Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

ไข้เลือดออก vs ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร? วิธีสังเกตอาการและการป้องกัน

ไข้เลือดออก vs ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร? วิธีสังเกตอาการและการป้องกัน

July 30, 2026

5 minutes

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีการระบาดของโรค หลายคนมักเริ่มมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย จนเกิดคำถามว่าอาการที่เป็นอยู่คือ ไข้เลือดออก หรือ ไข้หวัดใหญ่ เพราะในระยะแรก ทั้งสองโรคมีอาการคล้ายกันมากจนแยกได้ยาก หากสังเกตอาการผิดหรือปล่อยไว้โดยไม่เข้ารับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้


แม้ทั้งไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกัน แต่ทั้ง สาเหตุ วิธีการติดต่อ อาการ การรักษา และการป้องกัน กลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะไข้เลือดออกที่ไม่มีวัคซีนป้องกันครอบคลุมทุกสายพันธุ์และยังไม่มีการรักษาเฉพาะ จึงต้องอาศัยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ขณะที่ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ง่าย และมีวัคซีนที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค


หากกำลังสงสัยว่าไข้ที่เป็นอยู่เข้าข่ายโรคใด ลองมาดูวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่าง ไข้เลือดออก vs ไข้หวัดใหญ่ พร้อมเปรียบเทียบอาการ สาเหตุ วิธีรักษา และแนวทางป้องกัน เพื่อช่วยให้รับมือได้อย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน




ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




อาการของไข้เลือดออก


อาการของไข้เลือดออก


อาการเริ่มต้นของไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา หรือเลือกซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้พบแพทย์


อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองโรคจะเกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกัน แต่เป็นคนละชนิด และมีวิธีการแพร่เชื้อ รวมถึงแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน หากรู้จักลักษณะของแต่ละโรค จะช่วยให้สังเกตอาการได้เร็วขึ้นและเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม


ไข้เลือดออก คืออะไร?

ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจาก เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงลายจะได้รับเชื้อจากการกัดผู้ป่วย แล้วนำเชื้อไปแพร่สู่ผู้อื่นผ่านการกัดอีกครั้ง ดังนั้น ไข้เลือดออกจึงไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่ติดต่อผ่านยุงลายที่มีเชื้อเป็นหลัก


ประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีน้ำขังซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อได้ และผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้ เพราะไวรัสเดงกีมีหลายสายพันธุ์


หลังได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวมักอยู่ที่ประมาณ 4-10 วัน ก่อนเริ่มมีอาการ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้สูงเฉียบพลันและอาการต่าง ๆ ตามมา


อาการของไข้เลือดออก

ผู้ป่วยไข้เลือดออกแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปมักพบอาการดังต่อไปนี้

  • ไข้สูงประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส และมักเป็นไข้สูงลอยต่อเนื่อง
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • ปวดกระบอกตา โดยเฉพาะเวลากรอกตา
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ จนบางครั้งได้รับฉายาว่า "ไข้กระดูกหัก"
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
  • อาจมีเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟันในบางราย


ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีไข้สูงประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะเริ่มลดลง ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าอาการดีขึ้น แต่แท้จริงแล้วช่วงไข้ลดกลับเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด เพราะอาจเข้าสู่ระยะวิกฤตและเกิดภาวะพลาสมารั่ว ส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำ ช็อก หรือมีเลือดออกในอวัยวะภายในได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของไข้เลือดออก

แม้ต้นเหตุของโรคจะมาจากไวรัสเดงกี แต่ยังมีหลายปัจจัยที่เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ เช่น

  • อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
  • มีน้ำขังรอบบ้าน ทำให้ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ง่าย
  • ไม่ป้องกันตนเองจากยุงกัด
  • เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก
  • เคยติดเชื้อเดงกีคนละสายพันธุ์มาก่อน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงในการติดเชื้อครั้งถัดไป

 

การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายจึงเป็นหนึ่งในวิธีลดความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพที่สุด

 

วิธีรักษาไข้เลือดออก

ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเดงกีได้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนเป็นหลัก ได้แก่

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำหรือสารละลายเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • รับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
  • พบแพทย์เพื่อติดตามอาการและตรวจระดับเกล็ดเลือดอย่างต่อเนื่อง

 

หากมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนตลอดเวลา มือเท้าเย็น ซึมลง เลือดออกผิดปกติ หรือหายใจลำบาก ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของไข้เลือดออกชนิดรุนแรง

 

วิธีป้องกันไข้เลือดออก

แม้จะไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่สามารถลดโอกาสการติดเชื้อได้ด้วยการลดการสัมผัสยุงลายและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างสม่ำเสมอ แนวทางที่แนะนำ ได้แก่

  • กำจัดน้ำขังรอบบ้านและภาชนะที่อาจเป็นแหล่งวางไข่ของยุง
  • ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
  • เปลี่ยนน้ำในแจกันหรือจานรองกระถางต้นไม้เป็นประจำ
  • สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • ใช้ยากันยุงหรืออุปกรณ์ป้องกันยุงกัด
  • นอนในห้องที่มีมุ้งลวดหรือกางมุ้ง โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

 

