การบริหารความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง และการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลักบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) โดยการบริหารความเสี่ยงเป็นแนวคิดการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ภายใต้การแข่งขันเสรีที่ภาคธุรกิจและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆที่อาจทำให้บริษัทไม่สามารถประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

       บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ จึงได้ดำเนินการให้มีโครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยง เพื่อบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทฯ อย่างดีที่สุด บริษัทฯ ได้จัดให้มีกิจกรรมการบริหารความเสี่ยงต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรและเพิ่มความสามารถในการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้วางแนวทางในการบริหารความเสี่ยงโดยครอบคลุมเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

       1. จัดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานในการบริหารความเสี่ยงที่เป็นอิสระจากหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบการดำเนินงาน และมีการกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ และลำดับขั้นการรายงานอย่างชัดเจน ซึ่งสนับสนุนต่อการสร้างวัฒนธรรมการตระหนักถึงความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

       2. ระบุประเภทความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ประเภทของความเสี่ยงที่บริษัทฯ มี และกำหนดระดับความเสี่ยงที่มุ่งหวัง (Risk Appetite) ช่วงความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) โดยมีการพิจารณาจากความพร้อมในการบริหารและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงดังกล่าว

       3. มีวิธีการวัดและประเมินความเสี่ยงที่สามารถสะท้อนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

       4. มีการกำหนดแนวทางและวิธีการควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ อาจกำหนดนโยบายให้มีการปิดความเสี่ยงที่ไม่มีระบบบริหารความเสี่ยงรองรับหรือไม่สามารถบริหารความเสี่ยงนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือกำหนดให้มีการใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้ แนวทางที่ใช้ต้องสอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ ความพร้อมของระบบงาน บุคลากร และระบบข้อมูลที่บริษัทฯ

       5. มีการรายงานและติดตามความเสี่ยง โดยบริษัทฯ ได้จัดให้มีผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบริหารความเสี่ยงคอยติดตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและรายงานผลให้ผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัทได้รับทราบอย่างสม่ำ เสมอ

       6. กำหนดให้มีกระบวนการการบริหารความเสี่ยงของกิจกรรมหลักตามที่คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยกำหนด อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงและความซับซ้อนของบริษัทฯ โดยจะต้องสามารถสะท้อนความเสี่ยง รองรับการวัด การบริหาร การควบคุมและติดตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมหลักนั้นได้

วัตถุประสงค์ของนโยบายการบริหารความเสี่ยง

       1) เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทฯ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบและอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่มุ่งหวัง (Risk Appetite) และช่วงความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) ของบริษัทฯ
       2) เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรของบริษัทฯตระหนักถึงความเสี่ยงและแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง ตลอดจนความจำเป็นและความสำคัญของการมีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
       3) เพื่อพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญและทักษะของบุคลากรตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

การบริหารความเสี่ยงและแผนธุรกิจ

       บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตระหนักดีว่าการเติบโตของบริษัทฯ นั้นควรเป็นการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้เชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ เป็นไปอย่างรอบคอบและมีการบริหารความเสี่ยงอย่างเพียงพอ ทั้งนี้บริษัทฯคำนึงถึงความเสี่ยงที่บริษัทฯเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ และ แผนธุรกิจของบริษัท เพื่อเตรียมแผนจัดการความเสี่ยงดังกล่าว
        ในการจัดทำแผนธุรกิจนั้นบริษัทฯจะประเมินทิศทางและแนวโน้มทางการตลาดในอนาคต กำหนดเป้าหมาย และวางแผนในการรองรับการขยายงานของบริษัทฯ ในอนาคต โดยคำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากความเสี่ยงต่างๆ เหล่านั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้วางไว้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความเพียงพอของเงินกองทุนของบริษัทฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องวางแผนการขยายการเติบโตในช่องทางการขายต่างๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า การกำหนดเบี้ยประกันภัย การพิจารณารับประกันภัย การพัฒนาคุณภาพการบริการหลังการขาย การลงทุน รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ของบริษัทฯ ให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับระดับเงินกองทุนที่บริษัทฯได้ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนี้มีการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการต่างๆ ของบริษัท รวมถึงทำการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความเพียงพอของเงินกองทุนภายใต้สถานการณ์ต่างๆ
       นอกจากนี้ ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามแผนธุรกิจนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าใจในกิจกรรมของตนเป็นอย่างดีและตระหนักว่าในกระบวนการปฏิบัติงานล้วนมีความเสี่ยงมาเกี่ยวข้อง การดำเนินการใดๆ จึงต้องพิจารณาถึงความพร้อมทั้งด้านระบบงาน ความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคลากร คำนึงถึงความมั่นคงและสภาพคล่องของบริษัทฯ ความเสี่ยงในด้านต่างๆ รวมถึงการกระจายความเสี่ยงด้วย ดังนั้น หน่วยงานเหล่านั้นจึงต้องสามารถระบุจำแนกประเภทความเสี่ยงที่ตนเองเผชิญ หรือจะต้องเผชิญในอนาคตได้ สามารถประเมินความเสี่ยงและจัดลำดับความเสี่ยงได้ รวมถึงมีการวางแผนเครื่องมือเพื่อใช้ในการจัดการความเสี่ยง และมีการติดตามและสอบทานผลการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงที่บริษัทฯเผชิญหรืออาจจะต้องเผชิญในอนาคต ได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมด้วยตัวเอง (RCSA) ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (KRI) และ การเก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (LED) ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงของกิจกรรมหลักของบริษัทฯ เครื่องมืออื่นๆ เช่น Duration, Sensitivity Analysis, Stress test และ Cash Flow Monitoring เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้ในการบริหารความไม่สอดคล้องกันระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน ทั้งนี้บริษัทฯได้มีการพัฒนาเครื่องมือสำหรับการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯให้ดียิ่งขึ้น
       นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯจึงได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management; BCM) เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯจะสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการให้บริการ อันจะนำไปสู่ความไว้วางใจจากลูกค้าและทำให้บริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

