หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ตรวจ MRI” (Magnetic Resonance Imaging) หรือที่เรียกว่าตรวจอุโมงค์แม่เหล็ก ซึ่งเป็นการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรค แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ ว่าการตรวจ MRI จะส่งผลเสียต่อร่างกาย และยังมีค่าใช้จ่ายที่อาจจ่ายไม่ไหวหากได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ให้ตรวจ MRI กะทันหัน บางคนอาจมีประกันชีวิตและสุขภาพ แต่อาจไม่ครอบคลุมมากพอจนต้องจ่ายส่วนต่าง แต่รู้หรือไม่ว่าการตรวจด้วย MRI มีข้อดีมากกว่าที่คิด เมืองไทยประกันชีวิตจึงมีข้อมูลมาฝากอีกเช่นเคย

เครื่อง MRI ทำงานอย่างไร

เครื่อง MRI ทำงานอย่างไร

เครื่อง MRI ทำงานโดยอาศัยการทำปฏิกิริยาของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นความถี่วิทยุ และอนุภาคโปรตอนที่อยู่ในส่วนประกอบของเนื้อเยื่อแต่ละชนิด ซึ่งจะทำให้ได้สัญญาณภาพและจะถูกเปลี่ยนเป็นภาพของอวัยวะภายในโดยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการตรวจ MRI ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับรอยโรคที่สงสัย และความร่วมมือของผู้ที่รับการตรวจ เช่น การตรวจเพื่อดูความผิดปกติของเนื้อสมองโดยรวม จะอยู่ที่ประมาณ 20-25 นาที แต่ถ้าต้องการตรวจดูหลอดเลือดด้วย เวลาที่ใช้ในการตรวจ ก็จะเพิ่มขึ้น อีก 15 นาที กรณีที่ตรวจเพื่อดูความผิดปกติของส่วนช่องท้อง จะใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที

เครื่อง MRI ทำงานอย่างไร

MRI ใช้ตรวจอวัยวะใดได้บ้าง

MRI ใช้ตรวจอวัยวะใดได้บ้าง

การตรวจด้วยเครื่อง MRI ไม่ทําให้เกิดอาการเจ็บปวดระหว่างตรวจอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด และยังสามารถตรวจหาความผิดปกติได้แทบทุกอวัยวะ

  • ความผิดปกติของเนื้องอกส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  • ความผิดปกติของระบบกระดูกสันหลัง
  • ความผิดปกติของระบบกระดูก ข้อและกล้ามเนื้อ
  • ความผิดปกติบางอย่างของระบบหัวใจ
  • ความผิดปกติของการอุดตันหรือโป่งพองหรือความผิดปกติอื่นๆ ของระบบเส้นเลือด
  • หารอยโรคของตับ เช่น โรคตับแข็ง และโรคของอวัยวะอื่นๆ รวมทั้งท่อนํ้าดี ถุงน้ำดี และท่อน้ำในตับอ่อน
  • ความผิดปกติของถุงน้ำและเนื้องอกในไตและท่อปัสสาวะ
  • หาสาเหตุของอาการปวดในช่องเชิงกรานของผู้หญิง เช่น เนื้องอก
  • ตรวจหาเนื้องอกของเต้านม
MRI ใช้ตรวจอวัยวะใดได้บ้าง

การตรวจด้วย MRI ดีอย่างไร?

การตรวจด้วย MRI ดีอย่างไร?

 

  • MRI สามารถให้ภาพที่แยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ชัดเจน ทำให้มีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมากยิ่งขึ้น สามารถทำการตรวจได้ในทุกระนาบ ไม่ใช่เฉพาะแนวขวางอย่างเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  • ใช้ได้ดีกับส่วนที่ไม่ใช่กระดูก (non bony parts) คือเนื้อเยื่อ (soft tissues) โดยเฉพาะ สมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย (CT scan ดูภาพกระดูกได้ดีกว่า )
  • ใช้ได้ดีกับ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูกและกล้ามเนื้อ
  • สามารถตรวจเส้นเลือดได้โดย ไม่ต้องเสี่ยงกับการฉีดสารทึบรังสี และการสวนสายยางเพื่อฉีดสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำ
  • สะดวกสบายกว่าเพราะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังการตรวจ สามารถกลับบ้านได้ทันทีที่ตรวจเสร็จ
  • ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อเหมือนใน CT scan เพราะไม่ใช้คลื่นรังสี
การตรวจด้วย MRI ดีอย่างไร?

