Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

บริจาคเลือดได้อะไร 8 ประโยชน์ของการบริจาคเลือดที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ 02

บริจาคเลือดได้อะไร? 8 ประโยชน์ของการบริจาคเลือดที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

February 25, 2026

60 minute

บริจาคเลือดได้อะไร นอกจากความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยชีวิตผู้อื่น? จริงๆ แล้วการบริจาคเลือดไม่ใช่แค่การให้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ของการบริจาคเลือดที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริจาคเองอีกมากมาย ตั้งแต่การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ไปจนถึงการได้ตรวจสุขภาพฟรีทุกครั้งที่บริจาค


บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับบริจาคเลือด ประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ คุณสมบัติของผู้บริจาค วิธีเตรียมตัวก่อนและหลังบริจาค และความเชื่อผิดๆ ที่ควรรู้ เพื่อให้คุณมั่นใจและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นพร้อมกับดูแลสุขภาพตัวเองไปด้วย


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ



บริจาคเลือดได้อะไร? 8 ประโยชน์ของการบริจาคเลือดที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

→ การบริจาคเลือดคืออะไร ใช้เวลานานไหม

ก่อนจะไปดูว่าบริจาคเลือดได้อะไรบ้าง มาทำความรู้จักกันก่อนว่าการบริจาคเลือดคืออะไรและเป็นอย่างไร


ความหมายของการบริจาคเลือด

การบริจาคเลือดคือการให้เลือดจากผู้มีสุขภาพดีเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ผู้ที่เสียเลือดจากการผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคเลือดต่างๆ เลือดที่บริจาคจะผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยก่อนนำไปใช้


ขั้นตอนการบริจาคเลือดโดยคร่าว

ขั้นตอนเริ่มจากการลงทะเบียนและกรอกแบบสอบถามประวัติสุขภาพ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะวัดน้ำหนัก ความดันโลหิต ชีพจร และเจาะเลือดตรวจเบื้องต้นเพื่อดูระดับฮีโมโกลบิน ถ้าผ่านเกณฑ์ก็จะเข้าสู่กระบวนการเจาะเลือดจริง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8-10 นาที หลังจากนั้นพักสักครู่และรับประทานอาหารเบาๆ ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที


ปริมาณเลือดที่บริจาค

ในการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง จะเก็บเลือดประมาณ 350-450 มิลลิลิตร (ประมาณครึ่งลิตร) ซึ่งเป็นปริมาณที่ปลอดภัยและไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริจาค เพราะร่างกายคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 4.5-5.5 ลิตร ดังนั้นการบริจาคเพียงครึ่งลิตรถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น


ความปลอดภัย

การบริจาคเลือดมีความปลอดภัยสูงมาก เพราะใช้อุปกรณ์ใหม่ปลอดเชื้อและใช้ครั้งเดียวทิ้งทุกครั้ง จึงไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคใดๆ จากการบริจาคเลือดเลย นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลตลอดกระบวนการ



8 ข้อดีของการบริจาคเลือดต่อสุขภาพ

มาถึงส่วนสำคัญที่หลายคนอยากรู้ว่าประโยชน์ของการบริจาคเลือดมีอะไรบ้างที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ให้


กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดใหม่

เมื่อบริจาคเลือดออกไป ร่างกายจะได้รับสัญญาณให้เริ่มสร้างเม็ดเลือดใหม่ทดแทน กระบวนการนี้กระตุ้นไขกระดูกให้ทำงาน ช่วยให้ระบบการสร้างเม็ดเลือดของร่างกายมีประสิทธิภาพ เม็ดเลือดแดงใหม่จะถูกผลิตขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง และจะกลับสู่ระดับปกติภายใน 4-8 สัปดาห์ ทำให้ร่างกายมีเลือดที่สดและแข็งแรงอยู่เสมอ


ช่วยลดความหนืดของเลือด

การบริจาคเลือดช่วยลดความหนืดของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดการอุดตันของหลอดเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีเลือดข้นหรือความหนืดสูง การลดความหนืดของเลือดช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ง่ายขึ้น ลดภาระการทำงานของหัวใจ และช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการบริจาคเลือดเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กในร่างกาย ลดความหนืดของเลือด และช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดีขึ้น การบริจาคเลือดทุกๆ 3-4 เดือนอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดสมองตีบได้