ความเสี่ยงที่มุ่งหวัง

       ระดับความเสี่ยงที่มุ่งหวัง หมายถึง ระดับความเสี่ยงโดยรวมและประเภทความเสี่ยงที่บริษัทยินดีจะยอมรับภายใต้ศักยภาพในการรับความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และแผนธุรกิจที่วางไว้
ความเสี่ยงที่มุ่งหวังมีบทบาทสำคัญในการสร้างผลตอบแทนของเงินทุนให้มีค่าสูงสุดเนื่องจากเป็นตัวขับ เคลื่อนให้เกิดการจัดสรรเงินทุนสำหรับความเสี่ยงต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสนับสนุนการประเมินความเสี่ยง การติดตามดูแลความเสี่ยง และการควบคุมความเสี่ยง โดยทำให้พนักงานตระหนักถึงความเสี่ยงที่ตนมีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าใจถึงลำดับความสำคัญของความเสี่ยงต่างๆ ที่องค์กรเผชิญอยู่ และทำให้องค์กรสามารถติดตามและควบคุมความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระดับความสำคัญได้
      ความเสี่ยงที่มุ่งหวังมีบทบาทสำคัญ 2 ประการในการช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร ดังนี้
1) เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับระดับการควบคุมความเสี่ยง
2) สร้างเกณฑ์ในการติดตามความเสี่ยงต่างๆที่องค์ต้องเผชิญ
       ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาอนุมัติและทบทวนความเสี่ยงที่มุ่งหวังของบริษัทฯ เป็นประจำ โดยมีการระบุความเสี่ยงที่มุ่งหวังทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพสำหรับความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯ นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้กำหนด ช่วงความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) ซึ่งเป็นการกำหนดระดับความเสี่ยงย่อยลงมาจากระดับความเสี่ยงที่มุ่งหวังเพื่อกำหนดกรอบในการดำเนินงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการโดยต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงที่มุ่งหวัง กิจกรรมหลักอย่างน้อยตามที่สำนักงาน คปภ. กำหนด และ วัตุประสงค์ของบริษัทฯ และเนื่องจากการบริหารเงินกองทุนมีความเชื่อมโยงสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยง จึงได้พิจารณาให้ความเพียงพอของเงินกองทุนเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงที่มุ่งหวังของบริษัท และ ช่วงความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้

