Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

10 โรคฮิตในเด็กที่มักเจอ พร้อมวิธีดูแลและรับมือเมื่อลูกไม่สบาย 02

10 โรคฮิตในเด็กที่มักเจอ พร้อมวิธีดูแลและรับมือเมื่อลูกไม่สบาย

February 03, 2026

10 นาที

คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมลูกถึงป่วยบ่อยจัง โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มเข้าโรงเรียนหรืออยู่กับเพื่อนๆ เป็นกลุ่ม บางครั้งก็รู้สึกว่าลูกเพิ่งหายป่วยไปได้ไม่กี่วันก็ป่วยอีกแล้ว ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องปกตินะ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ แถมเด็กวัยนี้ชอบเล่นคลุกคลีกัน แชร์ของเล่น มักจะลืมล้างมือ ก็เลยกลายเป็นว่าเชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายมาก

วันนี้เมืองไทยประกันชีวิตจะพาทุกคนมารู้จักกับ 10 โรคในเด็กที่มักเจอบ่อยๆ พร้อมวิธีรับมือและดูแลลูกเมื่อไม่สบาย มาเริ่มกันเลย!


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




เข้าใจโรคในเด็กภูมิคุ้มกันและปัจจัยเสี่ยง


→ ทำไมเด็กวัยซนถึงป่วยบ่อย?


ก่อนจะไปดูโรคเด็กกันแบบละเอียด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมเด็กถึงป่วยบ่อย แล้วเราจะได้ไม่ตกใจหรือกังวลมากเกินไป

ความจริงก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก ยังอยู่ในช่วงเรียนรู้และพัฒนา เหมือนกับว่าร่างกายของเด็กกำลังสะสม "ประสบการณ์" ในการต้านทานเชื้อโรคต่างๆ ทุกครั้งที่เด็กป่วยและหายไป ร่างกายก็จะจดจำเชื้อตัวนั้นไว้ได้ และครั้งต่อไปก็จะต่อสู้ได้ดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่แพทย์มักจะบอกว่าเด็กจะป่วยบ่อยตอนเล็กๆ แต่พอโตขึ้นก็จะแข็งแรงขึ้นเอง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เด็กป่วยบ่อย เช่น

  • การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เวลาเด็กไปโรงเรียน ไปเนอสเซอรี่ หรือเล่นกับเพื่อนๆ มันก็เหมือนกับว่ามีการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคกันอยู่เรื่อยๆ เด็กคนหนึ่งป่วย ไม่กี่วันเด็กทั้งห้องก็ป่วยตามไปด้วย
  • การเล่นคลุกคลีกัน เด็กชอบเล่นใกล้ชิดกัน แชร์ของเล่น จับมือกัน บางทีก็กินอาหารร่วมกัน ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย
  • การลืมล้างมือ นี่เป็นปัญหาใหญ่เลย เพราะเด็กมักจะลืมล้างมือก่อนกินข้าว หลังจากเล่น หรือหลังจากไปห้องน้ำ เชื้อโรคจากมือก็เลยเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ

ดังนั้น การที่ลูกป่วยบ่อยในช่วงอายุ 1-5 ปี มันเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องรู้จักโรคในเด็กที่พบบ่อย และรู้วิธีดูแลให้ถูกต้อง


รู้จัก 10 โรคในเด็กที่มักเกิดกับเจ้าหนูวัยซน พร้อมวิธีรับมือ

→ รู้จัก 10 โรคในเด็กที่มักเกิดกับเจ้าหนูวัยซน พร้อมวิธีรับมือ



มาดูกันว่าโรคในเด็กที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง และเราจะรับมืออย่างไรเมื่อลูกป่วย


1. โรคมือ เท้า ปาก


นี่เป็นหนึ่งในโรคในเด็กที่เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้มักจะระบาดเป็นกลุ่ม

อาการที่ต้องสังเกต

  • มีไข้ก่อน แล้วตามด้วยเจ็บคอ
  • ตุ่มแดงหรือแผลเล็กๆ ในปาก บนลิ้น เหงือก ทำให้เจ็บตอนกิน
  • ผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางทีก็มีที่ก้นด้วย