ช่วยเผาผลาญพลังงาน

การบริจาคเลือดหนึ่งครั้งช่วยเผาผลาญพลังงานประมาณ 650 กิโลแคลอรี เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานในการสร้างเม็ดเลือดใหม่ทดแทน แม้จะไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักที่แนะนำ แต่ก็เป็นประโยชน์เสริมที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก


ได้ตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรีทุกครั้ง

นี่คือประโยชน์ของการบริจาคเลือดที่หลายคนมองข้าม ทุกครั้งที่บริจาคเลือด คุณจะได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรี ได้แก่ การวัดน้ำหนัก ความดันโลหิต ชีพจร อุณหภูมิร่างกาย และการตรวจระดับฮีโมโกลบิน นอกจากนี้เลือดที่บริจาคจะถูกตรวจหาโรคติดต่อต่างๆ เช่น HIV, ไวรัสตับอักเสบบี, ไวรัสตับอักเสบซี และซิฟิลิส หากพบความผิดปกติจะมีการแจ้งให้ทราบ ถือเป็นการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย


ช่วยลดระดับธาตุเหล็กส่วนเกินในร่างกาย

ธาตุเหล็กส่วนเกินในร่างกายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคตับ และโรคเบาหวาน การบริจาคเลือดช่วยกำจัดธาตุเหล็กส่วนเกินออกไป โดยเฉพาะในผู้ชายและผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนที่มักมีธาตุเหล็กสะสมมากกว่าปกติ การบริจาคเลือดเป็นวิธีธรรมชาติในการปรับสมดุลธาตุเหล็กในร่างกาย


ทำให้รู้สึกดี ลดความเครียด

การได้ช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความสุข เช่น เอนดอร์ฟิน และเซโรโทนิน ช่วยให้รู้สึกดี ผ่อนคลาย และลดความเครียด งานวิจัยพบว่าผู้ที่บริจาคเลือดเป็นประจำมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยบริจาค การรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นได้เป็นแรงบันดาลใจที่ดีต่อสุขภาพจิต


ได้ช่วยชีวิตผู้อื่น สร้างคุณค่าทางใจ

นี่คือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบริจาคเลือด เลือดหนึ่งหน่วยสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ถึง 3 คน เพราะเลือดสามารถแยกเป็นส่วนประกอบต่างๆ ได้ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา ซึ่งแต่ละส่วนสามารถนำไปช่วยผู้ป่วยที่มีความต้องการแตกต่างกัน การรู้ว่าเลือดของคุณช่วยชีวิตผู้อื่นได้เป็นความภาคภูมิใจและคุณค่าทางใจที่ไม่สามารถวัดค่าได้


ใครบ้างที่สามารถบริจาคเลือดได้ บริจาคเลือดได้อะไร

ใครบ้างที่สามารถบริจาคเลือดได้

หลังจากรู้แล้วว่าบริจาคเลือดได้อะไรบ้าง คุณอาจสงสัยว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบหรือไม่ มาดูกัน


คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้บริจาคเลือด

ผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ไม่ป่วยหรือเป็นไข้ในขณะนั้น และไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


อายุ

อายุระหว่าง 17-70 ปี สามารถบริจาคเลือดได้ โดยผู้ที่อายุ 17 ปีต้องมีความยินยอมจากผู้ปกครอง ส่วนผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนว่ามีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอหรือไม่


น้ำหนัก

น้ำหนักตัวตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป เพราะการบริจาคเลือด 350-450 มิลลิลิตรจะปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัม หากน้ำหนักต่ำกว่านี้อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพได้


สุขภาพโดยรวม

ต้องมีความดันโลหิตปกติ (ซิสโตลิก 90-160 มิลลิเมตรปรอท ไดแอสโตลิก 60-100 มิลลิเมตรปรอท) ชีพจร 50-100 ครั้งต่อนาที และมีระดับฮีโมโกลบินไม่ต่ำกว่า 12.5 กรัมเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ต้องไม่เพิ่งรับประทานยาปฏิชีวนะหรือฉีดวัคซีนบางชนิดมาไม่นาน