กระบวนการบริหารความเสี่ยง

  การบริหารความเสี่ยง คือ การบริหารทรัพยากรและกระบวนการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงที่บริษัทเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจนั้นสอดคล้องกับความเสี่ยงที่มุ่งหวัง (Risk Appetite) ที่บริษัทได้ตั้งเอาไว้ การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจะต้องสามารถระบุความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง ตอบสนองต่อความเสี่ยง และติดตามความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญได้ ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือการบริหารความเสี่ยงควรต้องดำเนินไปให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งบริษัทฯได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงหลักของบริษัทฯ 10 อันดับแรกดังที่ระบุในภาคผนวก 3
       บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการให้มีการบริหารความเสี่ยงในกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมถึง กิจกรรมหลักตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย กำหนดไว้
           บริษัทฯมีกระบวนการบริหารความเสี่ยง ดังนี้
1. การระบุความเสี่ยง
       การระบุความเสี่ยง เป็นการระบุถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ที่บริษัทต้องเผชิญ ทั้งความไม่แน่นอนด้านการเงินและความไม่แน่นอนที่ไม่ใช่ด้านการเงิน รวมไปถึงการระบุที่มาของความไม่แน่นอนนั้น
การระบุความเสี่ยงนี้ จะต้องดำเนินการตามวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการระบุความเสี่ยงในกิจกรรมที่สำคัญต่างๆ ของบริษัทอย่างครบถ้วน ความเสี่ยงที่ระบุจะต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอหรือมีการทบทวนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อบริษัท
          ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แบ่งประเภทความเสี่ยง ดังต่อไปนี้
          1.1 ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
ความเสี่ยงด้านการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร ความเสี่ยงด้านการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เมื่อมีการคัดเลือกกลยุทธ์ใดๆขึ้นมา โดยถึงแม้ว่าบริษัทได้นำเอาขั้นตอนการวางแผน ซึ่งครอบคลุมถึงการวิจัย การวิเคราะห์และการประเมินผลมาใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพแล้วก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการแข่งขันและสภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน ซึ่งอาจทำให้กลยุทธ์ที่เลือกไม่ได้ประสิทธิผล นอกจากนี้ พื้นฐานของความเสี่ยงนี้อาจสามารถเกิดขึ้นได้จากการไม่ปฏิบัติตามกระบวนการหรือนโยบายในการวางแผน รวมถึงการใช้สมมติฐานที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจาก ข้อมูลที่มีจำกัด และ/หรือการตีความข้อมูลที่ผิดพลาด (ทั้งแหล่งข้อมูลภายในและภายนอก)
ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ที่ได้กำหนดไว้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เกิดการผันแปรอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านคุณภาพ ระยะเวลาและ/หรือ งบประมาณ จากที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีการริเริ่มกำหนดเป้าหมายวัตถุประสงค์ของแผนงานนั้นๆ
          1.2 ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
          ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ หมายถึง ความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย โดยอาจเกิดขึ้นจาก ความล้มเหลว ความไม่เพียงพอ หรือความไม่เหมาะสมของกระบวนการปฏิบัติงานภายใน บุคคลากร ระบบงาน หรือเหตุปัจจัยภายนอก ซี่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน และ/หรือฐานะทางการเงินของบริษัท ทั้งนี้ไม่รวมถึงความเสี่ยงทางด้านกลยุทธ์ และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง
          นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันหมายถึง ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบหรือการปฏิบัติงานของบริษัทรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
          ทั้งนี้ แม้ว่าในการดำเนินงานของบริษัทจะได้จัดให้มีระบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแล้ว แต่ก็มีความเสี่ยงบางประการที่ไม่สามารถป้องกันได้ เช่น อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ อัคคีภัย อุทกภัย การก่อเหตุวินาศกรรม และการเกิดโรคระบาด ฯลฯ ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะบรรเทาความรุนแรงเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คือ การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าธุรกรรมงานที่สำคัญจะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องหรือกลับมาดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การปฏิบัติงานตามปกติต้องหยุดชะงักลง โดยการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ดีจะช่วยลดผลกระทบในเชิงลบต่อธุรกิจ ผลกระทบด้านกฎหมาย หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร
          1.3 ความเสี่ยงด้านประกันภัย
          ความเสี่ยงด้านการประกันภัย คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของความถี่ ความรุนแรง และเวลาที่เกิดความเสียหายที่เบี่ยงเบนไปจากสมมติฐานที่ใช้ในการกาหนดอัตราเบี้ยประกันภัย และการคำนวณเงินสำรอง สมมติฐานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ อัตรามรณะ อัตราการขาดอายุกรมธรรม์ อัตราค่าใช้จ่าย และอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านการประกันภัย ประกอบด้วย ความเสี่ยงด้านชีวิตและสุขภาพ และ ความเสี่ยงจากเหตุการณ์มหันตภัยอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ
การบริหารความเสี่ยงดังกล่าวเป็นการรับผิดชอบร่วมกันระหว่างสายงานคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นผู้วิเคราะห์และทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วประสานงานกับฝ่ายบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงตามลำดับเพื่อให้รับทราบและพิจารณาแนวทางการแก้ไขอย่างเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ บริษัทยังใช้การประกันภัยต่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงและลดความรุนแรงของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
          1.4 ความเสี่ยงด้านลงทุน
          ประกอบด้วย ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านเครดิต และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
                 • ความเสี่ยงด้านตลาด
          เป็นความเสี่ยงที่สถานะทางการเงินของบริษัทฯ จะได้รับผลกระทบจนเกิดความสูญเสีย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม จากการเปลี่ยนแปลงของระดับราคา หรือความผันผวนของราคาตลาดของสินทรัพย์ หนี้สิน และเครื่องมือทางการเงินต่างๆ
          ความเสี่ยงดังต่อไปนี้ถือเป็นสาเหตุหลักของความเสี่ยงด้านตลาด

o ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ย ในกรณีที่กระแสเงินสดจากสินทรัพย์และภาระหนี้สินในอนาคตไม่สอดคล้องกัน การเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ยสามารถที่จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทฯ ได้
o ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าตลาดของตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าตลาดของตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ เช่น ในกรณีที่บริษัทฯ ลงทุนในตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทฯ อาจต้องเผชิญกับการลดลงอย่างต่อเนื่องของมูลค่าตลาดของสินทรัพย์เหล่านี้ได้
o ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยน ในกรณีที่กระแสเงินสด สินทรัพย์ และหนี้สิน อยู่ในสกุลเงินที่ต่างกัน การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนสามารถส่งผลกระทบในเชิงลบต่อบริษัทฯได้
o ความเสี่ยงด้านเครดิตที่เกี่ยวเนื่อง โดยความเสี่ยงด้านเครดิตที่เปลี่ยนแปลงไป อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ ในรูปของความเสี่ยงด้านตลาดได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงในอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตของผู้ออกหลักทรัพย์ หรือการคาดการณ์ของตลาดต่อความน่าเชื่อถือของผู้ออกหลักทรัพย์ อาจส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (credit spread) เปลี่ยนแปลงไป และส่งผลกระทบต่อมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์ของบริษัทฯ

               • ความเสี่ยงด้านเครดิต
       เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียทางการเงิน อันเป็นผลมาจากการผิดนัดชำระหนี้หรือการเปลี่ยนแปลงความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของผู้ออกหลักทรัพย์ ของลูกหนี้ ของคู่สัญญา หรือของตัวกลางในการทำธุรกรรม (intermediaries) ที่บริษัทมีสถานะการลงทุนอยู่ด้วย ความเสี่ยงด้านเครดิตประกอบด้วย

o ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ คือ ความเสี่ยงที่บริษัทจะไม่ได้รับ หรือได้รับกระแสเงินสดหรือสินทรัพย์ของบริษัทฯ ล่าช้า หรือได้รับเพียงบางส่วน เนื่องจากผู้ออกหลักทรัพย์ ลูกหนี้ คู่สัญญา หรือตัวกลางในการทำธุรกรรม ที่มีสัญญากับบริษัทฯ ไม่สามารถชำระหนี้ให้กับบริษัทฯ ตามสัญญาได้
o ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว คือ ความเสี่ยงที่จะมีความสูญเสียเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการกระจุกตัวในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ในภาคเศรษฐกิจ ในคู่สัญญา หรือ ในคู่สัญญาที่มีความเกี่ยวข้องกันมากเกินไป

               • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
       สามารถแบ่งออกได้เป็นความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการซื้อขายสินทรัพย์ และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเกี่ยวกับเงินทุน

o ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการซื้อขายสินทรัพย์ คือ ความเสี่ยงซึ่งเกิดจากบริษัทฯ ไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดได้ด้วยราคาที่เหมาะสม โดยอาจเกิดจากตลาดการเงินไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติหรือสินทรัพย์ที่ต้องการขายมีปริมาณมากเมื่อเทียบกับความลึกของตลาด
o ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเกี่ยวกับเงินทุน คือ ความเสี่ยงซึ่งเกิดจากบริษัทฯ มีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอกับภาระหนี้สินของบริษัท

       นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงอันเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่สาธารณชนรับรู้ถึงภาพลักษณ์ในเชิงลบ หรือขาดความเชื่อมั่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ และ/หรือเงินกองทุนของบริษัททั้งในปัจจุบันและอนาคต ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยเป็นผลกระทบมาจากการเกิดความเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น
       บริษัทมีการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกที่อาจนำไปสู่การเกิดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงยากต่อการประเมินโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง และ ผลกระทบจากความเสี่ยงนั้น

