Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

ใครชอบกินเนื้อแดง ระวังเสี่ยงมะเร็ง!

ใครชอบกินเนื้อแดง ระวังเสี่ยงมะเร็ง!

September 29, 2026

5 minutes

หมูกระทะตอนเย็น ข้าวกะเพราหมูตอนกลางวัน สเต๊กเนื้อในวันหยุด หรือแม้แต่หมูชิ้นที่อยู่ในอาหารจานโปรด หลายอย่างเป็นเมนูธรรมดาที่เรากินกันจนแทบไม่เคยนึกว่าอาหารเหล่านี้บางส่วนจัดอยู่ในกลุ่ม “เนื้อแดง”

เมื่อพูดถึงเนื้อแดง หลายคนอาจนึกถึงเนื้อวัวสีแดงสดเป็นอย่างแรก จึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วเนื้อหมูที่เรากินเป็นประจำถือเป็นเนื้อแดงด้วยหรือไม่? เนื้อแดงมีอะไรบ้าง? และที่เคยได้ยินว่า กินเนื้อแดงเสี่ยงมะเร็ง นั้นหมายความว่าต้องเลิกกินเนื้อไปเลยหรือเปล่า?

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ IARC ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดเนื้อแดงอยู่ในกลุ่ม 2A หรือ “อาจก่อมะเร็งในมนุษย์” (Probably carcinogenic to humans) โดยมีหลักฐานความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ขณะที่เนื้อสัตว์แปรรูปถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 1 หรือมีหลักฐานเพียงพอว่าสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ได้

แต่คำว่า “มีความเสี่ยง” ไม่ได้หมายความว่า กินหมูหรือเนื้อวัวหนึ่งมื้อแล้วจะเป็นมะเร็งทันที และไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องงดเนื้อแดง เพราะเนื้อแดงยังเป็นแหล่งของโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ ปริมาณ ความถี่ วิธีปรุง และความหลากหลายของอาหารที่เรากินในระยะยาว

ถ้าเนื้อแดงเป็นหนึ่งในอาหารที่อยู่บนโต๊ะของคุณแทบทุกวัน อาจถึงเวลาลองเช็กดูว่า เรากำลังกินมากเกินไปหรือไม่ และจะปรับอย่างไรให้ยังอร่อยกับมื้อโปรดได้ โดยไม่ละเลยสุขภาพในระยะยาว

Key Takeaway

  • เนื้อแดงไม่ได้หมายถึงเฉพาะเนื้อวัว แต่รวมถึงเนื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อแพะ ดังนั้นหมูที่หลายคนกินเป็นประจำก็นับเป็นเนื้อแดงเช่นกัน
  • IARC จัด เนื้อแดงอยู่ในกลุ่ม 2A หรืออาจก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยมีหลักฐานความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ส่วน เนื้อสัตว์แปรรูปอยู่ในกลุ่ม 1 ซึ่งมีหลักฐานเพียงพอว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ได้
  • การจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับสารก่อมะเร็งอื่น ไม่ได้หมายความว่าอันตรายในระดับเท่ากัน แต่เป็นการจัดตาม “ระดับความหนักแน่นของหลักฐาน”
  • ไม่จำเป็นต้องงดเนื้อแดงทั้งหมด โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติอ้างอิงคำแนะนำของกองทุนวิจัยมะเร็งโลกว่า ควรรับประทานเนื้อแดงไม่เกินประมาณ 500 กรัมต่อสัปดาห์
  • สามารถสลับแหล่งโปรตีนเป็นปลา ไก่ไม่ติดหนัง ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และโปรตีนจากพืช เพื่อช่วยให้อาหารมีความหลากหลายมากขึ้น

ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

 เนื้อแดงคืออะไร? คือเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ที่เรากินทุกวันไหม

เนื้อแดงคืออะไร? คือเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ที่เรากินทุกวันไหม

หลายคนเข้าใจคำว่า “เนื้อแดง” จากสีของอาหารที่เห็น จึงอาจคิดว่าเฉพาะเนื้อวัวเท่านั้นที่อยู่ในกลุ่มนี้ ขณะที่หมูมีสีอ่อนกว่าและไม่น่าจะใช่ แต่ในทางโภชนาการและการศึกษาความเสี่ยงโรค การแบ่งประเภทไม่ได้ดูเพียงสีของเนื้อหลังซื้อหรือหลังปรุงสุกเท่านั้น

เนื้อแดงมีอะไรบ้าง? ทำไมเนื้อหมูถึงเป็นเนื้อแดง

เนื้อแดง (Red Meat) โดยทั่วไปหมายถึงเนื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น

