Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

เกษียณอายุอย่างมีคุณภาพ ด้วยเคล็ดลับการวางแผนการเงิน

เกษียณอายุอย่างมีคุณภาพ ด้วยเคล็ดลับการวางแผนการเงิน

เกษียณอายุ คือ อะไร? อายุเกษียณ สิทธิประโยชน์ และการวางแผนทางการเงิน



ในวัยเกษียณเราไม่สามารถหารายได้เหมือนตอนวัยทำงาน ทำให้การวางแผนเกษียณอายุกลายเป็นเรื่องที่วัยทำงานควรให้ความสำคัญ แต่การวางแผนเกษียณ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยมีหนี้สินสูงเงินออมไม่พอใช้ กลายเป็นว่าหลายคนแก่ก่อนรวย และมีภาระหนี้สิน ในบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักว่าการวางแผนเกษียณอายุต้องเตรียมตัวอย่างไร และสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เกษียณที่ควรรู้มีอะไรบ้าง



Key Takeaways


  • เกษียณอายุ คือ การสิ้นสุดระยะเวลาทำงาน โดยแต่ละสาขาอาชีพต่างกำหนดอายุของวัยเกษียณที่ไม่เหมือนกัน
  • เงินเกษียณอายุของลูกจ้างภาครัฐ อยู่ในรูปแบบของเงินบำนาญและเงินบำเหน็จ ส่วนเงินเกษียณอายุของลูกจ้างเอกชน บริษัทจะจ่ายให้ในรูปแบบของเงินชดเชย
  • สูตรเกษียณอายุ 400 วัน ที่บริษัทเอกชนนิยมนำมาใช้คำนวณ คือ เงินเกษียณอายุ = (เงินเดือนสุดท้าย ÷ 30) × 400”



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




เกษียณอายุ คืออะไร


เกษียณอายุ คืออะไร


เกษียณอายุ คือ การสิ้นสุดระยะเวลาทำงาน โดยแต่ละสาขาอาชีพต่างกำหนดอายุของวัยเกษียณที่ไม่เหมือนกัน เช่น ข้าราชการจะเกษียณอายุที่ 60 ปี, พนักงานเอกชนอาจเกษียณอายุได้ตั้งแต่ 55 - 70 ปี (ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละบริษัท) หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถกำหนดอายุได้ตามความต้องการของตนเอง ซึ่งไม่ว่าจะทำอาชีพใดก็ตาม ทุกอาชีพต่างต้องวางแผนการเงินเพื่อให้มีเงินพอใช้หลังเกษียณอายุ เช่น ประกอบอาชีพหลังเกษียณ หรือซื้อประกันบำนาญเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน



เงินเกษียณอายุ ลูกจ้างจะได้รับจากไหนบ้าง ? 


ลูกจ้างที่ทำงานจนครบกำหนดเกษียณอายุ จะได้รับเงินเกษียณที่มาในหลายรูปแบบ ซึ่งได้แก่

  • เงินบำนาญ : เป็นเงินผลตอบแทนที่จะมอบให้แก่ข้าราชการที่ทำงานจนเกษียณอายุราชการ หรือเมื่อทำงานถึงระยะเวลาที่กำหนด โดยจะมอบให้เป็นรายเดือน แต่ทั้งนี้พนักงานเอกชน ก็สามารถมีเงินบำนาญใช้ตลอดชีวิตหลังวัยเกษียณ ได้เช่นกัน ผ่านการทำประกันบํานาญลดหย่อนภาษีเอาไว้
  • เงินบำเหน็จ : เป็นเงินผลตอบแทนที่จะมอบให้แก่ข้าราชการในลักษณะของเงินก้อน โดยจะได้รับเงินบำนาญตามสูตรการคำนวณ “เงินเดือนเดือนสุดท้าย X อายุราชการ” แต่ในกรณีของพนักงานเอกชน บริษัทหลายแห่งก็ได้จัดสวัสดิการที่เรียกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเงินบำเหน็จ เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์แก่ผู้เกษียณอายุการทำงาน
  • เงินชดเชย : เป็นเงินเกษียณอายุของลูกจ้างภาคเอกชนเท่านั้น โดยนายจ้างจะจ่ายก็ต่อเมื่อลูกจ้างคนนั้นเกษียณอายุ โดยจะจ่ายให้เป็นเงินก้อน ส่วนสาเหตุที่ต้องจ่ายให้เนื่องจากตามพรบ.คุ้มครองแรงงานได้กำหนดเอาไว้ว่าการเกษียณอายุ ถือเป็นการเลิกจ้าง ทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเหมือนกับการเลิกจ้างในลักษณะอื่น ๆ นั่นเอง



เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและสิทธิรักษาพยาบาล


เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและสิทธิรักษาพยาบาล


สิทธิประโยชน์ของผู้เกษียณยังไม่จบเพียงแค่เงินเกษียณที่จะได้รับเท่านั้น เพราะภาครัฐได้จัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุอีกมากมาย ที่จะช่วยให้วัยทำงานเกษียณอายุได้อย่างมั่นคง 


  • เบี้ยยังชีพ 600 - 1000 บาทต่อเดือน - ผู้ที่มีอายุครบ 60 ปี สามารถขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้ โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่อายุ 59 ปี ซึ่งรายละเอียดของเบี้ยยังชีพมีดังต่อไปนี้
  • อายุ 60 – 69 ปี ได้รับเงิน 600 บาท
  • อายุ 70 – 79 ปี ได้รับเงิน 700 บาท
  • อายุ 80 – 89 ปี ได้รับเงิน 800 บาท
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาท

ซึ่งเงินเบี้ยยังชีพภาครัฐจะโอนเข้าบัญชีให้ทุกวันที่ 10 ของเดือน แต่ในกรณีที่ติดวันหยุดราชการ จะโอนเงินให้ก่อนล่วงหน้า

  • บัตรทอง - โดยปกติแล้วพนักงานเอกชนที่จ่ายประกันสังคมมาตรา 33 เมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วย จะต้องรับการรักษา ณ โรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลรัฐบาล ที่รับการเบิกจ่ายของประกันสังคม แต่เมื่อถึงวัยเกษียณอายุแล้ว และไม่เลือกส่งเงินเข้าประกันสังคมมาตรา 39 สิทธิ์การรักษาพยาบาล ก็จะถูกย้ายไปยังสิทธิ์ของบัตรทอง ซึ่งมีมาตรฐานการรักษาใกล้เคียงกับสิทธิ์ประกันสังคมที่เคยได้รับ
  • ประกันสังคมมาตรา 40 - กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่จ่ายเงินสมทบให้แก่ประกันสังคมมาตรา 40 ในทางเลือกที่ 2 (จ่ายเดือนละ 100 บาท) และทางเลือกที่ 3 (จ่ายเดือนละ 300 บาท) เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบรูณ์ จะได้รับเงินชราภาพ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
  • ทางเลือกที่ 2 - ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับเงินสมทบ 50 บาท คูณด้วยจำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบ บวกกับเงินออมเพิ่ม
  • ทางเลือกที่ 3 -ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับ เงินสมทบ 150 บาท คูณด้วยจำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบ บวกกับเงินออมเพิ่ม   


อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ มักจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในวัยเกษียณเทียบเท่ากับกลุ่มพนักงานประจำ และกลุ่มข้าราชการ จึงควรทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ หรือประกันอื่น ๆ เอาไว้เพิ่มเติม เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองครอบคลุมมากยิ่งขึ้น



สูตรคำนวณเงินหลังเกษียณอายุ


สูตรคำนวณเงินหลังเกษียณอายุ

 

สูตรคำนวณเงินหลังเกษียณอายุมีหลายรูปแบบ แต่สูตรคำนวณที่บริษัทเอกชนนิยมนำมาใช้ คือสูตรเกษียณอายุ 400 วัน นั่นคือ 

เงินเกษียณอายุ = (เงินเดือนสุดท้าย ÷ 30) × 400

ตัวอย่างเช่น

เงินเดือนเดือนสุดท้ายอยู่ที่ 60,000 บาท

เงินเกษียณอายุ = (60,000 ÷ 30)× 400

= 800,000 บาท

 

อย่างไรก็ตามการวางแผนเกษียณที่ดี นอกจากจะทำความเข้าใจถึงสูตรคำนวณเงินหลังเกษียณอายุแล้ว ก็ควรทำความรู้จักเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงิน ที่จะช่วยให้เรามีความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณด้วยเช่นเดียวกัน

 

  1. RMF/SSF - เป็นกองทุนรวมสำหรับการลดหย่อนภาษี และเพื่อให้พนักงานเอกชนมีเงินใช้ในวัยเกษียณ โดย RMF ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมค่าลดหย่อนอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการออมเพื่อการเกษียณด้วยแล้ว จะลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท

 

ส่วน SSF ลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีแต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมค่าลดหย่อนอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการออมเพื่อการเกษียณด้วยแล้ว จะลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท

  1. ประกันบำนาญ - เป็นประกันสำหรับสร้างเงินออมไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ มีจุดเด่นคือ ให้ผลตอบแทนที่แน่นอน ทำให้วางแผนจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำเบี้ยประกันบำนาญที่ได้จ่ายไปมาลดหย่อนภาษีได้ในอัตรา 15% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  2. กองทุนดัชนีหุ้นต่างประเทศ - เช่น กองทุนดัชนี S&P500 ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นกองทุนที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำ 500 แห่งที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ซึ่งหากเริ่มลงทุนเร็วตั้งแต่เริ่มทำงานแล้ว ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในวัยใกล้เกษียณ อย่างไรก็ตามการลงทุนในดัชนีหุ้นต่างประเทศมีความเสี่ยงจากการขาดทุนเช่นกัน ดังนั้นจึงควรวางแผนบริหารความเสี่ยงให้ดี



วางแผนเกษียณอายุอย่างรอบคอบ เพื่อคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณ


ในวันที่สุขภาพร่างกายไม่ได้แข็งแรงเช่นเดิม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำอาชีพหลังเกษียณ ทำให้การเตรียมพร้อมเกษียณอายุตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการหวังพึ่งพาแต่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก็อาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุนี้จึงควรมองหาเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ที่ให้คุณสร้างชีวิตวัยเกษียณได้อย่างมั่นคง เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันสังคมที่ให้คุณมีเงินใช้ในวัยเกษียณอย่างยั่งยืน

 

หากต้องการวางแผนความคุ้มครองสำหรับตัวเองและครอบครัว เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) มีแผนประกันหลากหลายให้เลือก เหมาะกับทุกช่วงวัย ติดต่อรับคำปรึกษาได้ฟรี วันนี้ที่ muangthai.co.th

A: เงินเกษียณอายุจะได้รับตอนอายุเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพ หากเป็นข้าราชการจะได้รับเมื่ออายุครบ 60 ปี แต่หากเป็นพนักงานเอกชนอาจได้รับเงินเกษียณตั้งแต่อายุ 55 ปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัท)

Interesting Article