เช็กให้ชัวร์! อาการโควิด vs อาการไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร?
ตื่นมาแล้วรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอ หรือเริ่มมีไข้ หลายคนอาจคิดว่า นี่เราเป็นโควิดหรือเปล่า แต่พอลองเช็กอาการ ก็พบว่าอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับโควิด เพราะ อาการไข้หวัดใหญ่ ก็มีหลายอย่างที่คล้ายกันจนบางครั้งแทบแยกไม่ออก
แล้วเราจะสังเกตอย่างไรว่า อาการโควิด กับ อาการไข้หวัดใหญ่ มีอะไรเหมือนหรือต่างกัน ถ้าเริ่มรู้สึกไม่สบายควรตรวจโควิดก่อนหรือไม่ ดูแลตัวเองอย่างไร และมีอาการแบบไหนที่ไม่ควรรอดูอาการอยู่ที่บ้าน มาลองแยกอาการของทั้งสองโรคให้ชัดขึ้น เพื่อให้รับมือได้อย่างเหมาะสมเมื่อเริ่มรู้สึกว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณบางอย่าง
Key Takeaway
- อาการโควิดและอาการไข้หวัดใหญ่มีความคล้ายกันหลายอย่าง เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลีย จึงอาจแยกโรคจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ยาก
- อาการของโควิดที่พบในปัจจุบันส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย
- ไข้หวัดใหญ่มักทำให้มีอาการป่วยค่อนข้างชัด เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ไอ และเจ็บคอ แต่ความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละคน
- หากเริ่มมีอาการป่วย ควรพักผ่อน ลดการใกล้ชิดผู้อื่น สวมหน้ากากเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น และพิจารณาตรวจหรือพบแพทย์ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
- หากมีอาการหายใจลำบาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ซึมลง หรืออาการทรุดลง ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการด้วยตัวเอง
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

อาการโควิด มีอาการอย่างไร? ทำไมบางครั้งเหมือนไข้หวัดทั่วไป
แม้เราจะคุ้นเคยกับโควิด 19 มาหลายปี แต่คำถามว่า “อาการโควิดเป็นอย่างไร?” ยังคงเกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกไม่สบาย เพราะอาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน และหลายอาการก็ทับซ้อนกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดอื่น ดังนั้น การรู้จักอาการที่พบได้ รวมถึงสังเกตอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงมีประโยชน์มากกว่าการพยายามสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียว
อาการของโควิดที่พบได้ มีอะไรบ้าง?
โควิด 19 เกิดจากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ โดย อาการของโควิด ที่พบได้ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป อาการที่อาจพบ ได้แก่
- มีไข้
- ไอ
- เจ็บคอ
- มีน้ำมูกหรือคัดจมูก
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- อ่อนเพลีย
- เหนื่อยง่าย
- หายใจลำบากในบางราย
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ ถ่ายเหลว หรือความผิดปกติของการรับกลิ่นและรส แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ติดเชื้อทุกคนจะต้องมีอาการเหล่านี้
อาการโควิดไม่ได้มีอาการใดอาการหนึ่งที่สามารถใช้ระบุชี้ชัดได้ทันที เช่น หากตื่นมาแล้วเจ็บคอ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโควิด หรือหากไม่มีไข้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดความเป็นไปได้ของโรคออกไปได้ทั้งหมด
จึงควรมองอาการโดยรวม เช่น เจ็บคอพร้อมมีน้ำมูกและไอ หรือมีไข้ร่วมกับปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย มากกว่าการดูอาการเพียงข้อเดียว
เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก แบบนี้เป็นโควิดไหม?
ทั้งสามอาการสามารถพบได้ในโรคติดเชื้อทางเดินหายใจหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดทั่วไป หากเริ่มจากเจ็บคอเล็กน้อยแล้วตามมาด้วยน้ำมูก ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย หรืออ่อนเพลีย จึงยังไม่ควรสรุปว่าเป็นโรคใดจากลำดับอาการเพียงอย่างเดียว
ควรสังเกตอาการโดยรวม และเพิ่มความระมัดระวังเพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนรอบตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ การระมัดระวังตั้งแต่เริ่มมีอาการย่อมดีกว่ารอจนทราบแน่ชัดว่าเป็นโรคอะไรแล้วจึงเริ่มป้องกัน
ดังนั้น เมื่อเริ่มมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโควิด สิ่งที่ควรทำคือ สังเกตความรุนแรงของอาการ ดูแลตัวเอง และลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

อาการไข้หวัดใหญ่ เป็นอย่างไร ต่างจากไข้หวัดธรรมดาหรือไม่?