2. การประเมินความเสี่ยง
       ประกอบด้วย การเปรียบเทียบระดับความเสี่ยงที่พบระหว่างกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงกับเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงที่ได้กำหนดไว้ แล้วตัดสินใจว่าความเสี่ยงที่พบดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการจัดการหรือไม่ การประเมินความเสี่ยงจะทำให้ได้รายการของความเสี่ยงตามลำดับความสำคัญว่าความเสี่ยงไหนต้องได้รับการแก้ไขก่อนหลัง ดังนั้น ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำหนดระดับการตอบสนองที่ต้องการสำหรับแต่ละความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยงใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยในการประเมินความเสี่ยงตามความเหมาะสมของประเภทความเสี่ยงนั้นๆ

3. การตอบสนองต่อความเสี่ยง
       เป็นกระบวนการตอบสนองต่อความเสี่ยงโดยคำนึงถึงต้นทุนและความคุ้มค่าที่จะได้รับควบคู่กัน โดยทางเลือกในการตอบสนองต่อความเสี่ยง ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การลดความเสี่ยง การโอนความเสี่ยง และการยอมรับความเสี่ยงอย่างไรก็ตาม การพยายามจัดการทุกความเสี่ยง เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรืออาจเกิดต้นทุนสูงมาก ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องเลือกที่จะจัดการกับความเสี่ยง ลำดับความสำคัญของความเสี่ยง และดำเนินการจัดการความเสี่ยงโดยใช้ทางเลือกในการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมที่สุดและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่มุ่งหวังและช่วงความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้

4. การติดตามและทบทวนความเสี่ยง
       บริษัทฯ ได้มีการติดตามและทบทวนความเสี่ยงต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่มุ่งหวังของบริษัท และอยู่ภายใต้ขีดจำกัดความเสี่ยงทีบริษัทฯ ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ การติดตามและทบทวนความเสี่ยงเป็นกลไกในการรายงานต่อผู้บริหารเพื่อให้รับทราบข้อมูลและแน่ใจว่าได้มีการควบคุมอย่างเหมาะสม

เครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยง

       บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)ได้นำเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ มาใช้ในกระบวนการบริหารความเสี่ยง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1) การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมด้วยตนเอง

       การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมด้วยตนเองเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้สำหรับรวบรวมข้อมูลความเสี่ยงจากผู้ที่เป็นเจ้าของความเสี่ยงเพื่อระบุความเสี่ยงและประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเสี่ยงใดๆ จุดประสงค์หลักของการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมด้วยตนเอง คือ เพื่อให้มีการทบทวนถึงสาเหตุของความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและเพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างตรงจุด

2) ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ

       เป็นตัวชี้วัดหรือเครื่องมือที่ทำหน้าที่เตือนภัยล่วงหน้า  ที่แสดงให้ทราบถึงระดับความรุนแรงของปัจจัยเสี่ยง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้  ซึ่งตัวชี้วัดความเสี่ยงที่ดีนั้น  นอกจากจะสะท้อนให้บริษัทเห็นถึงความเสี่ยงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา (Lagging Indicators) ยังสามารถบ่งชี้ถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Leading Indicators) จากระดับความรุนแรงของปัจจัยเสี่ยงได้อีกด้วย การมีดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่ดีจะสามารถช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัว และป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้น

3) ข้อมูลความเสียหาย

       ข้อมูลความเสียหาย (Loss Event Data) เป็นข้อมูลแสดงรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลความเสียหายที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัทสามารถวิเคราะห์  และติดตามความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการจัดเก็บข้อมูลความเสียหายนั้น  ควรมีรายละเอียดเบื้องต้นครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ เหตุการณ์ความเสียหาย ประเภท สาเหตุ  มูลค่าความเสียหาย ผลกระทบ ระดับความรุนแรง หน่วยงานที่รับผิดชอบ และแนวทางการควบคุมหรือลดความเสี่ยง

4) การทดสอบกำไร

       เป็นแนวคิดสมัยใหม่ของการคำนวณทางคณิตศาสตร์ประกันภัยที่นำเทคนิคกระแสเงินสดมาใช้ โดยทั่วไปการทดสอบกำไรจะให้ค่าคาดการณ์กำไรของผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ภายใต้สมมติฐานของอัตราเบี้ยประกันภัย ซึ่งการทดสอบกำไรนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้ผลิตภัณฑ์มีผลกำไรอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้

5) การวิเคราะห์ประสบการณ์

       เป็นเทคนิคที่นำข้อมูลต่างๆ เช่น การตาย การขาดอายุ และ ค่าใช้จ่าย จากประสบการณ์ในอดีตของบริษัท มาใช้วิเคราะห์เพื่อคาดการณ์มูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของบริษัท

6) การทดสอบภาวะวิกฤต

       เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการจัดการประกันภัย โดยถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของกรอบการจัดการความเสี่ยงโดยรวม และการพิจารณาความเพียงพอของเงินกองทุนของบริษัท การทดสอบภาวะวิกฤตจะช่วยให้บริษัททราบถึงความเสี่ยงหลักที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่และระดับของความเสี่ยงที่บริษัทสามารถรับได้ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทประกันภัยตัดสินใจได้ว่ามีสิ่งใดที่จำเป็นต้องกระทำเพื่อที่จะไม่แบกรับความเสี่ยงมากจนเกินไป บริษัทฯได้พิจารณาปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและระดับความเพียงพอของเงินกองทุนของบริษัทในการทดสอบภาวะวิกฤต

บริษัทฯมีการทดสอบและรายงานผลการทดสอบภาวะวิกฤตแก่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ โดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอาจขอให้ทดสอบภาวะวิกฤตในสถานการณ์อื่นๆตามที่คณะกรรมการได้ระบุเพิ่มเติม

7) การวิเคราะห์ความอ่อนไหว

       เป็นเทคนิคเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรอิสระ (Independent Variable) ส่งผลกระทบต่อตัวแปรตาม (Dependent Variable) อย่างไร ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด

8) การจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิต

       การจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น เอสแอนด์พี มูดี้ส์ หรือ ฟิทช์ เรทติ้ง สามารถนำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตและนำไปใช้ในการประเมินความน่าจะเป็นในการผิดนัดชำระหนี้ได้ ดังนั้น เมื่อบริษัทจะต้องเข้าไปดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้อง จะต้องมีการนำอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตมาพิจารณาร่วมด้วย

9) การรายงานกระแสเงินสด

       ได้มีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินสดของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการปฏิบัติตามภาระผูกพันและกฎระเบียบที่มีอยู่

10) Duration and Duration Gap

       ในทางเทคนิค Duration คือ ค่าความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย เป็นค่าของอนุพันธ์ลำดับที่หนึ่งของมูลค่าตราสารหนี้ต่อการเปลี่ยนแปลงแบบขนานของเส้นอัตราผลตอบแทน หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นวิธีการวัดค่าความเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตราสารหนี้เมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

Duration Gap เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามและประเมินความเสี่ยงอันเนื่องมาจากความไม่สอดคล้องกันของสินทรัพย์และหนี้สิน โดยคำนวณจากความแตกต่างระหว่าง duration ของสินทรัพย์และหนี้สิน

11) มูลค่าความเสี่ยง

      มูลค่าความเสี่ยงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้ในการวัดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดย VaR ใช้คำนวณความเสี่ยงแต่ละประเภท เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารทุน ความเสี่ยงด้านเครดิต เป็นต้น รวมไปถึงใช้คำนวณความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตโฟลิโอก็ได้ ซึ่ง VaR คือ มูลค่าของความสูญเสียที่มากที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นภายใต้ช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ โดยมีความน่าจะเป็นน้อยมากที่จะเกิดความสูญเสียที่เกินกว่ามูลค่าที่คำนวณได้ โดยค่าของความน่าจะเป็นดังกล่าวจะมีการกำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งในการคำนวณ VaR การกำหนดช่วงระยะเวลาและความน่าจะเป็นสำหรับแบบจำลองจะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการคำนวณ

บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ

       บริษัทฯ ได้ดำเนินการให้มีโครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยงของบริษัทฯ ที่เหมาะสม โดยมีการกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ และลำดับขั้นการรายงานอย่างชัดเจน ซึ่งสนับสนุนต่อการสร้างวัฒนธรรมการตระหนักถึงความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรซึ่งบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยงของบริษัทฯ เป็นไปดังต่อไปนี้

