Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

คุณมีเงินเกษียณพอ สำหรับอายุที่ยืนยาวหรือยัง

คุณมีเงินเกษียณพอ สำหรับอายุที่ยืนยาวหรือยัง

October 23, 2026

5 minutes

ลองนึกภาพว่า วันนี้คุณอายุ 40 ปี และวางแผนว่าจะทำงานถึงอายุ 60 ปี หลังจากนั้นคงถึงเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้มากขึ้น มีเวลาให้ตัวเอง ออกเดินทางไปในที่ที่ยังไม่เคยไป ใช้เวลากับครอบครัว หรือกลับไปทำสิ่งที่เคยอยากทำ แต่ไม่มีเวลาในช่วงวัยทำงาน

แต่เคยลองคิดไหมว่า ถ้าชีวิตหลังเกษียณไม่ได้มีเพียง 10 หรือ 15 ปี แต่ยาวนานกว่า 20 ปี เงินที่เราเตรียมไว้จะเพียงพอหรือไม่?

เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ เทคโนโลยี และการดูแลสุขภาพ ทำให้ผู้คนมีโอกาสใช้ชีวิตได้ยาวนานขึ้น โครงสร้างประชากรของประเทศไทยจึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยข้อมูลด้านประชากรสะท้อนให้เห็นว่า อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และในอนาคตอายุคาดเฉลี่ยของผู้หญิงไทยอาจแตะประมาณ 82 ปี

หากเกษียณตอนอายุ 60 ปี นั่นหมายความว่าเราอาจยังมีชีวิตหลังวัยทำงานอีกกว่า 20 ปี และถ้าอายุยืนกว่านั้น ช่วงเวลาหลังเกษียณก็อาจยาวนานกว่าที่เคยคิดไว้มาก

คำถามเรื่องเกษียณจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะเกษียณตอนอายุเท่าไร?” แต่ต้องถามต่อว่า “เรามีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตที่ยาวขึ้นแล้วหรือยัง?”


Key Takeaway

  • Longevity ทำให้การวางแผนเกษียณต้องมองไกลกว่าเดิม เพราะชีวิตหลังวัยทำงานอาจยาวนานกว่า 20–30 ปี
  • อายุ 60 ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นชัยเดียวของทุกคน บางคนอาจอยากเกษียณเร็ว ขณะที่บางคนยังสนุกกับงานและอยากทำงานต่อ
  • การวางแผนการเงินควรมองมากกว่าเงินก้อนวันเกษียณ แต่ควรเตรียมทั้งรายได้หลังเกษียณ สุขภาพ และค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
  • ยิ่งชีวิตมีโอกาสยืนยาว การมีทางเลือกยิ่งสำคัญ เพราะเราไม่รู้ว่าวันนี้กับอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า จะอยากใช้ชีวิตเหมือนเดิมหรือไม่

ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

 Longevity เมื่อชีวิตยาวขึ้น เราต้องวางแผนไกลกว่าเดิม

Longevity เมื่อชีวิตยาวขึ้น เราต้องวางแผนไกลกว่าเดิม

คำว่า Longevity หากแปลตรงตัวอาจหมายถึงการมีชีวิตยืนยาว แต่เมื่อพูดถึงการวางแผนชีวิต ความหมายของคำนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่จำนวนปีที่เพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราจะใช้ปีที่เพิ่มขึ้นมาอย่างไรให้ยังมีสุขภาพที่ดี มีความมั่นคงทางการเงิน และมีคุณภาพชีวิตในแบบที่ต้องการ

ในอดีต เราอาจมองเส้นทางชีวิตเป็นสามช่วงใหญ่ ๆ คือ เรียน ทำงาน และเกษียณ แต่เมื่อคนมีโอกาสอายุยืนขึ้น เส้นแบ่งเหล่านี้อาจไม่ชัดเหมือนเดิมอีกต่อไป บางคนอาจเปลี่ยนอาชีพตอนอายุ 50 ปี บางคนอาจเริ่มธุรกิจหลังอายุ 60 ปี ขณะที่บางคนอาจเลือกหยุดทำงานเร็วกว่าคนอื่นเพื่อออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