อีกโรคที่มักทำให้เกิดความสับสนเมื่อมีอาการคล้ายโควิดก็คือ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และสามารถพบได้ในคนทุกวัย
แม้ชื่อจะมีคำว่าไข้หวัดเหมือนกัน แต่ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เพียงไข้หวัดธรรมดาที่มีอาการมากขึ้นเล็กน้อย เพราะผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการค่อนข้างมากและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
อาการไข้หวัดใหญ่ มีอะไรบ้าง?
อาการไข้หวัดใหญ่ มีอาการบางส่วนที่คล้ายกับโควิดอย่างมาก โดยอาการที่พบได้ เช่น
- มีไข้ หรือไข้สูง
- หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและร่างกาย
- อ่อนเพลีย
- ไอ
- เจ็บคอ
- คัดจมูกหรือมีน้ำมูก
- เบื่ออาหาร
- รู้สึกเหนื่อยหรือไม่มีแรง
ในบางคนอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็ก แต่อาการและความรุนแรงสามารถแตกต่างกันไปตามอายุ สุขภาพ และภูมิคุ้มกันของแต่ละคน
ไข้หวัดใหญ่อาจทำให้รู้สึก “ป่วยขึ้นมาอย่างชัดเจน” เช่น มีไข้ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลียจนอยากนอนพัก แต่ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เกณฑ์ที่ใช้แยกจากโควิดได้อย่างเด็ดขาด
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B อาการต่างกันไหม?
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในคนมีหลายชนิด โดยสายพันธุ์ A และ B เป็นกลุ่มสำคัญที่ทำให้เกิดการระบาดตามฤดูกาล หลายคนจึงอาจเคยได้ยินคำว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A” หรือ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B” หลังจากเข้ารับการตรวจ
อาการของทั้งสองสายพันธุ์สามารถมีความคล้ายกัน เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย จึงไม่ควรพยายามแยกสายพันธุ์ด้วยตัวเองจากอาการเพียงอย่างเดียว
หากแพทย์เห็นว่าจำเป็น อาจพิจารณาการตรวจเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและเลือกแนวทางดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการมากหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา
อีกเรื่องที่ควรทำความเข้าใจคือ “ไข้หวัด” และ “ไข้หวัดใหญ่” ไม่ใช่โรคเดียวกัน แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน ไข้หวัดธรรมดามักมีอาการเด่นบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น จาม น้ำมูก คัดจมูก เจ็บคอ หรือไอ และอาการโดยรวมมักไม่รุนแรงมาก ขณะที่ไข้หวัดใหญ่อาจทำให้มีไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายทั่วร่างกายได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม หากอาการรุนแรงหรือผิดปกติ ไม่ควรใช้ความรู้สึกว่า “น่าจะเป็นแค่หวัด” เป็นเหตุผลในการชะลอการพบแพทย์ เพราะโรคทางเดินหายใจหลายชนิดสามารถเริ่มต้นด้วยอาการที่ดูไม่รุนแรงได้
และอย่าชะล่าใจ เพราะหากใครเคยเป็นไข้หวัดใหญ่มาก่อนแล้ว ไข้หวัดใหญ่ มีโอกาสเป็นซ้ำได้ พร้อมวิธีป้องกัน

อาการโควิด vs อาการไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร? เช็กก่อนสับสน
เมื่อดูแยกกันอาจรู้สึกว่าอาการของทั้งสองโรคค่อนข้างชัด แต่พอนำมาเปรียบเทียบกันจริง ๆ จะพบว่า อาการโควิดและอาการไข้หวัดใหญ่มีส่วนที่ทับซ้อนกันมาก จนไม่สามารถใช้เพียง “มีไข้หรือไม่” หรือ “เจ็บคอหรือเปล่า” เพื่อแยกโรคได้อย่างแม่นยำ
ตารางเปรียบเทียบอาการโควิด vs อาการไข้หวัดใหญ่
| อาการ | โควิด 19 | ไข้หวัดใหญ่ |
|---|---|---|
| ไข้ | พบได้ | พบได้ และอาจมีไข้สูง |
| ไอ | พบได้ | พบได้ |
| เจ็บคอ | พบได้ | พบได้ |
| น้ำมูก/คัดจมูก | พบได้ | พบได้ |
| ปวดศีรษะ | พบได้ | พบได้ |
| ปวดเมื่อยตามร่างกาย | พบได้ | พบได้ และอาจค่อนข้างชัด |
| อ่อนเพลีย | พบได้ | พบได้ |
| หนาวสั่น | อาจพบได้ | พบได้ |
