มนุษย์เงินเดือนกับการวางแผนภาษีเป็นของคู่กัน ยิ่งใกล้ปลายปีแบบนี้ยิ่งมีหลายสิ่งให้ต้องเตรียมพร้อม โดยเฉพาะการประเมินรายได้เพื่อคำนวณอัตราการเสียภาษี และการมองหาตัวช่วยเพื่อขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ตามแบบฉบับของชาวออฟฟิศ หนึ่งในตัวเลือกที่นิยมกันก็คือการทำประกันชีวิตและสุขภาพ ที่จะได้รับในเรื่องความคุ้มครองเรื่องค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยควบคู่ไปด้วย แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องศึกษาไว้ เมืองไทยประกันชีวิตมีข้อมูลสิทธิลดหย่อนภาษีที่มนุษย์เงินเดือนต้องรู้มาฝากกัน

สิทธิลดหย่อนขั้นพื้นฐาน

สิทธิลดหย่อนขั้นพื้นฐาน

สิทธิลดหย่อนขั้นพื้นฐาน ปีภาษี 2563

ในหนึ่งปีเรามีค่าใช้จ่ายมากมายในชีวิตประจำวัน สิทธิลดหย่อนขั้นพื้นฐานของชีวิต จะช่วยในเรื่องการลดภาระส่วนตัวต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างเรื่องบ้าน เรื่องครอบครัว ตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับบุตรและพ่อแม่ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัวผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท สำหรับสามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรส โดยคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้
  • ค่าลดหย่อนบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ คนละ 30,000 บาท (ค่าลดหย่อนบุตรตั้งแต่คนที่สองที่เกิดปี 2561 เป็นต้นไป คนละ 60,000 บาท)
  • ค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปคนละ 30,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนอุปการะคนพิการ หรือคนทุพพลภาพคนละ 60,000 บาท
  • ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร  หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
  • เงินสมทบกองทุนประกันสังคม สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5,850 บาท
สิทธิลดหย่อนขั้นพื้นฐาน

สิทธิลดหย่อนกลุ่มการลงทุน

สิทธิลดหย่อนกลุ่มการลงทุน

สิทธิลดหย่อนกลุ่มการลงทุนและการออม ปีภาษี 2563

ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยม เพราะเน้นเรื่องการออมและช่วยทำให้เรามีเงินก้อนเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณ อีกทั้งยั้งสามารถนำเงินที่ลงทุนไปมาใช้หักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

  • กองทุน SSF สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000 บาท
  • กองทุน RMF สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุน SSFX (สำหรับคนที่ซื้อกองทุนระหว่างวันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 63) สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  • เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้  ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท
  • เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ  สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้  ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 13,200 บาท
สิทธิลดหย่อนกลุ่มการลงทุน

สิทธิลดหย่อนแบบประกัน

สิทธิลดหย่อนแบบประกัน

สิทธิลดหย่อนแบบประกัน ปีภาษี 2563

อีกหนึ่งกลุ่มสิทธิลดหย่อนที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะนอกจากจะได้รับเรื่องคุ้มครองดูแลแล้ว ก็ยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยแต่ละประเภทไปยื่นขอสิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วย สิ่งสำคัญคือการเลือกซื้อให้เหมาะกับตัวเรา เพื่อความคุ้มค่าและสิทธิผลประโยชน์ที่ตรงใจ

  • ประกันสุขภาพ ไฮไลท์ปีนี้อยู่ที่เราสามารถลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง ได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท (เปลี่ยนแปลงตามมาตรการด้านภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19) และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปต้องไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ เราสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยที่พ่อหรือแม่ของเราต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และประกันสุขภาพต้องมีความคุ้มครองตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร ดังต่อไปนี้
  • แบบประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล อันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพ และการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  • แบบประกันภัยอุบัติเหตุ เฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  • แบบประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses)
  • แบบประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)
  • ประกันชีวิตทั่วไป สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถใช้ สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวม SSF+RMF+เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ + กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน + เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท)
สิทธิลดหย่อนแบบประกัน

นอกจากนี้ ก็ยังมีสิทธิลดหย่อนภาษีแบบอื่นๆ เช่น สิทธิลดหย่อนเพื่อการบริจาคให้องค์กรการกุศล หรือสนับสนุนการศึกษา ที่ชาวออฟฟิศสามารถนำมาเป็นตัวช่วยในการวางแผนภาษีได้เช่นกัน อีกสิ่งสำคัญคือความเข้าใจในหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้เราสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง แต่ดูแลเรื่องการเงินของตัวเองแล้ว ก็ควรดูสุขภาพให้แข็งแรงควบคู่กันไปด้วย ถ้าจะให้ชัวร์ต้องมีผู้ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพให้อุ่นใจ เราขอแนะนำ ความคุ้มครองสุขภาพ ดี เฮลท์ (D Health) คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลตอนแอดมิท Top up สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่มีอยู่ ครอบคลุมทั้ง ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่ารักษาโรคร้าย โรคทั่วไป โรคระบาด เหมาจ่ายเต็มวงเงินสูงสุดถึง 5 ล้านบาท(1) จ่ายเบี้ยเพียงปีละ ไม่ถึง 12,000 บาท(2) ให้คุณคลายกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของเรื่องสุขภาพ มั่นใจในการรักษา และยังได้ลดหย่อนภาษีสูงสุด 25,000 บาท อีกด้วย

(1)กรณีเลือกแผนความคุ้มครอง 5 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยในต่อการเข้าพักรักษาตัวแบบครั้งใดครั้งหนึ่ง

(2)สำหรับผู้เอาประกันเพศหญิง อายุ 35 ปี  เลือกแผนความคุ้มครอง 5 ล้านบาท มีความรับผิดส่วนแรก 30,000 บาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง และชำระเบี้ยประกันรายปี

หมายเหตุ

  • คุ้มครองเฉพาะผู้ป่วยในเท่านั้น
  • ความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบท้าย
  • การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
  • เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากร กำหนด

โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

Tags:

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ประกันชีวิตและสุขภาพ

ความคุ้มครองสุขภาพ ดี เฮลท์

เก็ทง่าย จ่ายเต็มแม็กซ์!

ความคุ้มครองสุขภาพดีๆ ที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน เพราะเหมาจ่ายวงเงินเดียวสูงสุด 5 ล้านบาท* เงื่อนไขน้อยแต่คุ้มครองเยอะ เคลมได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

เมืองไทยประกันชีวิต ใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีสุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่คุณ หากคุณดำเนินการต่อ หรือปิดข้อความนี้ลง เราถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้และ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