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและชุมชน เพราะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างยั่งยืน



อาการของไข้หวัดใหญ่


อาการของไข้หวัดใหญ่

 

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจาก เชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยในคนคือ Influenza A และ Influenza B


โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุย หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก จึงมักเกิดการระบาดในโรงเรียน สถานที่ทำงาน หรือสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก


โดยทั่วไปหลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ และผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการประมาณ 1 วัน จนถึงประมาณ 5-7 วันหลังเริ่มป่วย

 

อาการของไข้หวัดใหญ่

อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา แม้หลายอาการจะคล้ายไข้เลือดออก แต่จะมีอาการของระบบทางเดินหายใจร่วมด้วยอย่างชัดเจน เช่น

  • ไข้สูงเฉียบพลัน
  • หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย
  • ไอแห้ง
  • เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล
  • คัดจมูก
  • เบื่ออาหาร



ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน แต่ความอ่อนเพลียอาจคงอยู่ต่ออีกหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ในบางราย ผู้ที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  • เด็กเล็ก
  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

 

เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว

 

วิธีรักษาไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่สามารถรักษาตามอาการได้ แต่หากพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค แนวทางดูแลตนเอง ได้แก่

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ
  • รับประทานยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • แยกตัวจากผู้อื่นเพื่อลดการแพร่เชื้อ
  • สวมหน้ากากเมื่ออยู่ใกล้ผู้อื่น
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือหายใจเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์

 

วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่

แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แต่สามารถลดโอกาสป่วยและลดความรุนแรงของโรคได้ด้วยการดูแลสุขภาพและป้องกันการรับเชื้อ แนวทางที่แนะนำ ได้แก่

  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี
  • ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ
  • สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการป่วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ



ไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาก ซึ่งทำให้เราป่วยซ้ำได้บ่อย ๆ รวมถึงผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์

ดังนั้นควรป้องกันและดูแลสุขภาพอยู่เสมอ และโรคไข้หวัดใหญ่ ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้



วิธีสังเกตว่าอาจเป็นไข้เลือดออกหรือไข้หวัดใหญ่

 

หากมีไข้สูงและยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคใด ลองสังเกตอาการร่วมดังนี้

 

อาการที่อาจเข้าข่ายไข้เลือดออก

  • ไข้สูงลอยตลอดวัน
  • ปวดกระบอกตา
  • ไม่มีน้ำมูก
  • ไม่มีอาการไอ
  • มีผื่นหรือจุดเลือดออก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • เบื่ออาหารมาก
  • ปวดท้อง

 

อาการที่อาจเข้าข่ายไข้หวัดใหญ่

  • ไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น
  • ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ
  • เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล
  • คัดจมูก
  • จามบ่อย
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย

 

หากมีไข้สูงเกิน 2 วัน อาการไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดหรือการตรวจหาเชื้อไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

 

ไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่มีอาการเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อสังเกตรายละเอียด เช่น ลักษณะของไข้ อาการทางเดินหายใจ หรือการมีจุดเลือดออก ก็จะช่วยแยกความแตกต่างได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีไข้สูงต่อเนื่องหรือไม่แน่ใจว่าเป็นโรคใด ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที



ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ?


ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ?

 

แม้ไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่บางกลุ่มมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนทั่วไป จึงควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและรีบพบแพทย์เมื่อมีไข้สูง

 

กลุ่มเสี่ยงของไข้เลือดออก

ผู้ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  • เด็กเล็กและวัยเรียน
  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน โดยเฉพาะคนละสายพันธุ์
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

 

กลุ่มเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่

สำหรับไข้หวัดใหญ่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอด โรคไต
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน

 

การดูแลสุขภาพ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง จะช่วยลดโอกาสเกิดโรครุนแรงได้


แม้ ไข้เลือดออก และ ไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการเริ่มต้นคล้ายกัน เช่น ไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุ วิธีการติดต่อ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน โดยไข้เลือดออกมักไม่มีอาการไอ น้ำมูก หรือเจ็บคอ แต่จะมีไข้สูงลอย ปวดกระบอกตา และอาจมีจุดเลือดออก ขณะที่ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการของระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และคัดจมูก

 

หากมีไข้สูงต่อเนื่อง อาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตราย เช่น หายใจลำบาก ซึม ปวดท้องรุนแรง หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว เพราะการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น

 

แม้เราจะดูแลสุขภาพและป้องกันโรคอย่างเต็มที่ แต่การเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด การมีประกันสุขภาพที่ช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าแพทย์ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เพิ่มความอุ่นใจให้คุณและครอบครัว พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด 

**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล

 

- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง และข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัย



ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 12/07/69

🔖HDmall

🔖โรงพยาบาลลาดพร้าว

🔖กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

🔖Sanook Health

🔖Amarin Baby & Kids 

A: ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีและมียุงลายเป็นพาหะ ส่วนไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซาและติดต่อผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง โดยไข้เลือดออกมักไม่มีอาการไอหรือมีน้ำมูก แต่จะมีไข้สูงลอย ปวดกระบอกตา และอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ขณะที่ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการไอ เจ็บคอ และน้ำมูกร่วมด้วย

Interesting Article