7 พฤติกรรมชาวออฟฟิศ เปลี่ยน “โต๊ะทำงาน” เป็น “เตียงโรงพยาบาล”
โต๊ะทำงานอาจดูไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ลองนับดูดี ๆ วันหนึ่งเรานั่งอยู่ตรงนี้กี่ชั่วโมง?
นั่งท่าเดิม จ้องจอนาน กินข้าวไม่ตรงเวลา ดื่มกาแฟแทนน้ำ ปวดฉี่ก็ขอทำงานให้เสร็จก่อน เหนื่อยแค่ไหนก็ยังบอกตัวเองว่า “ไหว” เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำทุกวัน อาจค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ของสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ลองเช็ก 7 พฤติกรรมของชาวออฟฟิศ มีข้อไหนที่คุณกำลังทำอยู่บ้าง?
Key Takeaway
- ชีวิตพนักงานออฟฟิศมีพฤติกรรมหลายอย่างที่อาจสะสมเป็นปัญหาสุขภาพได้ ตั้งแต่การนั่งนาน ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ปวดคอ บ่า ไหล่ กินอาหารไม่เป็นเวลา ดื่มน้ำน้อย ไปจนถึงพักผ่อนน้อยและความเครียด
- อาการปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยใน Office Syndrome โดยสัมพันธ์กับการนั่งหรือใช้หน้าจอนาน รวมถึงท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม
- การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วย เริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ระหว่างวัน เช่น เปลี่ยนอิริยาบถ ลุกเดิน ยืดเหยียด กินอาหารให้เหมาะสม ดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- หากมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง รุนแรง หรือเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

7 พฤติกรรมของชาวออฟฟิศต่อไปนี้ มีข้อไหนที่กำลังเกิดขึ้นกับคุณบ้าง?
หลายพฤติกรรมในวันทำงานอาจดูเป็นเรื่องปกติ จนเราไม่ทันสังเกตว่ากำลังทำซ้ำทุกวัน ลองเช็กกันว่า 7 พฤติกรรมต่อไปนี้ มีข้อไหนที่กำลังเกิดขึ้นกับคุณบ้าง?
1. นั่งจนลืมลุก
คอเริ่มตึง บ่าเริ่มแข็ง แต่ Deadline ยังไม่ขยับไปไหน
การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อยู่ในท่าเดิมซ้ำ ๆ หรือจัดโต๊ะและท่านั่งไม่เหมาะกับร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานต่อเนื่อง จนนำไปสู่อาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหลังที่พนักงานออฟฟิศหลายคนคุ้นเคยกันดี
จากอาการปวดเมื่อยที่เคยคิดว่า “เดี๋ยวก็คงหาย” หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือปล่อยไว้นาน ก็อาจเริ่มรบกวนทั้งการทำงานและชีวิตประจำวันได้
ดังนั้น ระหว่างวันลองเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกเดิน หรือยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะ รวมถึงสังเกตท่านั่งและตำแหน่งหน้าจอของตัวเองให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องรอให้ปวดก่อนแล้วค่อยลุก
ขยับนิดเดียว ร่างกายก็ได้พัก
2. งานยังไม่เสร็จ เลยยังไม่นอน
ปิดคอมดึก แต่พรุ่งนี้ก็ต้องเปิดใหม่เช้าเหมือนเดิม
งานหนัก ความกดดัน ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ง่ายในชีวิตวัยทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่มี Deadline หรือมีงานหลายอย่างเข้ามาพร้อมกัน