วิธีดูแล

  • ให้ลูกพักผ่อนเยอะๆ
  • ให้ดื่มน้ำเยอะเพื่อไม่ให้ขาดน้ำ (อาจจะให้น้ำเย็นๆ จะช่วยให้ปากสบายขึ้น)
  • เลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว ที่จะทำให้แผลในปากแสบ ให้อาหารอ่อนๆ เย็นๆ แทน เช่น โจ๊ก ไอศกรีม
  • ถ้าลูกเจ็บมาก แพทย์อาจจะให้ยาแก้ปวดแก้ไข้
  • แยกของใช้ส่วนตัวของลูก อย่าให้พี่น้องใช้ร่วมกัน

โรคนี้จะหายเองใน 7-10 วัน แต่ระวังเรื่องการแพร่เชื้อ เพราะติดต่อได้ง่ายมากผ่านน้ำลาย น้ำมูก และของเหลวจากตุ่ม


2. ไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่


ไข้หวัดกับไข้หวัดใหญ่เป็นอีกสองโรคฮิตในเด็กที่พบบ่อยตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและหนาว

  • ไข้หวัดธรรมดา - มักจะมีน้ำมูกไหล จาม คัดจมูก เจ็บคอเล็กน้อย บางทีมีไข้เล็กน้อย อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเองใน 5-7 วัน
  • ไข้หวัดใหญ่ - อาการจะรุนแรงกว่า มีไข้สูงกะทันหัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหนื่อยมาก บางทีมีคลื่นไส้อาเจียนด้วย

วิธีดูแล

  • ให้ลูกพักผ่อนเยอะๆ
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ขาดน้ำ
  • ถ้ามีไข้ ให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่และมีอาการรุนแรง แพทย์อาจจะให้ยาต้านไวรัสในช่วง 48 ชั่วโมงแรก

การป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี - นี่สำคัญมาก เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • สอนลูกล้างมือบ่อยๆ
  • ปิดปากจมูกเวลาไอจาม


3. ไข้เลือดออก


อีกหนึ่งโรคในเด็กที่ต้องระวังมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน เพราะเป็นช่วงที่ยุงลายเพิ่มจำนวนมาก

อาการที่ต้องสังเกต

  • มีไข้สูงกะทันหัน 2-7 วัน
  • ปวดศีรษะมาก โดยเฉพาะหลังตา
  • ปวดเมื่อยตามตัวมาก เหมือนกระดูกจะแตก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีผื่นแดงตามตัว
  • สัญญาณอันตราย: เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดา ปวดท้องมาก อาเจียนติดต่อกัน หายใจเหนื่อย มือเท้าเย็น

วิธีดูแล

  • ต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและติดตามอาการ
  • ให้ดื่มน้ำมากๆ เพราะจะมีการสูญเสียน้ำมาก
  • ให้ยาลดไข้ พาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามให้แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
  • ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีสัญญาณอันตรายต้องรีบพบแพทย์ทันที

การป้องกัน

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เก็บน้ำขัง
  • ใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว
  • ทายาหรือสเปรย์กันยุง
  • นอนในมุ้ง


4. โรคท้องร่วง-อุจจาระร่วง


ท้องร่วงเป็นโรคฮิตในเด็กที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ชอบหยิบจับของใส่ปาก อาการหลักคือถ่ายเหลวหรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ ซึ่งถ้าไม่ดูแลดีๆ อาจทำให้ขาดน้ำได้

อาการที่ต้องสังเกต

  • ถ่ายเหลวบ่อยขึ้นกว่าปกติ (มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน)
  • ปวดท้อง ท้องเสีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • บางทีมีไข้ร่วมด้วย

สัญญาณขาดน้ำที่ต้องระวัง

  • ปากแห้งไม่มีน้ำลาย
  • ไม่มีน้ำตาตอนร้องไห้
  • ปัสสาวะน้อย สีเข้ม
  • อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง
  • ดวงตาโบ๋

วิธีดูแล

  • สิ่งสำคัญที่สุดคือป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้ดื่ม ORS (เกลือแร่) บ่อยๆ ทีละน้อย
  • ยังคงให้นมแม่ต่อไปถ้าลูกยังดื่มนมแม่อยู่
  • ให้อาหารอ่อนๆ ง่ายต่อการย่อย เช่น โจ๊ก กล้วย
  • ถ้ามีไข้ ให้ยาลดไข้
  • ถ้าท้องเสียรุนแรง ขาดน้ำมาก หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ต้องรีบพบแพทย์