  • เนื้อหมู
  • เนื้อวัว
  • เนื้อแกะ
  • เนื้อแพะ
  • เนื้อม้า
  • เนื้อหมูป่า

ดังนั้นเมนูที่ดูคุ้นเคยอย่างหมูทอด หมูย่าง สเต๊กหมู หมูกระทะ หรือหมูในกะเพรา ก็ถือเป็นการรับประทานเนื้อแดงเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสเต๊กเนื้อวัวชิ้นใหญ่เท่านั้น

เหตุผลหนึ่งที่เนื้อกลุ่มนี้มีลักษณะต่างจากเนื้อสัตว์บางประเภท คือมีไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการจับออกซิเจนในกล้ามเนื้อในปริมาณมากกว่า จึงทำให้เนื้อมีสีแดงหรือสีเข้มกว่าเนื้อสัตว์บางชนิด

แต่สิ่งที่ควรแยกให้ชัดคือ “เนื้อแดง” กับ “เนื้อสัตว์แปรรูป” ไม่ใช่คำเดียวกัน เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed Meat) หมายถึงเนื้อที่ผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหรือยืดอายุการเก็บรักษา เช่น การหมัก บ่ม รมควัน เติมเกลือ หรือกระบวนการถนอมอาหาร ตัวอย่างเช่น

ไส้กรอก เบคอน แฮม กุนเชียง หมูยอ ซาลามี เนื้อเค็มหรือเนื้อแปรรูปบางประเภท

ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะระดับหลักฐานเกี่ยวกับมะเร็งของอาหารสองกลุ่มไม่เหมือนกัน

IARC จัด เนื้อแดงไว้ในกลุ่ม 2A หรือ Probably carcinogenic to humans ซึ่งหมายถึงมีหลักฐานสนับสนุนว่าอาจก่อมะเร็งในมนุษย์ ขณะที่ เนื้อสัตว์แปรรูปถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 1 หรือ Carcinogenic to humans เนื่องจากมีหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับการก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

อย่างไรก็ตาม การที่เนื้อสัตว์แปรรูปอยู่ในกลุ่ม 1 เช่นเดียวกับสารก่อมะเร็งชนิดอื่น ไม่ได้หมายความว่าเนื้อสัตว์แปรรูปจะมีระดับอันตรายเท่ากับบุหรี่หรือสารอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน การจัดกลุ่มดังกล่าวบอกถึง ความหนักแน่นของหลักฐานว่าปัจจัยนั้นสามารถก่อมะเร็งได้ ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบว่าแต่ละปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงมากเท่ากัน

ดังนั้น สิ่งที่ควรจำง่าย ๆ คือ หมูและวัว = เนื้อแดง ส่วนไส้กรอก เบคอน แฮม หมูยอ = เนื้อสัตว์แปรรูป และบางเมนูอาจเป็นทั้งผลิตภัณฑ์จากเนื้อแดงและผ่านกระบวนการแปรรูปด้วย

เนื้อแดงจึงใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด เพราะไม่ได้อยู่แค่ในร้านสเต๊กหรือบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง แต่อาจอยู่ในอาหารธรรมดาที่เรากินตั้งแต่มื้อเช้าจนถึงมื้อเย็น การรู้ว่าอะไรจัดเป็นเนื้อแดงจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้เราประเมินปริมาณที่กินในแต่ละสัปดาห์ได้ง่ายขึ้น

 กินเนื้อแดงเสี่ยงมะเร็งจริงไหม? ใครชอบกินต้องระวัง

กินเนื้อแดงเสี่ยงมะเร็งจริงไหม? ใครชอบกินต้องระวัง

เมื่อได้ยินคำว่า “เนื้อแดงเสี่ยงมะเร็ง” หลายคนอาจตีความไปไกลจนคิดว่าควรงดทันที แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับโรคมะเร็งไม่ได้เกิดจากอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง และความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับปริมาณ ความถี่ วิธีการปรุง รวมถึงพฤติกรรมสุขภาพอื่น ๆ ที่สะสมเป็นเวลานาน

เนื้อแดงเกี่ยวข้องกับมะเร็งอะไร และความเสี่ยงเกิดขึ้นได้อย่างไร

ข้อมูลจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า การรับประทานเนื้อแดงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ขณะที่การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปมากขึ้นและเป็นประจำก็เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งในบริเวณดังกล่าวเช่นกัน

คำสำคัญจึงอยู่ที่ “ความสัมพันธ์กับความเสี่ยง” ไม่ใช่สมการที่ว่า กินเนื้อแดง = ต้องเป็นมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งพันธุกรรม อายุ น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ รูปแบบอาหาร และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ การรับประทานเนื้อแดงมากเป็นประจำจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ใช้ทำนายว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็นมะเร็ง

แล้วทำไมการกินเนื้อแดงมากจึงถูกจับตามอง?

