Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว เจาะลึกเทคนิคเปลี่ยนรอยม่วงดำเขียว ให้กลับมาผิวใสในพริบตา

วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว เจาะลึกเทคนิคเปลี่ยนรอยม่วงดำเขียว ให้กลับมาผิวใสในพริบตา

January 31, 2026

5 minutes

เชื่อว่ารอยช้ำเป็นสิ่งที่กวนใจเราทุกคน ไม่ว่าจะเดินชนขอบโต๊ะ ตกบันได หรืออุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่ทิ้งร่องรอยสีม่วงคล้ำไว้บนผิวหนัง นอกจากความเจ็บแล้ว หลายคนยังกังวลเรื่องความสวยงามและพยายามมองหา วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว เพื่อให้ผิวกลับมาเนียนใสเหมือนเดิม แต่คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "เราควรประคบแบบไหน?" ระหว่างความเย็นกับความร้อน เราสรุปคำตอบแบบชัดๆ พร้อมเทคนิคดูแลตัวเองที่ถูกต้องมาฝาก


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ


  1. ทำความเข้าใจ "รอยช้ำ" เกิดจากอะไร?
  2. ประคบเย็น vs ประคบร้อน เลือกแบบไหนดี?
  3. 5 วิธีเสริมที่จะช่วยให้รอยช้ำจางไวขึ้น
  4. ข้อห้ามเด็ดขาด (ถ้าไม่อยากให้แผลหายช้า!)
  5. สัญญาณเตือน รอยช้ำแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?



ทำความเข้าใจรอยช้เกิดจากอะไร?


1. ทำความเข้าใจ "รอยช้ำ" เกิดจากอะไร?


รอยช้ำ (Bruise หรือ Ecchymosis) คือภาวะที่เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกจากการกระแทก ทำให้เลือดไหลซึมออกมาคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง แต่ผิวหนังชั้นนอกไม่ได้ฉีกขาด เราจึงเห็นเป็นรอยสีคล้ำอยู่ใต้ผิว ซึ่งสีของรอยช้ำจะเปลี่ยนไปตามระยะเวลา ดังนี้


  1. สีแดงสด (0-2 วัน)  เลือดเพิ่งออกจากเส้นเลือดใหม่ๆ ยังมีออกซิเจนสูง
  2. สีน้ำเงินหรือม่วงเข้ม (2-5 วัน เลือดเริ่มสูญเสียออกซิเจนและเปลี่ยนสภาพ
  3. สีเขียว (5-10 วัน) ร่างกายเริ่มสลายฮีโมโกลบิน กลายเป็นสารที่เรียกว่า "บิลิเวอร์ดิน"
  4. สีเหลืองหรือน้ำตาล (10-14 วัน) ระยะสุดท้ายก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมเลือดกลับไปหมด



2. ประคบเย็น vs ประคบร้อน เลือกแบบไหนดี?


2. ประคบเย็น vs ประคบร้อน เลือกแบบไหนดี?


หากอยากรู้ว่า วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว ที่ได้ผลที่สุดคืออะไร คำตอบคือการใช้ "อุณหภูมิ" ให้ถูกกับระยะเวลาของแผล ดังนี้


ช่วง 48 ชั่วโมงแรก ต้อง "ประคบเย็น" เท่านั้น


เมื่อเกิดอาการฟกช้ำใหม่ๆ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ "หยุดการรั่วของเลือด"


  • ทำไมต้องประคบเย็น ความเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว (Vasoconstriction) ช่วยให้เลือดไม่ออกมาคั่งใต้ผิวหนังมากขึ้น และช่วยบรรเทาอาการปวดและลดบวมได้ทันที
  • วิธีทำ ใช้เจลเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าขนหนู ประคบบริเวณที่กระแทกครั้งละ 15-20 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ห้ามวางน้ำแข็งลงบนผิวโดยตรงเพราะอาจทำให้ผิวไหม้จากความเย็นได้


หลัง 48 ชั่วโมงผ่านไป เปลี่ยนมา "ประคบร้อน"


เมื่อพ้นสองวันแรกไปแล้ว เลือดที่คั่งจะเริ่มนิ่ง การประคบเย็นจะไม่ช่วยเรื่องสีผิวอีกต่อไป แต่เราต้องเปลี่ยนมาเร่งการกำจัดเลือดเสียออกไป