การป้องกัน

  • สอนลูกล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนกินข้าวและหลังเข้าห้องน้ำ
  • ดูแลความสะอาดของอาหาร
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากโรต้าไวรัส


5. อีสุกอีใส


โรคในเด็กนี้แม้จะเป็นโรคติดต่อที่เคยระบาดหนักในอดีต แต่ปัจจุบันพบน้อยลงมากเพราะมีวัคซีนป้องกันที่ได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กบางคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบติดโรคนี้อยู่

อาการ

  • มีไข้ก่อน 1-2 วัน
  • ตามด้วยตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นทั่วตัว มันคันมาก
  • ตุ่มจะค่อยๆ แห้ง เป็นสะเก็ด แล้วหลุดไป

วิธีดูแล

  • ให้ลูกพักผ่อน
  • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันไม่ให้เกาจนเป็นแผล
  • อาบน้ำได้ แต่ใช้น้ำอุ่น เช็ดตัวเบาๆ
  • ใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง สบาย
  • ถ้าคันมาก แพทย์อาจจะให้ยาแก้คัน

การป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส


6. หัด


หัดเป็นโรคในเด็กที่ติดเชื้อได้ง่ายและมีความร้ายแรง แพร่กระจายผ่านการไอจามอย่างรวดเร็ว ข่าวดีคือถ้าลูกได้รับวัคซีน MMR ครบแล้วจะปลอดภัยจากโรคในเด็กชนิดนี้ แต่ถ้ายังไม่ได้ฉีดหรือฉีดไม่ครบต้องระวังให้มาก เพราะหัดไม่ใช่แค่โรคในเด็กที่ออกผื่นธรรมดา อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

อาการ

  • มีไข้สูง
  • ไอ น้ำมูกไหล ตาแดง
  • ผื่นแดงขึ้นทั่วตัว เริ่มจากใบหน้า แล้วลามไปทั่วตัว

วิธีดูแล

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมากๆ
  • ให้ยาลดไข้
  • ต้องพบแพทย์เพื่อติดตามภาวะแทรกซ้อน

การป้องกัน

  • ฉีดวัคซีน MMR (หัด คางทูม หัดเยอรมัน)


7. ไอพีดี (IPD)


โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียนิวโมค็อกคัส ซึ่งอาจทำให้เกิดโรครุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม เลือดเป็นพิษ

อาการ

  • ไข้สูงกะทันหัน
  • หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย
  • อาเจียนมาก ปวดศีรษะรุนแรง
  • ซึม ไม่ยอมดื่มนม

วิธีป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนนิวโมค็อกคัส (PCV)


8. โรคตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ)


โรคตาแดงเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก แพร่กระจายได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนที่เด็กๆ อยู่ใกล้ชิดกัน

อาการ

  • ตาแดง มีขี้ตาเยอะ
  • ตาคัน ระคายเคือง
  • น้ำตาไหล

วิธีดูแล

  • เช็ดขี้ตาด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น
  • ล้างมือบ่อยๆ
  • แยกผ้าเช็ดหน้า หมอนนอน
  • พบแพทย์เพื่อได้ยาหยอดตา


9. ไอกรน


โรคไอกรนในเด็กนี้มีอาการไอรุนแรง ต่อเนื่อง จนหายใจไม่ออก หน้าแดง บางทีถึงขั้นอาเจียนหลังไอ

วิธีป้องกัน

  • ฉีดวัคซีน DTP ตามกำหนด (ป้องกันได้ 3 โรค คอตีบ บาดทะยัก และไอกรน)

วิธีดูแล

  • ให้เด็กพักผ่อนมากๆ
  • ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
  • เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้ไอ เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป และกิจกรรมที่ออกแรงมาก


10. โรคภูมิแพ้


โรคภูมิแพ้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคเหมือนโรคทั่วไป แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายเราเองที่ไวต่อสิ่งแวดล้อมบางอย่างมากเกินไป