หนึ่งในกลไกที่มีการศึกษาเกี่ยวข้องกับ Heme iron หรือธาตุเหล็กชนิดฮีม ซึ่งพบในเนื้อแดง ธาตุเหล็กชนิดนี้มีประโยชน์และร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ส่งเสริมการเกิดสารประกอบ N-nitroso และภาวะ oxidative stress ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเซลล์ได้

สำหรับเนื้อสัตว์แปรรูป กระบวนการผลิตบางชนิดอาจมีการใช้ไนไตรต์หรือไนเตรตเพื่อการถนอมอาหารและรักษาคุณภาพ ซึ่งสามารถเกี่ยวข้องกับการเกิดสารประกอบ N-nitroso ภายใต้สภาวะบางอย่าง

นอกจากนี้ วิธีปรุงก็เป็นอีกเรื่องที่ควรใส่ใจ โดยเฉพาะการปรุงเนื้อด้วยอุณหภูมิสูงมาก การย่างจนไหม้เกรียม หรือให้เนื้อสัมผัสเปลวไฟโดยตรง เพราะกระบวนการดังกล่าวสามารถทำให้เกิดสารบางชนิด เช่น Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) และสารจากการปรุงอาหารด้วยความร้อนสูง ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่การกินปิ้งย่างไหม้เกรียมเป็นประจำไม่ใช่พฤติกรรมที่ควรทำจนเป็นนิสัย

ข้อมูลจาก BDMS Wellness Clinic ยังอธิบายถึงกลไกที่อาจเกี่ยวข้องกับเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป ไม่ว่าจะเป็น oxidative stress ความเสียหายต่อเซลล์ลำไส้ ตลอดจนผลกระทบต่อปัจจัยสุขภาพอื่น เช่น ระดับ LDL cholesterol และความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองเนื้อแดงเฉพาะด้านความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว เพราะเนื้อแดงยังให้สารอาหารที่ร่างกายต้องการ ไม่ว่าจะเป็น

  • โปรตีน ซึ่งช่วยในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • ธาตุเหล็ก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดงและการขนส่งออกซิเจน
  • สังกะสี ซึ่งมีบทบาทต่อภูมิคุ้มกันและกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย
  • วิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อระบบประสาทและการสร้างเม็ดเลือด

เพราะฉะนั้น เป้าหมายของการดูแลสุขภาพจึงไม่ใช่การสร้างความกลัวจนต้องตัดอาหารกลุ่มหนึ่งออกจากชีวิตทั้งหมด แต่เป็นการรู้ว่า “แค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี” โดยเฉพาะคนที่กินเนื้อแดงแทบทุกมื้อ เช่น เช้ากินหมูปิ้ง กลางวันกะเพราหมู เย็นหมูกระทะ หรือมีไส้กรอก เบคอน แฮม และหมูยอเป็นอาหารประจำ การลองมองภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์อาจทำให้เห็นว่า เราได้รับทั้งเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปบ่อยกว่าที่คิด

ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “กินเนื้อแดงได้ไหม?” คำถามที่ช่วยดูแลสุขภาพได้มากกว่าอาจเป็น “หนึ่งสัปดาห์เรากินเนื้อแดงมากแค่ไหน และมีโปรตีนจากแหล่งอื่นสลับบ้างหรือยัง?”

 กินเนื้อแดงได้แค่ไหน? ลดอย่างไรโดยไม่ต้องเลิกกิน

กินเนื้อแดงได้แค่ไหน? ลดอย่างไรโดยไม่ต้องเลิกกิน

การลดความเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าต้องบอกลาเมนูโปรดทั้งหมด แต่สามารถเริ่มจากการจัดสัดส่วนและเพิ่มความหลากหลายให้กับแหล่งโปรตีนในแต่ละสัปดาห์

เนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์ ต้องนับอย่างไร และกินอะไรแทนได้บ้าง

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่อ้างอิงคำแนะนำของกองทุนวิจัยมะเร็งโลก ระบุว่า ควรรับประทานเนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์ และควรจำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป

สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นกับการชั่งอาหารทุกคำ แต่สามารถใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นกรอบช่วยเตือนตัวเองว่า ไม่ควรให้เนื้อแดงเป็นโปรตีนหลักทุกมื้อ ทุกวัน

ตัวอย่างเช่น หากวันนี้มื้อกลางวันกินอาหารที่มีหมูแล้ว มื้อเย็นอาจเปลี่ยนเป็นปลา ไก่ ไข่ หรือเต้าหู้แทน หรือถ้ารู้ว่าสุดสัปดาห์มีนัดกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง วันอื่น ๆ ก็อาจลดสัดส่วนเนื้อแดงลงและเพิ่มโปรตีนจากแหล่งอื่นให้มากขึ้น

การลดเนื้อแดงจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำว่า “ห้ามกิน” แต่เริ่มจากคำว่า “กินสลับ” ได้ง่ายกว่า

1. สลับจากเนื้อแดงเป็นปลา

ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี และปลาหลายชนิดมีไขมันไม่อิ่มตัว การเลือกปลาเป็นอาหารหลักในบางมื้อจึงช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งโปรตีน และลดจำนวนมื้อที่ต้องพึ่งเนื้อแดงลงได้

เช่น จากข้าวกะเพราหมูในบางวัน อาจเปลี่ยนเป็นข้าวกับปลาย่าง ต้มยำปลา หรือเมนูปลาที่ไม่ผ่านการทอดน้ำมันมากเกินไป

2. เลือกเนื้อไก่ไม่ติดหนังในบางมื้อ

เนื้อไก่จัดเป็นเนื้อขาวและสามารถนำมาแทนเนื้อหมูหรือเนื้อวัวในหลายเมนูได้ เช่น สลัดอกไก่ ข้าวไก่ย่าง ผัดกะเพราไก่ หรือต้มจืดไก่

แต่คำว่า “เปลี่ยนเป็นไก่” ก็ไม่ได้หมายความว่าไก่ทอดหรือไก่แปรรูปจะกลายเป็นอาหารสุขภาพโดยอัตโนมัติ วิธีปรุง ปริมาณไขมัน โซเดียม และภาพรวมของอาหารทั้งมื้อยังมีความสำคัญ

3. เพิ่มเต้าหู้และถั่วเป็นโปรตีนจากพืช

เต้าหู้ ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลูกไก่ และถั่วชนิดต่าง ๆ เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากลดจำนวนมื้อเนื้อสัตว์โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปกินมังสวิรัติเต็มรูปแบบ

แต่แนะนำให้รับประทานถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์ เช่น เต้าหู้และนมถั่วเหลือง สลับกับเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้รับอาหารที่หลากหลายยิ่งขึ้น ลองเริ่มง่าย ๆ ด้วยการมี “มื้อไม่มีเนื้อแดง” สัปดาห์ละหลายมื้อ เช่น เต้าหู้ผัดผัก ไข่กับผัก แกงถั่ว หรือเมนูที่ใช้เต้าหู้แทนหมูบางส่วน

4. อย่าลืมผักและใยอาหาร

การลดเนื้อแดงแล้วเปลี่ยนพื้นที่ในจานเป็นของทอด แป้งขัดสี หรืออาหารแปรรูปจำนวนมาก อาจไม่ได้ทำให้ภาพรวมของอาหารดีขึ้นเท่าที่ควร จึงควรเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีใยอาหารควบคู่กัน เพราะการดูแลความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดอาหารชนิดเดียว แต่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการกินและพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมด้วย

ลองมองจานอาหารใหม่ว่า เนื้อสัตว์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของจานทุกครั้ง แต่สามารถเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แล้วเปิดพื้นที่ให้ผัก ธัญพืช และอาหารจากพืชมากขึ้น

5. ลดเนื้อสัตว์แปรรูปให้เหลือ “นาน ๆ กินที”

อีกจุดที่ควรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือเนื้อสัตว์แปรรูป เพราะ IARC จัดอาหารกลุ่มนี้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ดังนั้น หากมื้อเช้าของใครวนอยู่กับไส้กรอก แฮม หรือเบคอนเกือบทุกวัน ลองสลับเป็นไข่ เต้าหู้ ปลา หรือโปรตีนจากอาหารสดชนิดอื่นบ้าง

คำว่า “กลุ่ม 1” ไม่ได้หมายความว่ากินไส้กรอกหนึ่งชิ้นแล้วจะเกิดมะเร็ง แต่สะท้อนว่ามีหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับความสามารถในการก่อมะเร็งในมนุษย์ การลดความถี่จึงเป็นวิธีจัดการปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง

6. ปิ้งย่างได้ แต่อย่าปล่อยให้ไหม้เกรียมเป็นเรื่องปกติ

สำหรับสายหมูกระทะหรือสเต๊ก การดูแลสุขภาพไม่ได้มีเพียงเรื่อง “กินเนื้อกี่กรัม” แต่รวมถึงวิธีปรุงด้วย ควรหลีกเลี่ยงการกินส่วนที่ไหม้เกรียมเป็นประจำ ไม่วางเนื้อให้สัมผัสเปลวไฟโดยตรงนานเกินไป และพยายามเลือกวิธีปรุงอื่นสลับกัน เช่น ต้ม นึ่ง อบ หรือตุ๋น

หากเป็นบุฟเฟ่ต์ ลองเปลี่ยนจากแนวคิด “ต้องกินให้คุ้มด้วยเนื้อให้เยอะที่สุด” เป็นการเลือกกินให้หลากหลาย มีทั้งผัก เห็ด ปลา อาหารทะเล หรือโปรตีนชนิดอื่นร่วมด้วย ก็ช่วยลดปริมาณเนื้อแดงที่กินในมื้อเดียวลงได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าถูกจำกัดจนเกินไป

ท้ายที่สุดแล้ว การลดความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเปลี่ยนอาหารทั้งชีวิตในวันเดียว แต่เกิดจากการปรับเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำได้ เช่น จากเนื้อแดงทุกวันเป็นบางวัน จากไส้กรอกทุกเช้าเป็นสัปดาห์ละครั้ง จากปิ้งจนไหม้เป็นย่างให้สุกพอดี และจากจานที่มีแต่เนื้อเป็นจานที่มีโปรตีนหลายแหล่งสลับกัน เพราะสุขภาพในระยะยาวไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอาหารเพียงมื้อเดียว แต่เป็นผลจากสิ่งที่เราเลือกกินซ้ำ ๆ ตลอดหลายเดือนและหลายปี


เนื้อแดงกินได้ แต่อย่าให้ “มากและบ่อย” กลายเป็นความเคยชิน

เนื้อแดงไม่ได้เป็นอาหารที่ต้องห้าม และการกินหมูหรือเนื้อวัวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เป็นมะเร็งทันที เพราะเนื้อแดงเองยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12

สิ่งที่ควรระวังคือการรับประทานในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมถึงการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำ และการปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงจนไหม้เกรียม

หากเป็นคนที่ชอบกินเนื้อ ลองเริ่มจากเช็กเมนูย้อนหลังสักหนึ่งสัปดาห์ว่า เรากินหมูหรือเนื้อวัวกี่มื้อ มีไส้กรอก แฮม เบคอน หรือหมูยอบ่อยแค่ไหน แล้วค่อยลดจำนวนมื้อลง พร้อมสลับด้วยปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้ และถั่ว โดยอาจใช้แนวทาง เนื้อแดงไม่เกินประมาณ 500 กรัมต่อสัปดาห์ เป็นกรอบในการวางแผนอาหาร

การดูแลสุขภาพด้วยอาหารจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการห้ามตัวเองกินทุกอย่างที่ชอบ แต่เริ่มจากการรู้ว่าอะไรควรกินมาก อะไรควรกินน้อย และอะไรไม่ควรกินจนเป็นนิสัย และถึงเราจะพยายามดูแลตัวเองด้วยอาหาร ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่มีวิธีใดสามารถลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยให้เหลือศูนย์ได้ทั้งหมด การเตรียมความพร้อมเรื่องค่ารักษาพยาบาลจึงเป็นอีกด้านที่สามารถวางแผนควบคู่กันได้ เช่น สำรวจสวัสดิการที่มีอยู่และพิจารณา ประกันสุขภาพ ให้เหมาะกับความต้องการและกำลังจ่าย เพื่อช่วยรองรับค่าใช้จ่ายด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*


*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด

**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล

โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 18/09/69

🔖 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์

🔖 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย

🔖 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

🔖 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

🔖 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

🔖 BDMS Wellness Clinic

🔖 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

A: เนื้อแดง (Red Meat) โดยทั่วไปหมายถึงเนื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อแพะ ดังนั้นเนื้อหมูที่คนไทยรับประทานกันเป็นประจำก็จัดเป็นเนื้อแดง ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเนื้อวัวที่มีสีแดงเท่านั้น

Interesting Article