  • ทำไมต้องประคบร้อน เพราะความร้อนจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว (Vasodilation) เพิ่มการไหลเวียนโลหิตเข้ามาในบริเวณนั้น เพื่อลำเลียงเม็ดเลือดที่เสียแล้วและของเสียอื่นๆ ออกไปจากเนื้อเยื่อ


วิธีทำ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือถุงน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ ประคบครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ รอยช้ำม่วงหายได้เร็วขึ้น



5 วิธีเสริมที่จะช่วยให้รอยช้ำจางไวขึ้น


5 วิธีเสริมที่จะช่วยให้รอยช้ำจางไวขึ้น


นอกจากการประคบแล้ว เรายังมีเทคนิคเสริมที่ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมร่างกายมาแนะนำ


  1. ยกส่วนที่ช้ำให้สูง  ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หากช้ำที่แขนหรือขา พยายามยกระดับส่วนนั้นให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดแรงดันเลือดไม่ให้ไปคั่งที่รอยแผลมากขึ้น
  2. เติมวิตามินซีและวิตามินเค วิตามินซีช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ส่วนวิตามินเคช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด ลองทานฝรั่ง ส้ม หรือผักใบเขียวเพิ่มดูนะ
  3. พลังจากสับปะรด: ในสับปะรดมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า "โบรมีเลน" (Bromelain) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและช่วยให้ร่างกายย่อยสลายลิ่มเลือดที่คั่งอยู่ได้เร็วขึ้น
  4. สมุนไพรใบบัวบก: ใบบัวบกไม่ได้มีดีแค่แก้ช้ำในจากการอกหัก แต่สารสกัดในใบบัวบกช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมเส้นเลือดฝอยได้ดีมาก
  5. เจลว่านหางจระเข้: ช่วยลดความร้อนใต้ผิวหนังและเติมความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคืองรอบๆ รอยฟกช้ำ



4. ข้อห้ามเด็ดขาด (ถ้าไม่อยากให้แผลหายช้า!)


เรามักเห็นคนทำผิดวิธีจนแผลลามมากกว่าเดิม มาดูว่ามีอะไรบ้างที่เราไม่ควรทำ


  • ห้ามประคบร้อนทันทีหลังชน: เพราะจะยิ่งเปิดทางให้เลือดไหลออกมามากขึ้น รอยช้ำจะใหญ่กว่าเดิม
  • ห้ามนวดหรือคลึงแรงๆ การพยายามนวดเพื่อให้เลือดกระจายในช่วงแรก จะทำให้เส้นเลือดฝอยเสียหายหนักกว่าเดิม
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดจะไปคั่งที่รอยช้ำมากขึ้นและหายช้าลง
  • อย่าขยี้ผิวบ่อย การรบกวนเนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซมจะทำให้กระบวนการรักษาตัวเองชะงัก



5. สัญญาณเตือน รอยช้ำแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?


5. สัญญาณเตือน รอยช้ำแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?


แม้รอยช้ำส่วนใหญ่จะหายเองได้ แต่บางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ หากคุณมีอาการเหล่านี้ เราแนะนำว่าอย่ารอช้า ให้ไปหาหมอนะ 


  • รอยช้ำเกิดขึ้นเองบ่อยๆ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกอะไรเลย
  • รอยช้ำไม่จางลงเลยแม้ผ่านไป 3–4 สัปดาห์
  • มีอาการปวดรุนแรง บวมแดง และผิวบริเวณนั้นร้อนผิดปกติ (อาจมีการติดเชื้อ)
  • รอยช้ำปรากฏขึ้นรอบดวงตา (Raccoon eyes) หรือหลังใบหูหลังประสบอุบัติเหตุทางศีรษะ
  • มีประวัติโรคเลือดหรือกำลังทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่



นอกจากนี้เราอยากให้ทุกคนหมั่นสังเกตอาการของตัวเองอยู่เสมอ เพราะในบางครั้งรอยช้ำอาจเป็นสัญญาณเตือนที่มากกว่าแค่เรื่องอุบัติเหตุ หากดูแลอย่างถูกวิธีแล้วแต่รอยช้ำยังไม่จางหายหรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดคือทางออกที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อให้เรากลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงและมีผิวพรรณที่สดใสพร้อมใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน โดยเฉพาะค่ารักษายามเจ็บป่วย การเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา

 


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน

 

  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

 

ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 22/01/69

🔖 รพ. พญาไท
🔖 รพ. พญาไท
🔖 รพ. เพชรเวช


Interesting Article