ใครบ้างที่ยังไม่ควรบริจาคเลือด

แม้บริจาคเลือด ประโยชน์จะมีมาก แต่ก็มีบางกลุ่มที่ยังไม่ควรบริจาคในบางช่วงเวลา


พักผ่อนไม่พอ

ผู้ที่นอนหลับไม่พอหรือนอนดึกในคืนก่อนบริจาค ควรเลื่อนการบริจาคออกไปก่อน เพราะร่างกายต้องการพลังงานและความแข็งแรงเพียงพอในการสร้างเม็ดเลือดใหม่ทดแทน การพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้รู้สึกเวียนหัวหรืออ่อนเพลียมากหลังบริจาค


ป่วย เป็นไข้

ผู้ที่กำลังป่วยหรือเป็นไข้ไม่ควรบริจาคเลือด ต้องรอจนหายดีแล้วอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ รวมถึงผู้ที่เพิ่งรับประทานยาปฏิชีวนะควรรออย่างน้อย 7 วันหลังหยุดยา


มีโรคประจำตัวบางชนิด

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดอาจไม่สามารถบริจาคเลือดได้ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน โรคมะเร็ง โรคเลือดต่างๆ โรคตับเรื้อรัง โรคไต และโรคลมชัก นอกจากนี้ผู้ที่เคยรับเลือดหรือเคยติดเชื้อบางชนิดอาจไม่สามารถบริจาคได้ตลอดไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อนบริจาค

สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่เพิ่งคลอดบุตรมาไม่ถึง 6 เดือน ยังไม่ควรบริจาคเลือด ควรรอจนร่างกายฟื้นตัวสมบูรณ์ก่อน



การเตรียมตัวก่อนและหลังบริจาคเลือด

เพื่อให้ได้รับประโยชน์ของการบริจาคเลือดอย่างเต็มที่และปลอดภัย มาดูวิธีเตรียมตัวที่ถูกต้องกัน


ก่อนบริจาคเตรียมตัวอย่างไร

พักผ่อนให้เพียงพอ - นอนหลับให้ครบอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงในคืนก่อนบริจาค เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ

รับประทานอาหารให้ครบถ้วน - กินอาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันให้อิ่ม เลือกอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง ตับ ผักโขม แต่หลีกเลี่ยงอาหารมันมากเกินไป

ดื่มน้ำให้มาก - ดื่มน้ำมากกว่าปกติประมาณ 2-3 แก้ว ก่อนบริจาค 2-3 ชั่วโมง จะช่วยให้ปริมาตรเลือดเพียงพอและเส้นเลือดชัดเจน ง่ายต่อการเจาะ

หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ - ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค

นำบัตรประชาชน - เตรียมบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวมาด้วยสำหรับการลงทะเบียน



หลังบริจาคควรดูแลตัวเองอย่างไร

พักผ่อนสักครู่ - นั่งหรือนอนพักสักครู่หลังบริจาคประมาณ 10-15 นาที อย่าลุกขึ้นรีบร้อน

รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม - ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ และรับประทานขนมหรืออาหารเบาๆ เพื่อเติมพลังงาน

ดื่มน้ำมากๆ - ดื่มน้ำมากกว่าปกติในวันที่บริจาค ประมาณ 2-3 ลิตร เพื่อเติมปริมาตรเลือดที่บริจาคไป

หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก - งดออกกำลังกายหนักหรือยกของหนักในวันที่บริจาค ควรพักผ่อนและทำกิจกรรมเบาๆ

ดูแลจุดเจาะ - ห้ามถอดพลาสเตอร์หรือผ้ากดแผลอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหรือออกกำลังกายที่แขนที่เจาะในวันแรก

สังเกตอาการ - หากรู้สึกเวียนหัว อ่อนเพลีย หรือมีอาการผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหรือพบแพทย์

รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก - เพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงในสัปดาห์หลังบริจาค เช่น เนื้อแดง ตับ ผักใบเขียว ถั่ว เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ได้เร็วขึ้น



ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริจาคเลือด


บริจาคแล้วอ่อนแอ

นี่คือความเชื่อที่ผิด จริงๆ แล้วการบริจาคเลือดในปริมาณที่เหมาะสม (350-450 มิลลิลิตร) ไม่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เพราะเป็นเพียงส่วนน้อยของเลือดทั้งหมดในร่างกาย ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดใหม่ทดแทนภายในไม่กี่สัปดาห์ และหากพักผ่อนเพียงพอพร้อมรับประทานอาหารครบถ้วน ก็จะไม่รู้สึกอ่อนแอแต่อย่างใด


บริจาคแล้วอ้วน/ผอม

ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย การบริจาคเลือดไม่ทำให้อ้วนหรือผอม น้ำหนักตัวขึ้นอยู่กับปริมาณแคลอรีที่รับประทานและการใช้พลังงาน ไม่เกี่ยวกับการบริจาคเลือด แม้ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานในการสร้างเม็ดเลือดใหม่ แต่ก็เป็นจำนวนที่ไม่มากพอที่จะส่งผลต่อน้ำหนักตัวอย่างมีนัยสำคัญ


บริจาคบ่อยไม่ดี

จริงๆ แล้วการบริจาคเลือดเป็นประจำตามระยะเวลาที่แนะนำกลับมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า ระยะห่างที่แนะนำคือ 3-4 เดือนต่อครั้ง สำหรับผู้ชายสามารถบริจาคได้ปีละ 4-5 ครั้ง ส่วนผู้หญิงปีละ 3-4 ครั้ง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เพียงพอให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่ทดแทนและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพแต่อย่างใด



บริจาคเลือด ได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง?

นอกจากประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ผู้บริจาคเลือดยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกด้วย

บัตรผู้บริจาคเลือด - ได้รับบัตรผู้บริจาคเลือดที่สามารถสะสมครั้งการบริจาคและใช้เป็นหลักฐานในการขอรับเลือดเมื่อจำเป็น

สิทธิรับเลือดฟรี - หลายหน่วยงานให้สิทธิผู้บริจาคเลือดและครอบครัวรับเลือดฟรีตามจำนวนที่เคยบริจาค

ตรวจสุขภาพฟรี - ได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้นและตรวจคัดกรองโรคติดต่อฟรีทุกครั้งที่บริจาค

ของที่ระลึกและของขวัญ - บางหน่วยงานมอบของที่ระลึก ขนม หรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้บริจาค

ส่วนลดจากร้านค้า - บางร้านค้าหรือแบรนด์ให้ส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรผู้บริจาคเลือด

ความภาคภูมิใจ - นี่คือสิทธิประโยชน์ที่ประเมินค่าไม่ได้ คือความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยชีวิตผู้อื่นและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดี


ประโยชน์ของการบริจาคเลือด ดูแลสุขภาพครบทุกด้าน ด้วยประกันสุขภาพจากเมืองไทยประกันชีวิต

ดูแลสุขภาพครบทุกด้าน ด้วยประกันสุขภาพจากเมืองไทยประกันชีวิต

การดูแลสุขภาพด้วยการบริจาคเลือดเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองที่ดี แต่ในชีวิตจริง เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ อุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้เราจะดูแลสุขภาพดีแล้ว


การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมจึงเป็นอีกหนึ่งหลักประกันสำคัญที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวมีความมั่นใจในการดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจเป็นภาระ


เมืองไทยประกันชีวิต
มีผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่ประกันสุขภาพทั่วไป ประกันโรคร้ายแรง ไปจนถึงประกันอุบัติเหตุ ด้วยความมั่นคงทางการเงินมายาวนาน พร้อมบริการที่ครบวงจรและกระบวนการจ่ายสินไหมที่รวดเร็วโปร่งใส


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและเลือกแผนประกันสุขภาพที่เหมาะกับคุณได้ที่ เมืองไทยประกันชีวิต เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและความมั่นใจในทุกช่วงเวลาของชีวิต


การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ และค่ารักษายามเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา



รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย



ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 13/02/69

🔖 vibhavadi

🔖 redcross


You might be interested