ถ้าคนไทยอายุยืนถึง 82 ปี ชีวิตหลังเกษียณอาจยาวกว่า 20 ปี

ลองคิดจากตัวเลขง่าย ๆ หากเราเริ่มทำงานตอนอายุ 22 ปี และเกษียณตอนอายุ 60 ปี เท่ากับมีช่วงเวลาทำงานประมาณ 38 ปี แต่หากมีชีวิตถึงอายุ 82 ปี เราจะมีชีวิตหลังเกษียณอีกประมาณ 22 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานไม่น้อยเลย

ยิ่งถ้าเรามีชีวิตถึง 90 ปี ช่วงหลังเกษียณก็จะยาวถึงประมาณ 30 ปี นั่นหมายความว่า เงินที่สะสมมาตลอดวัยทำงานอาจต้องทำหน้าที่ดูแลชีวิตเราไปอีกหลายสิบปี

ในช่วงเวลานั้น ค่าใช้จ่ายไม่ได้หายไปพร้อมกับเงินเดือน เรายังต้องมีค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมที่อยากทำ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดูแลตัวเองที่อาจเพิ่มขึ้นตามอายุ

เพราะฉะนั้น การมีชีวิตยืนยาวจึงเป็นทั้งโอกาสและโจทย์ที่ต้องเตรียมพร้อม ยิ่งเรามีเวลาใช้ชีวิตมากขึ้นเท่าไร การวางแผนการเงินให้รองรับช่วงเวลาที่ยาวขึ้นก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

 อายุ 60 ปี อาจไม่ใช่เส้นชัยของการทำงานอีกต่อไป

อายุ 60 ปี อาจไม่ใช่เส้นชัยของการทำงานอีกต่อไป

เมื่อชีวิตยาวขึ้น นิยามของคำว่า “เกษียณ” ก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน จากเดิมที่หลายคนคุ้นเคยกับภาพว่า เมื่ออายุครบ 60 ปี ก็ถึงเวลาหยุดทำงาน แต่ในชีวิตจริง คนแต่ละคนอาจไม่ได้อยากหยุดทำงานในวันเดียวกัน และไม่ได้มีภาพชีวิตหลังเกษียณเหมือนกันทั้งหมด

บางคนอยากหยุดเร็ว บางคนยังอยากทำงานต่อ

ลองนึกถึงคนสองคนที่มีอายุเท่ากัน แต่มีภาพชีวิตในอนาคตต่างกัน

คนแรกอายุ 55 ปี ทำงานมานานและรู้สึกว่าอยากมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น จึงตั้งใจว่าจะหยุดทำงานเพื่อเดินทาง ใช้เวลากับครอบครัว ดูแลบ้าน หรือกลับไปทำสิ่งที่เคยชอบแต่ไม่มีเวลาทำในช่วงวัยทำงาน

ขณะที่อีกคนอายุ 60 ปี แต่ยังสนุกกับงาน ยังอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ และรู้สึกว่าการทำงานยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย จึงอาจเลือกทำงานต่อถึง 65 หรือ 70 ปี หรือเปลี่ยนจากงานประจำมาเป็นที่ปรึกษา รับงานเฉพาะบางโปรเจกต์ หรือทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองแทน

ไม่มีแบบไหนถูกหรือผิด เพราะภาพชีวิตที่แต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด Flexible Retirement หรือการเกษียณแบบยืดหยุ่น ที่ไม่ได้มองอายุ 60 ปีเป็นเส้นแบ่งตายตัว แต่เปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกจังหวะการเกษียณให้เหมาะกับสุขภาพ การเงิน ครอบครัว และเป้าหมายชีวิตของตัวเอง

ถ้าอยากเกษียณเร็ว เงินก็ต้องพร้อมเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีอิสระในการเลือกวันเกษียณจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า หากเรามีฐานทางการเงินที่พร้อมรองรับการตัดสินใจนั้น

สมมติว่ามีคนสองคนวางแผนการเงินโดยเผื่อชีวิตไว้ถึงอายุ 85 ปี คนแรกอยากเกษียณตอนอายุ 55 ปี เท่ากับต้องเตรียมเงินสำหรับชีวิตหลังเกษียณประมาณ 30 ปี ขณะที่อีกคนเลือกทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี จะมีช่วงหลังเกษียณประมาณ 20 ปี

