10 ที่ปีนเขาในไทยยอดนิยม เส้นทางท้าใจสำหรับนักผจญภัยทุกระดับ
ความท้าทายและความงดงามของธรรมชาติคือสิ่งที่ทำให้การปีนเขาเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง วันนี้แอดจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 10 สถานที่ ปีนเขา ยอดนิยมในประเทศไทย ที่เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ พร้อมเคล็ดลับในการเตรียมตัวเพื่อให้การผจญภัยของคุณเป็นไปอย่างสนุกและปลอดภัย
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ปีนเขาคืออะไร? ทริปแอดเวนเจอร์ท้าทายที่ใครก็เริ่มได้
- แนะนำ 10 สถานที่ปีนเขาธรรมชาติยอดนิยมสำหรับมือใหม่
- เสน่ห์ของการปีนเขา เหตุผลที่คนหันมาหลงรัก
- อุปกรณ์ปีนเขาเบื้องต้นที่ควรรู้จัก
- เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมปีน
- การเตรียมพร้อมทั้งกายใจและประกันที่คุ้มครอง
ปีนเขาคืออะไร? ทริปแอดเวนเจอร์ท้าทายที่ใครก็เริ่มได้
การปีนเขา หรือ Hiking คือกิจกรรมการเดินทางด้วยเท้าในพื้นที่ธรรมชาติที่มีความสูงและความชันหลากหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นเนินเขา ภูเขา หรือหน้าผา โดยอาจมีการใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการปีนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเส้นทาง
จุดเด่นที่ทำให้การปีนเขาแตกต่างจากกิจกรรมผจญภัยอื่น ๆ คือ
- ความท้าทายที่ปรับระดับได้: มีเส้นทางหลากหลายระดับความยาก ตั้งแต่เนินเขาเล็กๆ ที่ใช้เวลาเดินไม่กี่ชั่วโมง ไปจนถึงเส้นทางระยะไกลที่ต้องใช้เวลาหลายวัน
- การสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด: ได้สัมผัสกับธรรมชาติในมุมมองที่แตกต่าง ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศที่หลากหลาย
- การท้าทายร่างกายและจิตใจ: ไม่เพียงแต่ทดสอบความแข็งแรงทางกายภาพ แต่ยังรวมถึงความอดทน ความมุ่งมั่น และความกล้าหาญ
- ประสบการณ์ที่ครบรส: ผสมผสานทั้งการออกกำลังกาย การท่องเที่ยว การถ่ายภาพ และการเข้าใจธรรมชาติไว้ด้วยกัน
สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ การปีนเขาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักผจญภัยมืออาชีพ แต่เป็นกิจกรรมที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ โดยการเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของตนเอง
แนะนำ 10 สถานที่ปีนเขาธรรมชาติยอดนิยมสำหรับมือใหม่
ประเทศไทยมีสถานที่ปีนเขาที่สวยงามและน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ มาดูกันว่ามีที่ไหนบ้างที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นผจญภัย

1. เขาช้างเผือก - กาญจนบุรี
เส้นทางปีนเขาใกล้กรุงเทพ เดินป่า 2 วัน 1 คืน ที่จะพาคุณผ่านสันเขาสวยระดับตำนานที่เรียกว่า "สันคมมีด" ชมวิวภูเขาสลับซับซ้อนแบบพาโนรามา เหมาะสำหรับมือใหม่ที่มีพื้นฐานบ้างแล้ว และพร้อมสำหรับการค้างแรม
ที่อยู่: อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
โทร: 0-3451-0979, 09-8252-0359
ค่าใช้จ่าย: ค่าเข้าอุทยาน 40–200 บาท, ค่ากางเต็นท์/ลูกหาบ 30–1,200 บาท แล้วแต่บริการ
การเดินทาง: ขับรถไป "บ้านอีต่อง" แล้วเดินเข้าทางอุทยานทองผาภูมิ หรือใช้บริการรถโดยสารต่อจากตลาดทองผาภูมิ