MRI และ CT Scan แตกต่างกันแค่ไหน?

นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ ไม่ขยับออกกำลังกาย

CT scan (Computerized Tomography Scan) คือ การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจอวัยวะภายในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพ สามารถให้รายละเอียดภาพที่คมชัด และสามารถตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ได้อย่างดี และจากข้อดีของการตรวจ MRI ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อเหมือนใน CT scan นั้น มาดูกันดีกว่า MRI และ CT Scan แตกต่างกันอย่างไร

1. CT scan ต้องใช้รังสี แต่ MRI ไม่ใช้รังสี

2. MRI เหมาะกับการตรวจเนื้อเยื่ออ่อน แต่ CT เหมาะกับการตรวจกระดูก

3. CT ใช้เวลาในการตรวจสั้นมาก MRI ต้องใช้เวลานานกว่า

4. สารเพิ่มความชัดของภาพ (contrast media) ที่ใช้แตกต่างกัน

      - การตรวจ CT ต้องมีการฉีดสารทึบแสงให้กับผู้ป่วยเพื่อเพิ่มความชัดเจนของภาพ ซึ่งมีส่วนประกอบของไอโอดีน และมีโอกาสทำให้เกิดพิษกับไตได้

      - การตรวจ MRI สารเพิ่มความชัดของภาพ จะเป็น Gadolinium ไม่มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบ จึงไม่ทำให้เกิดพิษกับไต

5. โลหะเป็นของต้องห้ามสำหรับ MRI

      - การตรวจ MRI หากมีโลหะทั้งภายในและภายนอกร่างกายเข้าไปอยู่ในสนามแม่เหล็กอาจทำให้เกิดการเคลื่อนที่ และเป็นอันตรายได้

      - ส่วนการตรวจ CT scan สามารถทำการตรวจในผู้รับการตรวจที่มีโลหะได้ เพียงแต่ภาพที่ได้อาจมีความเบลออยู่บ้าง

 

 

นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ ไม่ขยับออกกำลังกาย

เมื่อทราบถึงข้อดีและประโยชน์ของการตรวจ MRI แล้ว หลายคนคงเบาใจขึ้นว่าไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ที่สำคัญหากไม่อยากกังวลเรื่องค่ารักษา เมืองไทยประกันชีวิต ขอเสนอ สัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพแบบอีลิท เฮลท์ ที่คุ้มครองการตรวจวินิจฉัยแบบ MRI  การรักษามะเร็งแบบจำเพาะเจาะจง Targeted Therapy แบบจ่ายตามจริงสูงถึง 20 - 100 ล้านบาทต่อปี คุ้มครองโรคร้ายแรงทุกระยะ โรคทั่วไป และโรคระบาด ยาวๆ ถึงอายุ 99 ปี(1) จ่ายเบี้ยเพียงเดือนละไม่เกิน 2,000 บาท(2) ให้คุณคลายกังวลทุกความเสี่ยงของเรื่องสุขภาพ

 

(1) ความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบท้าย

(2) สำหรับผู้เอาประกันภัยอายุ 30 ปี แผน 1 พื้นที่ความคุ้มครองประเทศไทย ชำระเบี้ยประกันภัยรายปี

 

หมายเหตุ

  • สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ใหม่เท่านั้น
  •  การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
  • เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากร กำหนด
  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

 

ที่มา :

โรงพยาบาลพญาไท bit.ly/3octOsN, bit.ly/3luNAhw

โรงพยาบาลสินแพทย์ bit.ly/33xvGUY

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ bit.ly/3fTGXnJ

โรงพยาบาลกรุงเทพ bit.ly/3qle34N

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล bit.ly/3lFRNie

Tags:

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ประกันสุขภาพ

ความคุ้มครองสุขภาพ อีลิท เฮลท์

คุ้มครองสูง ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพ

ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพ ด้วยความคุ้มครองสูงตั้งแต่ 20-100 ล้านบาท/ปี ในราคาเบี้ยเข้าถึงง่าย คลอบคลุมโรคร้ายแรงและการไปรักษาต่างประเทศ(2)

เมืองไทยประกันชีวิต ใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีสุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่คุณ หากคุณดำเนินการต่อ หรือปิดข้อความนี้ลง เราถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้และ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