เพียงแค่เลือกวันเกษียณต่างกัน 10 ปี จำนวนปีที่เงินต้องทำหน้าที่ก็ต่างกันถึง 10 ปีเช่นกัน

ดังนั้น ก่อนถามว่า “ต้องมีเงินกี่ล้านถึงจะเกษียณได้” อาจต้องย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า เราอยากเกษียณเมื่อไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังจากนั้น

เพราะเมื่อภาพชีวิตชัดขึ้น เราจึงจะเริ่มคำนวณได้ว่า ต้องเตรียมเงินมากแค่ไหน และต้องวางแผนอย่างไรเพื่อให้มีทางเลือกมากพอเมื่อวันนั้นมาถึง

 อายุยืนขึ้น ต้องวางแผนการเงินอย่างไรให้เงินพอใช้

อายุยืนขึ้น ต้องวางแผนการเงินอย่างไรให้เงินพอใช้

เมื่อรายได้ประจำจากการทำงานหยุดลง ค่าใช้จ่ายในชีวิตไม่ได้หยุดตามไปด้วย หลายรายการยังคงอยู่เหมือนเดิม ขณะที่บางรายการอาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการดูแลในระยะยาว

เพราะฉะนั้น หากกำลังวางแผนสำหรับชีวิตที่อาจยาวถึง 80 ปี 90 ปี หรือมากกว่านั้น การ วางแผนการเงิน จึงไม่ควรมองเพียงว่า วันเกษียณต้องมีเงินก้อนเท่าไร แต่ควรมองว่า เงินก้อนนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นรายได้และดูแลชีวิตของเราได้อย่างไรตลอดช่วงหลังเกษียณ

1. เริ่มจากเลือกภาพชีวิตที่อยากมีหลังเกษียณ

ก่อนเริ่มคำนวณเรื่องเงิน ลองถามตัวเองก่อนว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังเกษียณ เพราะแต่ละ Lifestyle ต้องการเงินไม่เท่ากัน บางคนอาจอยากอยู่บ้าน ใช้เวลากับครอบครัว และมีค่าใช้จ่ายไม่ต่างจากปัจจุบันมากนัก ขณะที่บางคนอาจตั้งใจเดินทางต่างประเทศทุกปี ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด หรือใช้เวลากับงานอดิเรกที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

รวมถึงต้องคิดด้วยว่า เราอยากเริ่มชีวิตแบบนั้นตอนอายุเท่าไร เพราะการเกษียณตอน 55 ปี กับการเกษียณตอน 65 ปี ส่งผลต่อจำนวนปีที่ต้องเตรียมเงินแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ยิ่งเรามองเห็นภาพชีวิตหลังเกษียณได้ชัดเท่าไร ก็ยิ่งวางแผนตัวเลขทางการเงินได้ใกล้กับชีวิตจริงมากขึ้น

2. อย่าคิดแค่ “มีเงินกี่ล้าน” แต่ต้องคิดว่าใช้ได้นานกี่ปี

หลายคนอาจตั้งเป้าว่า เกษียณต้องมีเงิน 5 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท แต่ตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจยังตอบไม่ได้ว่า “พอหรือไม่”

เพราะเงิน 5 ล้านบาทของคนที่ใช้เดือนละ 20,000 บาท ย่อมทำหน้าที่ต่างจากเงิน 5 ล้านบาทของคนที่ใช้เดือนละ 50,000 บาท และเงินก้อนเดียวกันก็มีความหมายต่างกัน หากคนหนึ่งต้องใช้ 15 ปี แต่อีกคนต้องใช้ถึง 30 ปี

นอกจากนี้ เงินที่เราต้องใช้ในอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้าก็อาจมีมูลค่าไม่เท่ากับวันนี้ เนื่องจากราคาสินค้าและบริการสามารถเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายบางประเภท เช่น ค่ารักษาพยาบาล การดูแลสุขภาพ หรือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ดูแล ก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น การวางแผนเกษียณจึงควรมองทั้ง จำนวนเงิน ระยะเวลาที่ต้องใช้ และค่าใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนไปในอนาคต ไปพร้อมกัน