2. Monk's Trail (วัดผาลาด) – เชียงใหม่
เส้นทางเดินป่าระยะสั้นที่เริ่มจากหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปยังวัดผาลาด ซึ่งเป็นวัดที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า ให้บรรยากาศร่มรื่น ใกล้ตัวเมือง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือคนที่มีเวลาจำกัด
ที่อยู่: บ้านห้วยผาลาด 101, ถนน ศรีวิชัย อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200
โทร: -
ค่าใช้จ่าย: ฟรี
การเดินทาง: เริ่มจากถนนสุเทพ ใกล้ DCondo แล้วเดินขึ้นทางธรรมชาติประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง

3. เขาล้อมหมวก - ประจวบคีรีขันธ์
เขาหินปูนสูงราว 300 เมตร ที่ต้องปีนด้วยเชือกและบันได จุดเด่นคือวิวทะเล 3 อ่าวแบบ 360 องศา เปิดให้บริการเฉพาะช่วงวันหยุดยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความท้าทายและวิวทะเลสวย ๆ
ที่อยู่: ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โทร: -
ค่าใช้จ่าย: ฟรี (ลงทะเบียนหน้างาน, ค่าถุงมือประมาณ 20 บาท)
การเดินทาง: ขับรถเข้ากองบิน 5 อ่าวมะนาว แล้วลงทะเบียนขึ้นเขาตั้งแต่ 06:00 น.

4. ภูชี้ฟ้า - เชียงราย
จุดชมทะเลหมอกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย มีเส้นทางเดินขึ้นระยะสั้น เหมาะกับทุกเพศทุกวัย วิวสวยในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูหนาวที่มีทะเลหมอกสวยงาม
ที่อยู่: ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
โทร: 053-710195, 081-7240052
ค่าใช้จ่าย: ฟรี (บางจุดอาจมีค่าจอดรถ)
การเดินทาง: ขับรถจากตัวเมืองเชียงราย 2–2.5 ชั่วโมง จากจุดจอดรถเดินขึ้นยอดประมาณ 30 นาที

5. ม่อนแจ่ม - เชียงใหม่
ดอยที่มีบรรยากาศสบายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่หรือครอบครัว ชมวิวภูเขา แปลงดอกไม้ และไร่เกษตร มีกิจกรรมหลากหลายให้เลือกทำ เช่น ถ่ายรูป ชมวิว นั่งเล่นในร้านกาแฟ
ที่อยู่: ม่อนแจ่ม แม่ริม เชียงใหม่
โทร: -
ค่าใช้จ่าย: ฟรี (บางกิจกรรมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
การเดินทาง: ขับรถจากเมืองเชียงใหม่ประมาณ 40 นาที หรือเหมารถขึ้นจากแม่ริม

6. เขาโต๊ะแซะ - ภูเก็ต
เขาสูงราว 250 เมตร ใจกลางเมืองภูเก็ต มีลิงให้ชม และวิวพาโนรามาของเมืองภูเก็ต เดินขึ้นได้ทั้งเพื่อออกกำลังกายและท่องเที่ยว เหมาะสำหรับคนทุกวัยที่ต้องการกิจกรรมกลางแจ้งใกล้เมือง
ที่อยู่: ตำบล รัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต
โทร: -
ค่าใช้จ่าย: ฟรี
การเดินทาง: อยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต สามารถเดินหรือขับรถขึ้นได้ มีจุดชมวิวและลานจอดรถ