อาการ

  • น้ำมูกไหล จาม คัดจมูก
  • ผื่นคัน
  • ตาคัน น้ำตาไหล

วิธีดูแล

  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
  • ดูแลความสะอาดในบ้าน
  • พบแพทย์เพื่อรักษาและควบคุมอาการ



→ รู้ทันวัคซีนในเด็กวัยซน ฉีดอะไร ป้องกันโรคฮิตในเด็กอะไรได้บ้าง



วัคซีนเป็นเรื่องสำคัญมากในการป้องกันโรคในเด็ก มาดูกันว่าวัคซีนแต่ละตัวป้องกันโรคอะไรบ้าง

วัคซีนที่สำคัญ

  • BCG - ป้องกันวัณโรค
  • HBV - ป้องกันตับอักเสบบี
  • DTP - ป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
  • โปลิโอ - ป้องกันโปลิโอ
  • MMR - ป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน
  • อีสุกอีใส - ป้องกันอีสุกอีใส
  • ไข้หวัดใหญ่ - ป้องกันไข้หวัดใหญ่ (ฉีดทุกปี)
  • นิวโมค็อกคัส (PCV) - ป้องกันโรคไอพีดี
  • โรต้าไวรัส - ป้องกันท้องเสียจากโรต้าไวรัส

การฉีดวัคซีนครบตามกำหนดจะช่วยป้องกันโรคฮิตในเด็กได้หลายโรค และลดความรุนแรงของโรคถ้าเกิดอาการป่วย



→ สัญญาณอันตราย เมื่อไรควรรีบไปพบหมอ



แม้จะรู้จักโรคเด็กต่างๆ แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าเมื่อไรต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที


  • ไข้สูงมาก (40 องศาเซลเซียสขึ้นไป) หรือไข้ที่ลดไม่ลงด้วยยา
  • ไข้ในเด็กเล็กกว่า 3 เดือน (ต้องพบแพทย์ทันที)
  • ชัก เกร็ง กระตุก
  • ซึม ไม่รู้สึกตัว ตอบสนองช้า
  • หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจมีเสียงวี๊ด ซี่ๆ
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องแข็ง
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ดื่มน้ำไม่ได้
  • ขาดน้ำรุนแรง (ไม่ปัสสาวะเกิน 8-12 ชั่วโมง)
  • ผื่นที่ไม่หายเมื่อกดแล้วปล่อย (อาจเป็นเลือดออกใต้ผิวหนัง)
  • มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระสีดำ
  • คอแข็ง โน้มศีรษะไม่ได้

ถ้าสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ อย่าลังเลที่จะพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยให้ลูกหายเร็วและลดภาวะแทรกซ้อนได้


ปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยจากโรคในฮิตเด็ก ด้วยประกันสุขภาพ

→ ปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัย ด้วยประกันสุขภาพที่ใส่ใจทุกวัยเติบโต



การที่เรารู้จักโรคในเด็ก 10 อันดับที่พบบ่อย พร้อมทั้งอาการและวิธีดูแลเบื้องต้น จะช่วยให้เราไม่ตกใจมากเกินไปเมื่อลูกป่วย และสามารถดูแลลูกได้อย่างถูกต้อง

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรทำคือ ให้วัคซีนครบตามกำหนด สอนลูกล้างมือบ่อยๆ สังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด และอย่าลังเลที่จะพบแพทย์เมื่อไม่แน่ใจหรือเห็นอาการผิดปกติ

แต่นอกจากการป้องกันและดูแลแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีความมั่นใจมากขึ้นคือ การมีประกันสุขภาพสำหรับเด็ก เพราะแม้เราจะระมัดระวังมากแค่ไหน โรคฮิตในเด็กก็อาจเกิดขึ้นได้ ประกันสุขภาพที่ดีจะช่วยให้ลูกได้รับการรักษาที่ดีที่สุด โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และสามารถมุ่งความสนใจไปที่การดูแลลูกอย่างเต็มที่

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ขอให้ลูกๆ แข็งแรง ปลอดภัย และเติบโตไปอย่างมีความสุขนะ!


การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ และค่ารักษายามเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษาจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน

  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 21/10/68

🔖 kcmh.chulalongkornhospital