกัน แต่ทั้ง สาเหตุ วิธีการติดต่อ อาการ การรักษา และการป้องกัน กลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะไข้เลือดออกที่ไม่มีวัคซีนป้องกันครอบคลุมทุกสายพันธุ์และยังไม่มีการรักษาเฉพาะ จึงต้องอาศัยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ขณะที่ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ง่าย และมีวัคซีนที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค
หากกำลังสงสัยว่าไข้ที่เป็นอยู่เข้าข่ายโรคใด ลองมาดูวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่าง ไข้เลือดออก vs ไข้หวัดใหญ่ พร้อมเปรียบเทียบอาการ สาเหตุ วิธีรักษา และแนวทางป้องกัน เพื่อช่วยให้รับมือได้อย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

อาการของไข้เลือดออก
อาการเริ่มต้นของไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา หรือเลือกซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้พบแพทย์
อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองโรคจะเกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกัน แต่เป็นคนละชนิด และมีวิธีการแพร่เชื้อ รวมถึงแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน หากรู้จักลักษณะของแต่ละโรค จะช่วยให้สังเกตอาการได้เร็วขึ้นและเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ไข้เลือดออก คืออะไร?
ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจาก เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงลายจะได้รับเชื้อจากการกัดผู้ป่วย แล้วนำเชื้อไปแพร่สู่ผู้อื่นผ่านการกัดอีกครั้ง ดังนั้น ไข้เลือดออกจึงไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่ติดต่อผ่านยุงลายที่มีเชื้อเป็นหลัก
ประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีน้ำขังซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อได้ และผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้ เพราะไวรัสเดงกีมีหลายสายพันธุ์
หลังได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวมักอยู่ที่ประมาณ 4-10 วัน ก่อนเริ่มมีอาการ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้สูงเฉียบพลันและอาการต่าง ๆ ตามมา
อาการของไข้เลือดออก
ผู้ป่วยไข้เลือดออกแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปมักพบอาการดังต่อไปนี้
- ไข้สูงประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส และมักเป็นไข้สูงลอยต่อเนื่อง
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดกระบอกตา โดยเฉพาะเวลากรอกตา
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ จนบางครั้งได้รับฉายาว่า "ไข้กระดูกหัก"
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
- มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
- อาจมีเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟันในบางราย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีไข้สูงประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะเริ่มลดลง ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าอาการดีขึ้น แต่แท้จริงแล้วช่วงไข้ลดกลับเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด เพราะอาจเข้าสู่ระยะวิกฤตและเกิดภาวะพลาสมารั่ว ส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำ ช็อก หรือมีเลือดออกในอวัยวะภายในได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของไข้เลือดออก
แม้ต้นเหตุของโรคจะมาจากไวรัสเดงกี แต่ยังมีหลายปัจจัยที่เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ เช่น
- อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
- มีน้ำขังรอบบ้าน ทำให้ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ง่าย
- ไม่ป้องกันตนเองจากยุงกัด
- เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก
- เคยติดเชื้อเดงกีคนละสายพันธุ์มาก่อน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงในการติดเชื้อครั้งถัดไป
การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายจึงเป็นหนึ่งในวิธีลดความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพที่สุด
วิธีรักษาไข้เลือดออก
ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเดงกีได้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนเป็นหลัก ได้แก่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำหรือสารละลายเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- รับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
- พบแพทย์เพื่อติดตามอาการและตรวจระดับเกล็ดเลือดอย่างต่อเนื่อง
หากมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนตลอดเวลา มือเท้าเย็น ซึมลง เลือดออกผิดปกติ หรือหายใจลำบาก ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของไข้เลือดออกชนิดรุนแรง
วิธีป้องกันไข้เลือดออก
แม้จะไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่สามารถลดโอกาสการติดเชื้อได้ด้วยการลดการสัมผัสยุงลายและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างสม่ำเสมอ แนวทางที่แนะนำ ได้แก่
- กำจัดน้ำขังรอบบ้านและภาชนะที่อาจเป็นแหล่งวางไข่ของยุง
- ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
- เปลี่ยนน้ำในแจกันหรือจานรองกระถางต้นไม้เป็นประจำ
- สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
- ใช้ยากันยุงหรืออุปกรณ์ป้องกันยุงกัด
- นอนในห้องที่มีมุ้งลวดหรือกางมุ้ง โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและชุมชน เพราะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างยั่งยืน

อาการของไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจาก เชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยในคนคือ Influenza A และ Influenza B
โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุย หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก จึงมักเกิดการระบาดในโรงเรียน สถานที่ทำงาน หรือสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก
โดยทั่วไปหลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ และผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการประมาณ 1 วัน จนถึงประมาณ 5-7 วันหลังเริ่มป่วย
อาการของไข้หวัดใหญ่
อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา แม้หลายอาการจะคล้ายไข้เลือดออก แต่จะมีอาการของระบบทางเดินหายใจร่วมด้วยอย่างชัดเจน เช่น
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลีย
- ไอแห้ง
- เจ็บคอ
- น้ำมูกไหล
- คัดจมูก
- เบื่ออาหาร
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน แต่ความอ่อนเพลียอาจคงอยู่ต่ออีกหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ในบางราย ผู้ที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- เด็กเล็ก
- ผู้สูงอายุ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว
วิธีรักษาไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่สามารถรักษาตามอาการได้ แต่หากพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค แนวทางดูแลตนเอง ได้แก่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำมาก ๆ
- รับประทานยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์
- แยกตัวจากผู้อื่นเพื่อลดการแพร่เชื้อ
- สวมหน้ากากเมื่ออยู่ใกล้ผู้อื่น
- หากอาการไม่ดีขึ้นหรือหายใจเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์
วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่
แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แต่สามารถลดโอกาสป่วยและลดความรุนแรงของโรคได้ด้วยการดูแลสุขภาพและป้องกันการรับเชื้อ แนวทางที่แนะนำ ได้แก่
- ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี
- ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ
- สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการป่วย
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาก ซึ่งทำให้เราป่วยซ้ำได้บ่อย ๆ รวมถึงผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์
ดังนั้นควรป้องกันและดูแลสุขภาพอยู่เสมอ และโรคไข้หวัดใหญ่ ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้
วิธีสังเกตว่าอาจเป็นไข้เลือดออกหรือไข้หวัดใหญ่
หากมีไข้สูงและยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคใด ลองสังเกตอาการร่วมดังนี้
อาการที่อาจเข้าข่ายไข้เลือดออก
- ไข้สูงลอยตลอดวัน
- ปวดกระบอกตา
- ไม่มีน้ำมูก
- ไม่มีอาการไอ
- มีผื่นหรือจุดเลือดออก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เบื่ออาหารมาก
- ปวดท้อง
อาการที่อาจเข้าข่ายไข้หวัดใหญ่
- ไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น
- ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ
- เจ็บคอ
- น้ำมูกไหล
- คัดจมูก
- จามบ่อย
- อ่อนเพลีย
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
หากมีไข้สูงเกิน 2 วัน อาการไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดหรือการตรวจหาเชื้อไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
ไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่มีอาการเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อสังเกตรายละเอียด เช่น ลักษณะของไข้ อาการทางเดินหายใจ หรือการมีจุดเลือดออก ก็จะช่วยแยกความแตกต่างได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีไข้สูงต่อเนื่องหรือไม่แน่ใจว่าเป็นโรคใด ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที

ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ?
แม้ไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่บางกลุ่มมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนทั่วไป จึงควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและรีบพบแพทย์เมื่อมีไข้สูง
กลุ่มเสี่ยงของไข้เลือดออก
ผู้ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- เด็กเล็กและวัยเรียน
- ผู้สูงอายุ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน โดยเฉพาะคนละสายพันธุ์
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
กลุ่มเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่
สำหรับไข้หวัดใหญ่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 2 ปี
- ผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอด โรคไต
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน
การดูแลสุขภาพ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง จะช่วยลดโอกาสเกิดโรครุนแรงได้
แม้ ไข้เลือดออก และ ไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการเริ่มต้นคล้ายกัน เช่น ไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุ วิธีการติดต่อ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน โดยไข้เลือดออกมักไม่มีอาการไอ น้ำมูก หรือเจ็บคอ แต่จะมีไข้สูงลอย ปวดกระบอกตา และอาจมีจุดเลือดออก ขณะที่ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการของระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และคัดจมูก
หากมีไข้สูงต่อเนื่อง อาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตราย เช่น หายใจลำบาก ซึม ปวดท้องรุนแรง หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว เพราะการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น
แม้เราจะดูแลสุขภาพและป้องกันโรคอย่างเต็มที่ แต่การเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด การมีประกันสุขภาพที่ช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าแพทย์ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เพิ่มความอุ่นใจให้คุณและครอบครัว พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง และข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 12/07/69
🔖กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข