10 โรคฮิตในเด็กที่มักเจอ พร้อมวิธีดูแลและรับมือเมื่อลูกไม่สบาย
คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมลูกถึงป่วยบ่อยจัง โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มเข้าโรงเรียนหรืออยู่กับเพื่อนๆ เป็นกลุ่ม บางครั้งก็รู้สึกว่าลูกเพิ่งหายป่วยไปได้ไม่กี่วันก็ป่วยอีกแล้ว ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องปกตินะ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ แถมเด็กวัยนี้ชอบเล่นคลุกคลีกัน แชร์ของเล่น มักจะลืมล้างมือ ก็เลยกลายเป็นว่าเชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายมาก
วันนี้เมืองไทยประกันชีวิตจะพาทุกคนมารู้จักกับ 10 โรคในเด็กที่มักเจอบ่อยๆ พร้อมวิธีรับมือและดูแลลูกเมื่อไม่สบาย มาเริ่มกันเลย!
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ทำไมเด็กวัยซนถึงป่วยบ่อย?
- รู้จัก 10 โรคในเด็กที่มักเกิดกับเจ้าหนูวัยซน พร้อมวิธีรับมือ
- รู้ทันวัคซีนในเด็กวัยซน ฉีดอะไร ป้องกันโรคฮิตในเด็กอะไรได้บ้าง
- สัญญาณอันตรายเมื่อไรควรรีบไปพบหมอ
- ปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัย ด้วยประกันสุขภาพที่ใส่ใจทุกวัยเติบโต

→ ทำไมเด็กวัยซนถึงป่วยบ่อย?
ก่อนจะไปดูโรคเด็กกันแบบละเอียด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมเด็กถึงป่วยบ่อย แล้วเราจะได้ไม่ตกใจหรือกังวลมากเกินไป
ความจริงก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก ยังอยู่ในช่วงเรียนรู้และพัฒนา เหมือนกับว่าร่างกายของเด็กกำลังสะสม "ประสบการณ์" ในการต้านทานเชื้อโรคต่างๆ ทุกครั้งที่เด็กป่วยและหายไป ร่างกายก็จะจดจำเชื้อตัวนั้นไว้ได้ และครั้งต่อไปก็จะต่อสู้ได้ดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่แพทย์มักจะบอกว่าเด็กจะป่วยบ่อยตอนเล็กๆ แต่พอโตขึ้นก็จะแข็งแรงขึ้นเอง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เด็กป่วยบ่อย เช่น
- การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เวลาเด็กไปโรงเรียน ไปเนอสเซอรี่ หรือเล่นกับเพื่อนๆ มันก็เหมือนกับว่ามีการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคกันอยู่เรื่อยๆ เด็กคนหนึ่งป่วย ไม่กี่วันเด็กทั้งห้องก็ป่วยตามไปด้วย
- การเล่นคลุกคลีกัน เด็กชอบเล่นใกล้ชิดกัน แชร์ของเล่น จับมือกัน บางทีก็กินอาหารร่วมกัน ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย
- การลืมล้างมือ นี่เป็นปัญหาใหญ่เลย เพราะเด็กมักจะลืมล้างมือก่อนกินข้าว หลังจากเล่น หรือหลังจากไปห้องน้ำ เชื้อโรคจากมือก็เลยเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ
ดังนั้น การที่ลูกป่วยบ่อยในช่วงอายุ 1-5 ปี มันเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องรู้จักโรคในเด็กที่พบบ่อย และรู้วิธีดูแลให้ถูกต้อง

→ รู้จัก 10 โรคในเด็กที่มักเกิดกับเจ้าหนูวัยซน พร้อมวิธีรับมือ
มาดูกันว่าโรคในเด็กที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง และเราจะรับมืออย่างไรเมื่อลูกป่วย
1. โรคมือ เท้า ปาก
นี่เป็นหนึ่งในโรคในเด็กที่เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้มักจะระบาดเป็นกลุ่ม
อาการที่ต้องสังเกต
- มีไข้ก่อน แล้วตามด้วยเจ็บคอ
- ตุ่มแดงหรือแผลเล็กๆ ในปาก บนลิ้น เหงือก ทำให้เจ็บตอนกิน
- ผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางทีก็มีที่ก้นด้วย
วิธีดูแล
- ให้ลูกพักผ่อนเยอะๆ
- ให้ดื่มน้ำเยอะเพื่อไม่ให้ขาดน้ำ (อาจจะให้น้ำเย็นๆ จะช่วยให้ปากสบายขึ้น)
- เลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว ที่จะทำให้แผลในปากแสบ ให้อาหารอ่อนๆ เย็นๆ แทน เช่น โจ๊ก ไอศกรีม
- ถ้าลูกเจ็บมาก แพทย์อาจจะให้ยาแก้ปวดแก้ไข้
- แยกของใช้ส่วนตัวของลูก อย่าให้พี่น้องใช้ร่วมกัน
โรคนี้จะหายเองใน 7-10 วัน แต่ระวังเรื่องการแพร่เชื้อ เพราะติดต่อได้ง่ายมากผ่านน้ำลาย น้ำมูก และของเหลวจากตุ่ม
2. ไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดกับไข้หวัดใหญ่เป็นอีกสองโรคฮิตในเด็กที่พบบ่อยตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและหนาว
- ไข้หวัดธรรมดา - มักจะมีน้ำมูกไหล จาม คัดจมูก เจ็บคอเล็กน้อย บางทีมีไข้เล็กน้อย อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเองใน 5-7 วัน
- ไข้หวัดใหญ่ - อาการจะรุนแรงกว่า มีไข้สูงกะทันหัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหนื่อยมาก บางทีมีคลื่นไส้อาเจียนด้วย
วิธีดูแล
- ให้ลูกพักผ่อนเยอะๆ
- ดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ขาดน้ำ
- ถ้ามีไข้ ให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์
- ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่และมีอาการรุนแรง แพทย์อาจจะให้ยาต้านไวรัสในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
การป้องกัน
- ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี - นี่สำคัญมาก เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- สอนลูกล้างมือบ่อยๆ
- ปิดปากจมูกเวลาไอจาม
3. ไข้เลือดออก
อีกหนึ่งโรคในเด็กที่ต้องระวังมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน เพราะเป็นช่วงที่ยุงลายเพิ่มจำนวนมาก
อาการที่ต้องสังเกต
- มีไข้สูงกะทันหัน 2-7 วัน
- ปวดศีรษะมาก โดยเฉพาะหลังตา
- ปวดเมื่อยตามตัวมาก เหมือนกระดูกจะแตก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- มีผื่นแดงตามตัว
- สัญญาณอันตราย: เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดา ปวดท้องมาก อาเจียนติดต่อกัน หายใจเหนื่อย มือเท้าเย็น
วิธีดูแล
- ต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและติดตามอาการ
- ให้ดื่มน้ำมากๆ เพราะจะมีการสูญเสียน้ำมาก
- ให้ยาลดไข้ พาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามให้แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
- ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีสัญญาณอันตรายต้องรีบพบแพทย์ทันที
การป้องกัน
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เก็บน้ำขัง
- ใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว
- ทายาหรือสเปรย์กันยุง
- นอนในมุ้ง
4. โรคท้องร่วง-อุจจาระร่วง
ท้องร่วงเป็นโรคฮิตในเด็กที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ชอบหยิบจับของใส่ปาก อาการหลักคือถ่ายเหลวหรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ ซึ่งถ้าไม่ดูแลดีๆ อาจทำให้ขาดน้ำได้
อาการที่ต้องสังเกต
- ถ่ายเหลวบ่อยขึ้นกว่าปกติ (มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน)
- ปวดท้อง ท้องเสีย
- คลื่นไส้ อาเจียน
- บางทีมีไข้ร่วมด้วย
สัญญาณขาดน้ำที่ต้องระวัง
- ปากแห้งไม่มีน้ำลาย
- ไม่มีน้ำตาตอนร้องไห้
- ปัสสาวะน้อย สีเข้ม
- อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง
- ดวงตาโบ๋
วิธีดูแล
- สิ่งสำคัญที่สุดคือป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้ดื่ม ORS (เกลือแร่) บ่อยๆ ทีละน้อย