7. เขาหลวงสุโขทัย - สุโขทัย
เขาสูงที่สุดในสุโขทัย มีเส้นทางเดินป่าขึ้นเขาชันประมาณ 3.7 กิโลเมตร มีจุดกางเต็นท์ และวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมาก เหมาะสำหรับมือใหม่ที่พร้อมลุยและต้องการสัมผัสประสบการณ์การค้างแรมบนภูเขา
ที่อยู่: อุทยานแห่งชาติรามคำแหง จ.สุโขทัย
โทร: -
ค่าใช้จ่าย: ค่าเข้า 40 - 200 บาท, มีบริการกางเต็นท์และลูกหาบ
การเดินทาง: เดินทางจากเมืองสุโขทัยหรือพิษณุโลก โดยรถยนต์หรือรถบัส ต่อเข้าตัวอุทยาน แล้วเริ่มเดินจากทางขึ้นช่วงเช้า

8. ดอยม่อนจอง (Mon Jong) - เชียงใหม่
ดอยม่อนจองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย เป็นเส้นทางเดินป่าธรรมชาติระยะสั้น (ประมาณ 3–6 กิโลเมตร) ผสมสลับระหว่างทุ่งหญ้าและป่าสน วิวสวยงามทั้งเช้าและเย็น เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากลองเดินป่าท้าไลค์ธรรมชาติแบบไม่โหดมาก
ที่อยู่: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
โทร: -
ค่าใช้จ่าย: ฟรี (ไม่มีค่าเข้า)
การเดินทาง: จากเมืองเชียงใหม่ ขับรถไปอมก๋อยประมาณ 4–5 ชั่วโมง แล้วเดินทางต่อไปยังจุดเริ่มเดิน เท้าเดินขึ้นยอดประมาณ 2–3 ชั่วโมง สามารถกลับมาภายในวันเดียวได้

9. กิ่วแม่ปาน (Kew Mae Pan Nature Trail) - ดอยอินทนนท์ เชียงใหม่
เส้นทางศึกษาธรรมชาติกึ่งวงรอบระยะประมาณ 3.2 กิโลเมตร ผ่านป่าดิบเขาเข้าสู่จุดชมวิวเปิดโล่ง คุณจะได้สัมผัสระบบนิเวศหลากหลาย และมุมชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นสุดอลังการ เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่หลากหลาย
ที่อยู่: อำเภอแม่แจ่ม เชียงใหม่
โทร: -
ค่าใช้จ่าย: ค่าเข้าอุทยานดอยอินทนนท์ตามปกติ (คนไทยประมาณ 50 บาท)
การเดินทาง: ขับรถจากเชียงใหม่ไปดอยอินทนนท์ประมาณ 2 ชั่วโมง ลงทะเบียนที่ศูนย์นักท่องเที่ยว แล้วเดินตามเส้นทางในสวนธรรมชาติราว 2–3 ชั่วโมง สามารถกลับมาทันภายในวันเดียว

10. ดอยผ้าห่มปก (Doi Pha Hom Pok) - เชียงใหม่
ยอดดอยสูงสุดอันดับ 2 ของไทย (2,285 เมตร) มีทางเดินป่าประมาณ 3.5 กิโลเมตร ถึงยอดชมวิวทะเลหมอก 360 องศา และลานกางเต็นท์ที่สูงที่สุดในไทย เหมาะกับมือใหม่ที่อยากสัมผัสเส้นทางและธรรมชาติระดับกลาง พร้อมพักแรมหนึ่งคืน
ที่อยู่: 224 ตำบล โป่งน้ำร้อน อำเภอ ฝาง เชียงใหม่ 50110
โทร: 052 080 801
ค่าใช้จ่าย: ค่าเข้าอุทยานประมาณ 50 บาท, ค่าเช่าเต็นท์ประมาณ 225-600 บาท, อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคนนำทางและรถรับส่งขึ้นดอย
การเดินทาง: จากเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงผ่านฝางประมาณ 150 กิโลเมตร ไปที่ทำการอุทยาน แล้วใช้รถบริการขึ้นดอย (ห้ามใช้รถส่วนตัวหลัง 15:30 น.) เดินเท้าขึ้นยอดประมาณ 3.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
เสน่ห์ของการปีนเขา เหตุผลที่คนหันมาหลงรัก
การปีนเขามีเสน่ห์มากมายที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกหลงใหลในกิจกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น
- ประสบการณ์ปลุกใจ ท้าทายขีดจำกัดตัวเอง การปีนเขาเป็นการท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจ การได้เอาชนะความเหนื่อยล้า ความกลัว และอุปสรรคต่างๆ เพื่อไปถึงจุดหมาย สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจและความสำเร็จที่ไม่เหมือนกิจกรรมอื่น การได้พิสูจน์ว่าตัวเองสามารถทำสิ่งที่คิดว่ายากได้ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและทัศนคติเชิงบวกที่จะติดตัวไปใช้ในชีวิตประจำวัน
- อารมณ์และฮอร์โมนอะดรีนาลีนจากการปีน ขณะปีนเขา ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขและความตื่นเต้น ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา และมีความสุข หลายคนติดใจความรู้สึกนี้จนกลายเป็น "นักล่าอะดรีนาลีน" ที่แสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ
- มุมมองใหม่ ๆ ที่ได้จากการปีนเขา การมองโลกจากมุมสูงให้มุมมองที่แตกต่างไปจากชีวิตประจำวัน การได้เห็นความกว้างใหญ่ของธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกถึงความเล็กน้อยของตัวเอง และเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ หลายคนพบว่าการปีนเขาช่วยให้พวกเขามองปัญหาในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น และเกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ

อุปกรณ์ปีนเขาเบื้องต้นที่ควรรู้จัก
การมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้การปีนเขาของคุณสะดวกสบายขึ้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยอีกด้วย
อุปกรณ์หลักสำหรับการปีนเขา
- รองเท้าปีนเขา: หัวใจสำคัญของการปีนเขาคือรองเท้าที่เหมาะสม ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นยึดเกาะดี รองรับข้อเท้า และกันน้ำได้
- เป้สะพายหลัง: ควรเป็นเป้ที่ออกแบบมาสำหรับการปีนเขาโดยเฉพาะ มีการกระจายน้ำหนักที่ดีและมีช่องเก็บของที่เหมาะสม
- เสื้อผ้าที่เหมาะสม: ควรเป็นเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี แห้งเร็ว และสามารถปรับตัวตามสภาพอากาศได้ หลักการสำคัญคือการแต่งกายแบบชั้น (Layering)
- อุปกรณ์ป้องกัน: หมวก แว่นกันแดด ครีมกันแดด และถุงมือ เพื่อป้องกันแสงแดดและการบาดเจ็บ
- อุปกรณ์นำทาง: แผนที่ เข็มทิศ หรือ GPS เพื่อช่วยในการนำทางและป้องกันการหลงทาง
- ไฟฉาย/ไฟคาดศีรษะ: จำเป็นมากในกรณีที่มืดค่ำ หรือต้องเดินทางในเวลากลางคืน
- ชุดปฐมพยาบาล: เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเล็กน้อยระหว่างการเดินทาง
- น้ำและอาหาร: พกน้ำให้เพียงพอและอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ถั่ว ช็อคโกแลต และผลไม้แห้ง
อุปกรณ์เสริมตามสภาพเส้นทาง
- เต็นท์และถุงนอน: สำหรับเส้นทางที่ต้องค้างแรม
- เชือกและอุปกรณ์ปีนผา: สำหรับเส้นทางที่มีความชันสูงหรือต้องการการไต่เขา
- ไม้เท้าช่วยเดิน (Trekking Poles): ช่วยรักษาสมดุลและลดแรงกระแทกที่ข้อเข่าโดยเฉพาะในเส้นทางลงเขา
- เสื้อกันฝน/กันหนาว: สำหรับพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแปรปรวนหรือหนาวเย็น
คำแนะนำในการเลือกและดูแลอุปกรณ์
- ทดลองใช้ก่อนออกเดินทางจริง: โดยเฉพาะรองเท้าและเป้ ควรสวมใส่และปรับให้เข้ากับร่างกายก่อน
- เลือกตามความเหมาะสมกับเส้นทาง: ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงสำหรับเส้นทางง่ายๆ
- ดูแลรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ: ทำความสะอาดและเก็บอย่างถูกวิธีเพื่อยืดอายุการใช้งาน
ตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมปีน
การเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปีนเขาที่ปลอดภัยและสนุกสนาน
วิธีเตรียมร่างกาย
- ฝึกความแข็งแรงของขา: การปีนเขาใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก ควรฝึกท่าสควอท ลันจ์ และการเดินขึ้นบันได
- สร้างความอดทนของระบบหัวใจและปอด: ฝึกวิ่ง เดินเร็ว หรือปั่นจักรยานอย่างสม่ำเสมอ
- ฝึกการทรงตัว: การยืนขาเดียว หรือโยคะ จะช่วยพัฒนาการทรงตัวบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ
- ทดลองเดินกับน้ำหนัก: ฝึกเดินโดยสะพายเป้ที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับที่จะใช้จริง
เตรียมความพร้อมด้านจิตใจ
- ตั้งเป้าหมายที่เหมาะสม: เลือกเส้นทางที่เหมาะกับระดับความสามารถของตัวเอง มือใหม่อาจจะเลือกเป็นการปีนเขาใกล้กรุงเทพ
- ศึกษาข้อมูลเส้นทาง: รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ระยะทาง ความชัน และจุดพัก
- เตรียมใจรับมือกับความท้าทาย: เข้าใจว่าอาจเจอกับความเหนื่อยล้า ความกลัว หรือสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ
- ฝึกสมาธิและการหายใจ: ช่วยให้ควบคุมอารมณ์และจัดการกับความกดดันได้ดีขึ้น
สิ่งที่ควรคำนึงก่อนออกเดินทาง
- ตรวจสอบสภาพอากาศ: หลีกเลี่ยงการปีนเขาในวันที่มีพยากรณ์ว่าสภาพอากาศแปรปรวน
- แจ้งให้คนอื่นทราบ: บอกคนใกล้ชิดเกี่ยวกับแผนการเดินทาง เส้นทาง และเวลาที่คาดว่าจะกลับ
- ไปเป็นกลุ่ม: โดยเฉพาะสำหรับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย การมีเพื่อนร่วมทางช่วยเพิ่มความปลอดภัย
- รู้จักข้อจำกัดของตัวเอง: อย่าฝืนเกินความสามารถ รู้จักเมื่อไหร่ควรหยุดและถอยกลับ
การเตรียมพร้อมทั้งกายใจและประกันที่คุ้มครอง
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือนักปีนเขาที่มีประสบการณ์ การปีนเขาย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน การเตรียมร่างกายและจิตใจที่ดีคือก้าวแรกของการผจญภัยที่ปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญอีกประการที่ไม่ควรมองข้ามคือการมีประกันที่ให้ความคุ้มครองเหมาะสม
เมืองไทยประกันชีวิตเข้าใจถึงความต้องการของผู้รักการผจญภัย จึงมีแผนประกันอุบัติเหตุสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งการบาดเจ็บ การรักษาพยาบาล ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์การปีนเขาได้อย่างเต็มที่และมั่นใจ
การปีนเขาไม่เพียงแต่ท้าทายขีดจำกัดของคุณ แต่ยังเปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติที่หลายคนอาจไม่มีโอกาสได้เห็น เตรียมร่างกาย จิตใจ อุปกรณ์ และการคุ้มครองให้พร้อม แล้วออกไปสัมผัสประสบการณ์ปีนเขาที่จะเปลี่ยนมุมมองและชีวิตของคุณไปตลอดกาล
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 8/08/68
🔖 MyBest