ปัญหาคือ เมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ เราอาจเริ่มเคยชินกับความเหนื่อยจนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ นอนน้อยก็แค่ดื่มกาแฟเพิ่ม ง่วงช่วงบ่ายก็พยายามฝืน แล้วกลับไปนอนดึกเหมือนเดิมในวันถัดไป
การพักผ่อนจึงไม่ควรเป็นรางวัลที่ต้องรอให้งานทุกอย่างเสร็จก่อน เพราะในความเป็นจริง งานอาจไม่มีวัน “เสร็จทุกอย่าง” จริง ๆ การแบ่งเวลาพักและนอนให้เพียงพอจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลร่างกายไม่ต่างจากการกินอาหารหรือออกกำลังกาย
งานพักได้ ร่างกายก็ควรได้พักเหมือนกัน
3. ประชุมต่อ ขอข้าวทีหลัง
กินตอนว่าง แทนที่จะว่างตอนกิน
เช้ามีประชุม เที่ยงมีงานด่วน บ่ายต้องส่งงาน เย็นต้องรีบกลับ ตารางงานที่แน่นอาจทำให้มื้ออาหารค่อย ๆ ถูกเลื่อนออกไป จากเที่ยงเป็นบ่าย หรือบางวันก็ข้ามมื้อแล้วไปจบด้วยอาหารมื้อใหญ่ตอนดึกแทน
เมื่อพฤติกรรมกินอาหารไม่เป็นเวลามาพร้อมกับการกินอาหารมัน ของทอด อาหารรสจัด ดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน รวมถึงกินอาหารแล้วนอนทันที ก็อาจกระตุ้นอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารในบางคน เช่น อาการกรดไหลย้อน
จึงไม่จำเป็นต้องรอให้หิวมากแล้วค่อยหาเวลากิน ลองให้ “เวลาอาหาร” เป็นส่วนหนึ่งของตารางชีวิตเหมือนกับที่เราให้เวลากับการประชุมหรืองานสำคัญ
เพราะมื้อหนึ่งอาจใช้เวลาไม่นาน แต่ร่างกายต้องอยู่กับสิ่งที่เรากินไปอีกนาน
อย่าปล่อยให้ปฏิทินงาน เป็นคนกำหนดสุขภาพทุกมื้อ
4. ปวดฉี่ แต่ขอส่งงานก่อน
“อีก 5 นาที” ที่บางครั้งยาวไปเป็นชั่วโมง
กำลังประชุมอยู่ งานใกล้เสร็จแล้ว หรือกำลังมีสมาธิ หลายคนจึงเลือกอั้นปัสสาวะเอาไว้ก่อน และ “อีก 5 นาที” ที่บอกตัวเองไว้ บางครั้งก็กลายเป็นครึ่งชั่วโมงหรือเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อรวมกับอีกหนึ่งพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในชาวออฟฟิศอย่างการดื่มน้ำน้อย เพราะยุ่งจนลืม หรือบางวันมีกาแฟหลายแก้วแต่น้ำเปล่าแทบไม่ได้แตะ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการอั้นปัสสาวะเป็นประจำอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาในระบบทางเดินปัสสาวะได้
วิธีปรับอาจเริ่มง่าย ๆ จากการวางน้ำไว้ใกล้ตัว จิบน้ำระหว่างวัน และเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะก็ไม่จำเป็นต้องรอให้งานชิ้นนั้นเสร็จทุกครั้ง
Deadline สำคัญ แต่เข้าห้องน้ำก่อนก็ยังทัน
ปวดเมื่อไร ไปเมื่อนั้น
5. กาแฟหวานหนึ่งแก้ว แล้วขนมอีกนิด
ไม่ได้กินเยอะ แค่กิน “นิด ๆ” ทั้งวัน
กาแฟหวานตอนเช้า ขนมตอนประชุม ชานมช่วงบ่าย แล้วเย็นเหนื่อยก็ขอของอร่อยให้ตัวเองอีกหน่อย ถ้ามองทีละครั้งอาจรู้สึกว่า “ไม่ได้กินเยอะ”
แต่คำว่า “นิดเดียว” หลายครั้งในหนึ่งวัน เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำ ก็อาจทำให้เราได้รับน้ำตาล ไขมัน และพลังงานมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อชีวิตการทำงานทำให้เราใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่กับโต๊ะและเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง
การดูแลสุขภาพไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกกาแฟ เลิกขนม หรือห้ามตัวเองจากอาหารทุกอย่างที่ชอบ แต่ควรเริ่มจากการมองภาพรวมว่าในหนึ่งวันเรากินอะไรไปบ้าง เครื่องดื่มหวานกี่แก้ว ได้กินผักและผลไม้เพียงพอหรือไม่ และได้เคลื่อนไหวร่างกายมากน้อยแค่ไหน
ของหวานไม่ผิด แต่อย่าหวานจนลืมดูแลตัวเอง
6. เครียด แต่บอกว่า “ไม่เป็นไร”
ร่างกายอาจจำ ทุกความเครียดที่เราพยายามลืม
ความเครียดจากงานไม่ได้จบลงทันทีที่เราปิดโน้ตบุ๊ก เพราะบางคนกลับบ้านแล้วยังคิดเรื่องงาน ก่อนนอนยังเช็กข้อความ และตื่นมาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูงานเป็นอย่างแรก
เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง เส้นแบ่งระหว่าง “เวลางาน” กับ “เวลาพัก” อาจค่อย ๆ หายไป และความเครียดที่สะสมก็อาจส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการนอน อารมณ์ การกิน ระบบทางเดินอาหาร รวมถึงคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน
การพักจึงไม่ได้หมายถึงการหยุดทำทุกอย่างเสมอไป แต่อาจเป็นการออกจากโต๊ะสักพัก เดิน ยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ชอบ หรือมีช่วงเวลาที่ไม่ต้องเปิดหน้าจอและคิดถึงงาน
บางครั้ง การหยุด คือส่วนหนึ่งของการไปต่อ
7. ไม่ป่วย ก็เลยไม่เคยเช็ก
ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง
นี่อาจเป็นพฤติกรรมที่มองเห็นยากที่สุด เพราะตอนที่ยังทำงานได้ ยังเดินไหว ยังประชุมต่อได้ และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เรามักคิดว่าสุขภาพของตัวเอง “ยังโอเค”
แต่ปัญหาสุขภาพบางอย่างอาจไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนตั้งแต่แรก การตรวจสุขภาพตามช่วงวัย ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เราได้รู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการก่อนแล้วจึงเริ่มดูแล
นอกจากการตรวจสุขภาพแล้ว การกลับมาสังเกตพฤติกรรมในแต่ละวันก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการนั่งทำงาน การกิน การนอน การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด เพราะหลายอย่างเริ่มปรับได้ตั้งแต่วันนี้
อย่ารอให้เตียงโรงพยาบาล เป็นที่แรกที่เราได้หยุดพักจริง ๆ

โต๊ะทำงาน ไม่ควรแลกมาด้วยสุขภาพ
เราอาจเลือกไม่ได้ทุกครั้งว่าวันนี้งานจะเยอะแค่ไหน ประชุมจะยาวหรือเปล่า หรือ Deadline จะเข้ามาพร้อมกันกี่งาน แต่ยังมีเรื่องเล็ก ๆ ในแต่ละวันที่เราเลือกได้
จะลุกจากเก้าอี้และเปลี่ยนอิริยาบถบ้างไหม จะกินข้าวให้ตรงเวลาขึ้นหรือเปล่า จะดื่มน้ำเพิ่มอีกแก้วไหม หรือวันนี้จะยอมพักเมื่อร่างกายเริ่มเหนื่อยแล้วหรือยัง
เพราะการดูแลสุขภาพของพนักงานออฟฟิศ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่เสมอไป หลายครั้งอาจเริ่มจากเรื่องธรรมดาที่เราทำอยู่ทุกวัน เพียงแค่เปลี่ยนวิธีทำมันเล็กน้อย
แค่เปลี่ยนเรื่องเล็ก ๆ ก่อนที่เรื่องเล็ก จะเปลี่ยนชีวิตเรา
นอกจากนี้การวางแผนดูแลสุขภาพและเตรียมความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลไว้ล่วงหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
- เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 20/09/69