- ยังคงให้นมแม่ต่อไปถ้าลูกยังดื่มนมแม่อยู่
- ให้อาหารอ่อนๆ ง่ายต่อการย่อย เช่น โจ๊ก กล้วย
- ถ้ามีไข้ ให้ยาลดไข้
- ถ้าท้องเสียรุนแรง ขาดน้ำมาก หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ต้องรีบพบแพทย์
การป้องกัน
- สอนลูกล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนกินข้าวและหลังเข้าห้องน้ำ
- ดูแลความสะอาดของอาหาร
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากโรต้าไวรัส
5. อีสุกอีใส
โรคในเด็กนี้แม้จะเป็นโรคติดต่อที่เคยระบาดหนักในอดีต แต่ปัจจุบันพบน้อยลงมากเพราะมีวัคซีนป้องกันที่ได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กบางคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบติดโรคนี้อยู่
อาการ
- มีไข้ก่อน 1-2 วัน
- ตามด้วยตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นทั่วตัว มันคันมาก
- ตุ่มจะค่อยๆ แห้ง เป็นสะเก็ด แล้วหลุดไป
วิธีดูแล
- ให้ลูกพักผ่อน
- ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันไม่ให้เกาจนเป็นแผล
- อาบน้ำได้ แต่ใช้น้ำอุ่น เช็ดตัวเบาๆ
- ใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง สบาย
- ถ้าคันมาก แพทย์อาจจะให้ยาแก้คัน
การป้องกัน
- ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส
6. หัด
หัดเป็นโรคในเด็กที่ติดเชื้อได้ง่ายและมีความร้ายแรง แพร่กระจายผ่านการไอจามอย่างรวดเร็ว ข่าวดีคือถ้าลูกได้รับวัคซีน MMR ครบแล้วจะปลอดภัยจากโรคในเด็กชนิดนี้ แต่ถ้ายังไม่ได้ฉีดหรือฉีดไม่ครบต้องระวังให้มาก เพราะหัดไม่ใช่แค่โรคในเด็กที่ออกผื่นธรรมดา อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
อาการ
- มีไข้สูง
- ไอ น้ำมูกไหล ตาแดง
- ผื่นแดงขึ้นทั่วตัว เริ่มจากใบหน้า แล้วลามไปทั่วตัว
วิธีดูแล
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำมากๆ
- ให้ยาลดไข้
- ต้องพบแพทย์เพื่อติดตามภาวะแทรกซ้อน
การป้องกัน
- ฉีดวัคซีน MMR (หัด คางทูม หัดเยอรมัน)
7. ไอพีดี (IPD)
โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียนิวโมค็อกคัส ซึ่งอาจทำให้เกิดโรครุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม เลือดเป็นพิษ
อาการ
- ไข้สูงกะทันหัน
- หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย
- อาเจียนมาก ปวดศีรษะรุนแรง
- ซึม ไม่ยอมดื่มนม
วิธีป้องกัน
- ฉีดวัคซีนนิวโมค็อกคัส (PCV)
8. โรคตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ)
โรคตาแดงเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก แพร่กระจายได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนที่เด็กๆ อยู่ใกล้ชิดกัน
อาการ
- ตาแดง มีขี้ตาเยอะ
- ตาคัน ระคายเคือง
- น้ำตาไหล
วิธีดูแล
- เช็ดขี้ตาด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น
- ล้างมือบ่อยๆ
- แยกผ้าเช็ดหน้า หมอนนอน
- พบแพทย์เพื่อได้ยาหยอดตา
9. ไอกรน
โรคไอกรนในเด็กนี้มีอาการไอรุนแรง ต่อเนื่อง จนหายใจไม่ออก หน้าแดง บางทีถึงขั้นอาเจียนหลังไอ
วิธีป้องกัน
- ฉีดวัคซีน DTP ตามกำหนด (ป้องกันได้ 3 โรค คอตีบ บาดทะยัก และไอกรน)
วิธีดูแล
- ให้เด็กพักผ่อนมากๆ
- ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
- เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้ไอ เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป และกิจกรรมที่ออกแรงมาก
10. โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคเหมือนโรคทั่วไป แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายเราเองที่ไวต่อสิ่งแวดล้อมบางอย่างมากเกินไป
อาการ
- น้ำมูกไหล จาม คัดจมูก
- ผื่นคัน
- ตาคัน น้ำตาไหล
วิธีดูแล
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
- ดูแลความสะอาดในบ้าน
- พบแพทย์เพื่อรักษาและควบคุมอาการ
→ รู้ทันวัคซีนในเด็กวัยซน ฉีดอะไร ป้องกันโรคฮิตในเด็กอะไรได้บ้าง
วัคซีนเป็นเรื่องสำคัญมากในการป้องกันโรคในเด็ก มาดูกันว่าวัคซีนแต่ละตัวป้องกันโรคอะไรบ้าง
วัคซีนที่สำคัญ
- BCG - ป้องกันวัณโรค
- HBV - ป้องกันตับอักเสบบี
- DTP - ป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
- โปลิโอ - ป้องกันโปลิโอ
- MMR - ป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน
- อีสุกอีใส - ป้องกันอีสุกอีใส
- ไข้หวัดใหญ่ - ป้องกันไข้หวัดใหญ่ (ฉีดทุกปี)
- นิวโมค็อกคัส (PCV) - ป้องกันโรคไอพีดี
- โรต้าไวรัส - ป้องกันท้องเสียจากโรต้าไวรัส
การฉีดวัคซีนครบตามกำหนดจะช่วยป้องกันโรคฮิตในเด็กได้หลายโรค และลดความรุนแรงของโรคถ้าเกิดอาการป่วย
→ สัญญาณอันตราย เมื่อไรควรรีบไปพบหมอ
แม้จะรู้จักโรคเด็กต่างๆ แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าเมื่อไรต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงมาก (40 องศาเซลเซียสขึ้นไป) หรือไข้ที่ลดไม่ลงด้วยยา
- ไข้ในเด็กเล็กกว่า 3 เดือน (ต้องพบแพทย์ทันที)
- ชัก เกร็ง กระตุก
- ซึม ไม่รู้สึกตัว ตอบสนองช้า
- หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจมีเสียงวี๊ด ซี่ๆ
- ปวดท้องรุนแรง ท้องแข็ง
- อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ดื่มน้ำไม่ได้
- ขาดน้ำรุนแรง (ไม่ปัสสาวะเกิน 8-12 ชั่วโมง)
- ผื่นที่ไม่หายเมื่อกดแล้วปล่อย (อาจเป็นเลือดออกใต้ผิวหนัง)
- มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระสีดำ
- คอแข็ง โน้มศีรษะไม่ได้
ถ้าสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ อย่าลังเลที่จะพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยให้ลูกหายเร็วและลดภาวะแทรกซ้อนได้

→ ปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัย ด้วยประกันสุขภาพที่ใส่ใจทุกวัยเติบโต
การที่เรารู้จักโรคในเด็ก 10 อันดับที่พบบ่อย พร้อมทั้งอาการและวิธีดูแลเบื้องต้น จะช่วยให้เราไม่ตกใจมากเกินไปเมื่อลูกป่วย และสามารถดูแลลูกได้อย่างถูกต้อง
สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรทำคือ ให้วัคซีนครบตามกำหนด สอนลูกล้างมือบ่อยๆ สังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด และอย่าลังเลที่จะพบแพทย์เมื่อไม่แน่ใจหรือเห็นอาการผิดปกติ
แต่นอกจากการป้องกันและดูแลแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีความมั่นใจมากขึ้นคือ การมีประกันสุขภาพสำหรับเด็ก เพราะแม้เราจะระมัดระวังมากแค่ไหน โรคฮิตในเด็กก็อาจเกิดขึ้นได้ ประกันสุขภาพที่ดีจะช่วยให้ลูกได้รับการรักษาที่ดีที่สุด โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และสามารถมุ่งความสนใจไปที่การดูแลลูกอย่างเต็มที่
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ขอให้ลูกๆ แข็งแรง ปลอดภัย และเติบโตไปอย่างมีความสุขนะ!
การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ และค่ารักษายามเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษาจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 21/10/68
🔖 kcmh.chulalongkornhospital