1) คณะกรรมการบริษัท
       คณะกรรมการบริษัทในฐานะผู้นำ มีบทบาทสำคัญในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จโดยเป็นผู้วางกลยุทธ์และนโยบายที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งหมายความถึงความเจริญเติบโตขององค์กร การเพิ่มมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น และความรับผิดชอบต่อผู้ถือกรมธรรม์ นอกจากนี้ คณะกรรมการจะต้องมีวิสัยทัศน์และมีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ด้านธุรกิจ และยังมีบทบาทหน้าที่ในการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของบริษัทประกันภัยให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และธรรมาภิบาลด้วย
คณะกรรมการบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลบริษัทฯ โดยคณะกรรมการบริษัทอาจมอบหมายให้คณะกรรมการต่างๆ ปฏิบัติงานแทนเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะต้องมีการรายงานข้อมูลต่างๆ ให้คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการต่างๆ รับทราบอย่างทันท่วงที มีความเหมาะสมและเพียงพอ เพื่อให้คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการต่างๆ สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการกำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทมีความรับผิดชอบสูงสุดที่จะต้องดำเนินการให้มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี มีความครอบคลุม และสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ มีหน้าที่อนุมัติและทบทวนแผนธุรกิจ กรอบการบริหารความเสี่ยง นโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ รวมถึงนโยบายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินความเสี่ยง เช่น นโยบายการลงทุนและการประกอบธุรกิจอื่น และความเสี่ยงที่มุ่งหวัง (Risk Appetite) ตลอดจนดูแลให้บริษัทฯ มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงในกิจกรรมต่างๆที่เหมาะสมรวมถึงสอดคล้องกับประกาศและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดำเนินการให้บริษัทมีระบบการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่กำกับดูแลให้การกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับกรอบการบริหารความเสี่ยงและความเสี่ยงที่มุ่งหวัง รวมถึงคำนึงถึงความเพียงพอของเงินกองทุนและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีวาระการประชุมอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง

2) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
       คณะกรรมการบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีหน้าที่ดูแลความเสี่ยงทั้งหมดของบริษัท และดำเนินการให้มั่นใจว่าบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพียงพอต่อการบริหารความเสี่ยงของบริษัท คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และมีหน้าที่สนับสนุนให้มีการระบุ ประเมิน ตอบสนอง ติดตามและรายงานความเสี่ยงในองค์กรต่างๆ ให้คณะกรรมการบริษัทรับทราบ และในกรณีที่ฉุกเฉิน คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงต้องจัดให้มีแผนการบรรเทาความเสี่ยง รวมถึงมีหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีวาระการประชุมเป็นประจำอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง

3) คณะกรรมการตรวจสอบ
       คณะกรรมการบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ โดยคณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่สอบทานและประเมินผลให้บริษัทมีระบบการควบคุมภายใน ระบบการตรวจสอบภายใน และระบบบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม มีประสิทธิผล และรัดกุม ตามกรอบที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงกำหนดอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานตรวจสอบภายใน
คณะกรรมการตรวจสอบมีวาระการประชุมเป็นประจำอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง

4) คณะกรรมการบริหารด้านการลงทุน
       คณะกรรมการบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารด้านการลงทุนโดยมีหน้าที่ในการกำหนดและนำเสนอนโยบายการลงทุน นโยบายการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แนวทางปฏิบัติการจัดการลงทุน และระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนประจำปีของบริษัทต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติ
คณะกรรมการบริหารด้านการลงทุนเป็นผู้พิจารณาอนุมัติแผนการลงทุนกำกับดูแลการลงทุน การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นโยบายของบริษัท และนโยบายบริหารความเสี่ยงรวม พิจารณาและนำเสนอเป้าหมายและผลตอบแทนการลงทุนเพื่อบรรจุในแผนงบประมาณของบริษัทซึ่งอนุมัติโดยคณะกรรมการบริษัท รวมถึงประเมินผลการลงทุนและรายงานให้คณะกรรมการบริษัททราบอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ คณะกรรมการลงทุนยังกำกับดูแลในเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับธุรกรรมการลงทุนและการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท รวมทั้งดูแล ระบบงาน บุคคลากรและข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้มีความเพียงพอต่อการดำเนินงาน

5) คณะอำนวยการบริหาร
       คณะกรรมการบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แต่งตั้งคณะอำนวยการบริหาร โดยมีตำแหน่งเสมือนหนึ่งคณะกรรมการบริษัทในส่วนที่เกี่ยวกับฝ่ายจัดการ
นอกเหนือจากเรื่องอื่นที่คณะกรรมการบริษัทอาจมอบหมายให้ทำ คณะอำนวยการบริหารได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการบริษัทในการให้ความร่วมมือกับฝ่ายจัดการเกี่ยวกับการดำเนินงานประจำวันทุกๆ ด้านของบริษัท และให้ความร่วมมือกับฝ่ายจัดการในการดำเนินการตามแผนธุรกิจและงบประมาณของฝ่ายจัดการ พิจารณาเรื่องที่คณะอำนวยการบริหารได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท พิจารณาเรื่องที่เป็นการดำเนินกิจการอันเป็นปกติที่ฝ่ายจัดการโอนเรื่องให้แก่คณะอำนวยการบริหาร รวมถึงพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เป็นการดำเนินกิจการอันเป็นปกติ และ/หรืออยู่นอกเหนือขอบข่ายของแผนธุรกิจและงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติล่วงหน้า ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานะทางการเงิน และความสามารถในการทำกำไร หรือชื่อเสียงของบริษัท
คณะอำนวยการบริหารมีวาระการประชุมอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกๆ สองสัปดาห์

6) คณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน
       ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินขึ้นเพื่อเป็นคณะกรรมการของกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกในคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน
คณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินจะต้องดูแลให้มั่นใจว่าสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทฯ มีการบริหารอย่างเหมาะสมและมีความสอดคล้องกัน คณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท ภายใต้ข้อจำกัดด้านความเสี่ยงที่มีอยู่ คณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินสนับสนุนให้มีการสื่อสารและการให้ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสายงานลงทุนและสายงานคณิตศาสตร์ และทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีความชัดเจนในสายการบังคับบัญชาและหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับการบริหารความเสี่ยงด้านสินทรัพย์และหนี้สิน
คณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินจะมีการประชุมอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง

7) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
       คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการมีหน้าที่กำกับดูแล ทบทวน นโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาและสนับสนุนกระบวนการบริหารความเสี่ยง เพื่อจัดการกับความไม่เพียงพอหรือความผิดพลาดของกระบวนการปฏิบัติงานภายใน คน ระบบงาน และ/หรือเหตุการณ์ภายนอก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทบทวนนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ให้คำปรึกษา พิจารณา อนุมัติ ติดตามความคืบหน้าในการกำหนดแนวทางและพัฒนาระบบงานที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรรวมถึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานชุดต่างๆ ตามที่เห็นสมควร
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการมีวาระการประชุมอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง

8) คณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์
       กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกในอนุกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของบริษัทคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาผลิตภัณฑ์แบบประกันที่เหมาะสมกับสภาวะการณ์การแข่งขันในธุรกิจกำหนดแผนแม่บทด้านผลิตภัณฑ์ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงกำหนดเป้าหมายและติดตามผลงานการขายผลิตภัณฑ์แบบประกัน รวมถึงการตอบรับของตลาดในส่วนของผลิตภัณฑ์แบบประกันต่างๆ
คณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีวาระการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง

9) สายงานบริหารความเสี่ยงองค์กร
       สายงานบริหารความเสี่ยงองค์กรมีหน้าที่ในการระบุความเสี่ยง ตลอดจนวิเคราะห์ ประเมิน จัดการและติดตามความเสี่ยงของบริษัทฯ และจัดทำรายงานเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมรวมถึงสอดคล้องกับประกาศและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
สายงานบริหารความเสี่ยงองค์กรมีหน้าที่ในการประสานงานกับคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน รวมถึงเข้าร่วมในการประชุมอื่นๆ ตามที่เห็นสมควรหรือเป็นที่ปรึกษาให้กับฝ่ายงานหรือคณะกรรมอื่นๆ ตามที่ร้องขอ หรือเมื่อสายงานบริหารความเสี่ยงองค์กรเห็นว่ามีความจำเป็น ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ ได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

10) ผู้บริหารและพนักงานทุกคน
       ทุกคนในองค์กรมีส่วนรับผิดชอบต่อการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ กรอบการบริหารความเสี่ยง รวมถึง ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของบริษัท ดำเนินการตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงและมีการรายงานการบริหารความเสี่ยงได้ครบถ้วนตามที่กฏหมายและนโยบายบริหารความเสี่ยงกำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารต้องทำให้มั่นใจว่าบุคลากรมีความเข้าใจในกระบวนการบริหารความเสี่ยงและนำไปใช้ปฏิบัติงานได้จริง

วัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง

       บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงขึ้นภายในองค์กร โดยมีการกำหนดทิศทางการบริหารความเสี่ยงตามกรอบการบริหารความเสี่ยงและนโยบายบริหารความเสี่ยง รวมถึงนโยบายควบคุมความเสี่ยงตามหน่วยธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องและมีการสื่อสารนโยบายดังกล่าวไปยังพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของการบริหารความเสี่ยง

       นอกจากนี้ยังจัดให้มีการจัดอบรมพัฒนาบุคลากรของบริษัทฯ ให้มีความรู้ความเข้าใจ มีความระมัดระวัง และตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่องานที่ตนรับผิดชอบ ต่อองค์กร และ/หรือต่อผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆภายในองค์กร

       บริษัทฯ มีการบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ รวมถึงการกำกับดูแลกิจการและการควบคุมภายใน

 

เมืองไทยประกันชีวิต ใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีสุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่คุณ หากคุณดำเนินการต่อ หรือปิดข้อความนี้ลง เราถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้และ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