3. เตรียมทั้งเงินก้อนและรายได้ที่เข้ามาหลังเกษียณ

อีกเรื่องที่ควรคิดคือ หลังจากไม่มีเงินเดือนแล้ว เงินสำหรับใช้ชีวิตในแต่ละเดือนจะมาจากไหน เพราะในช่วงวัยทำงาน เราคุ้นเคยกับการมีรายได้เข้ามาเป็นประจำทุกเดือน แต่เมื่อเกษียณ เราจะเปลี่ยนจากช่วง “หาและสะสมเงิน” ไปสู่ช่วง “ใช้เงินที่สะสมมา”

ดังนั้น นอกจากเงินสำรอง เงินออม หรือเงินลงทุนแล้ว การเตรียม กระแสเงินหลังเกษียณ จึงเป็นอีกส่วนสำคัญ โดยรายได้อาจมาจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม ผลตอบแทนจากการลงทุน ค่าเช่า หรือประกันบำนาญ ขึ้นอยู่กับแผนของแต่ละคน

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการมีเงินก้อนใหญ่ที่สุดในวันเกษียณ แต่คือการสร้างระบบทางการเงินที่ช่วยให้เรายังมีเงินสำหรับใช้ชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ต้องกังวลมากเกินไปว่าเงินจะหมดก่อนเวลาที่ต้องใช้


เมื่อชีวิตเปลี่ยน แผนเกษียณก็ควรเปลี่ยนตามได้

ไม่มีใครรู้แน่นอนว่า อีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า ชีวิตของเราจะเหมือนกับสิ่งที่คิดไว้วันนี้หรือไม่ เราอาจตั้งใจตอนอายุ 40 ปี ว่าจะเกษียณตอน 60 ปี แต่เมื่อถึงอายุ 55 ปี อาจรู้สึกว่าอยากหยุดเร็วขึ้น หรือเมื่อถึงอายุ 60 ปีจริง ๆ อาจยังสนุกกับงานและอยากทำต่ออีกหลายปี

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การวางแผนสำหรับ Longevity ไม่ควรมีเพียงแผนเดียว แต่ควรมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับตามชีวิตที่เปลี่ยนไป เมืองไทยประกันชีวิตเข้าใจถึงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นและรูปแบบการเกษียณที่แตกต่างกัน จึงออกแบบ Muang Thai Flexi Retire Series แบบประกันบำนาญที่ช่วยให้สามารถเลือกช่วงอายุเริ่มรับบำนาญให้เหมาะกับแผนเกษียณของตัวเองได้ ตั้งแต่ครบอายุ 55 ปี 60 ปี 65 ปี จนถึง 70 ปี ตามเงื่อนไขของแบบประกันที่เลือก

และหากเมื่อเวลาผ่านไป แผนชีวิตเปลี่ยนจากเดิม อยากเกษียณเร็วขึ้น หรืออยากทำงานต่อ ก็สามารถปรับช่วงอายุเริ่มรับบำนาญในภายหลังได้ตามเงื่อนไขของแบบประกัน

ตัวอย่าง วางแผนเกษียณด้วยทุนประกัน 500,000 บาท

ลองสมมติว่า คุณวางแผนเกษียณไว้ด้วยทุนประกัน 500,000 บาท เมื่อถึงวันที่เริ่มเกษียณจริง เงินที่เตรียมไว้ก็จะเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ในแต่ละช่วงของชีวิต

ช่วงแรกหลังเกษียณอาจเป็นช่วงที่เรายังแข็งแรงและมีหลายสิ่งที่อยากทำ บางคนอาจอยากปรับปรุงบ้าน ออกเดินทาง หรือเตรียมเงินสำรองไว้สำหรับแผนต่าง ๆ จึงสามารถเลือก รับเงินก้อนแรก 30%* ของทุนประกัน เท่ากับ 150,000 บาท

*ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกันภัยที่เลือกซื้อ

หลังจากนั้น จะได้รับเงินบำนาญต่อเนื่องไปจนถึงครบอายุ 90 ปี โดยเงินบำนาญจะทยอยเพิ่มขึ้นเป็นขั้นตามช่วงอายุ ตั้งแต่ 12–24% ของทุนประกัน และในตัวอย่างทุนประกัน 500,000 บาท จะสามารถรับเงินบำนาญสูงสุด 120,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขของแบบประกันที่เลือก

เมื่ออายุมากขึ้น ความต้องการในชีวิตก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย จากช่วงแรกที่อยากใช้เงินกับการเดินทางหรือประสบการณ์ใหม่ ๆ อาจเปลี่ยนมาเป็นการให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวกในการใช้ชีวิต หรือการมีคนช่วยดูแลมากขึ้น

ในวันที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้เหมือนเดิมและต้องพึ่งพาการดูแลจากผู้อื่น ยังสามารถปรับเลือกรับเงินบำนาญให้จ่ายตรงไปยัง Nursing Home หรือ Home Care ในเครือข่ายกว่า 44 แห่งทั่วประเทศ ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

จะเห็นได้ว่า การเตรียมเงินสำหรับชีวิตหลังเกษียณจึงไม่จำเป็นต้องมองแค่จำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละปี แต่ควรมองต่อไปว่า เงินที่เตรียมไว้สามารถทำหน้าที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของเราในแต่ละช่วงวัยได้อย่างไร


อายุยืนขึ้น ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับชีวิตที่ยาวขึ้น

การมีชีวิตยืนยาวขึ้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะหมายถึงเรามีเวลาอยู่กับคนที่รักมากขึ้น มีโอกาสเดินทางไปในสถานที่ที่ยังไม่เคยไป เรียนรู้สิ่งใหม่ หรือแม้แต่เริ่มต้นชีวิตอีกบทหนึ่งหลังจากวัยทำงาน แต่เมื่อคนไทยมีแนวโน้มอายุยืนขึ้น และในอนาคตอายุคาดเฉลี่ยของผู้หญิงไทยอาจแตะประมาณ 82 ปี การวางแผนเกษียณจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า “มีเงินเท่าไรตอนอายุ 60 ปี” แต่ควรคิดต่อไปถึงอีก 20 หรือ 30 ปีหลังจากนั้นด้วย

เราจะอยู่ที่ไหน อยากทำอะไร ต้องใช้เงินเดือนละเท่าไร หากสุขภาพเปลี่ยนไปจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแค่ไหน และเงินที่เราเตรียมไว้จะยังสามารถดูแลชีวิตเราได้หรือไม่

การ วางแผนการเงิน ที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามทำนายอนาคตให้ถูกทุกอย่าง แต่คือการเตรียมทางเลือกไว้ให้มากพอ เพื่อให้เราสามารถปรับชีวิตตามสิ่งที่ต้องการในวันข้างหน้า

บางคนอาจอยากเกษียณเร็ว บางคนอาจอยากทำงานต่อ และบางคนอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะอยากใช้ชีวิตแบบไหน

Muang Thai Flexi Retire Series จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการเตรียมรายได้หลังเกษียณ ด้วยรูปแบบที่ช่วยให้สามารถเลือกและปรับช่วงอายุเริ่มรับบำนาญให้เหมาะกับแผนชีวิตที่แตกต่างกันตามเงื่อนไขของแบบประกัน

เพราะเมื่อชีวิตยาวขึ้น สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ “ตลอดเวลาที่มี เราจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการมากแค่ไหน” Go Longevity with MTL เพราะชีวิตที่ยืนยาว ควรเป็นชีวิตที่ดีในเวอร์ชันคุณ 💚


ที่มาสืบค้นเมื่อวันที่ 7/10/69

A: ขึ้นอยู่กับอายุที่เลือกเกษียณ เช่น หากเกษียณตอนอายุ 60 ปี และวางแผนถึงอายุ 82 ปี เท่ากับต้องเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับช่วงหลังเกษียณประมาณ 22 ปี อย่างไรก็ตาม การวางแผนจริงควรเผื่อกรณีที่มีชีวิตยืนยาวกว่าที่คาด รวมถึงเงินเฟ้อ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้วย

Interesting Article