| หายใจลำบาก | อาจพบได้ โดยเฉพาะเมื่ออาการรุนแรง | อาจพบได้ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน |
| สูญเสียการรับกลิ่นหรือรส | อาจพบได้ในบางราย | ไม่ใช่อาการเด่นโดยทั่วไป |
จากตารางจะเห็นว่าแทบทุกอาการสำคัญสามารถพบได้ทั้งในโควิดและไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น การไม่มีอาการบางอย่างก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดโรคใดโรคหนึ่งออกได้ทันที เช่น ไม่มีอาการสูญเสียการรับกลิ่นก็ยังสามารถเป็นโควิดได้ ในทางกลับกัน การมีไข้สูงและปวดเมื่อยมาก แม้อาจทำให้นึกถึงไข้หวัดใหญ่ ก็ไม่ควรใช้เป็นข้อสรุปโดยไม่พิจารณาอาการและปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ทำไมดูจากอาการอย่างเดียวถึงแยกยาก?
เหตุผลสำคัญคือทั้งโควิด 19 และไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจึงสามารถตอบสนองต่อการติดเชื้อด้วยอาการคล้ายกัน เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดเมื่อย หรืออ่อนเพลีย
นอกจากนี้ ความรุนแรงของอาการยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล คนหนึ่งอาจติดโควิดแล้วมีเพียงเจ็บคอและน้ำมูกเล็กน้อย ขณะที่อีกคนอาจมีไข้และอ่อนเพลียมาก ส่วนไข้หวัดใหญ่ก็เช่นเดียวกัน บางคนอาจมีอาการไม่มาก ขณะที่บางคนมีไข้สูงและปวดเมื่อยจนทำกิจวัตรประจำวันได้ยาก
โควิดกับไข้หวัดใหญ่ ดูจากอาการแล้วแยกได้ไหม?
เราสามารถใช้ลักษณะอาการเพื่อประกอบการสังเกตเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจหรือการวินิจฉัย
ถ้ามีไข้ ไอ เจ็บคอ ควรตรวจโควิดก่อนไหม?
หากมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก หรือปวดเมื่อย และสงสัยว่าอาจเป็นโควิด การตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจที่เหมาะสมสามารถช่วยประกอบการประเมินเบื้องต้นได้ โดยควรใช้และอ่านผลตามคำแนะนำของชุดตรวจอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ผลตรวจเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่สามารถยืนยันได้ ควรพิจารณาร่วมกับระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ และอาการของผู้ป่วย หากผลตรวจไม่พบเชื้อแต่อาการยังคงอยู่หรือแย่ลง ไม่ควรสรุปทันทีว่า “ไม่เป็นอะไร” เพราะยังมีโรคทางเดินหายใจชนิดอื่น รวมถึงไข้หวัดใหญ่ที่สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้
หากเป็นกลุ่มเสี่ยง มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ สูงอายุ มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีอาการมาก การปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ได้รับการประเมินและพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมมากกว่าเฝ้าดูอาการด้วยตัวเองเป็นเวลานาน
เริ่มไม่สบาย ควรทำอย่างไรก่อน?
ไม่ว่าจะสงสัยว่าเป็นโควิด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น หากเริ่มมีอาการป่วย สิ่งแรกที่ควรทำคือ พักและลดการใกล้ชิดกับผู้อื่น
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัว
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้หรือรับประทานอาหารได้น้อย
- สังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง เช่น ไข้สูงขึ้นหรือไม่ หายใจเหนื่อยขึ้นหรือไม่ รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติหรือไม่
- สวมหน้ากากเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อต้องใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง
- ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่ดีในช่วงที่ยังมีอาการ
- พิจารณาตรวจหรือพบแพทย์ หากอาการไม่ดีขึ้น มีความเสี่ยง หรือไม่แน่ใจว่าอาการเกิดจากอะไร
อาการแบบไหนไม่ควรรอดูอาการอยู่ที่บ้าน?
ควรรีบไปพบแพทย์หากมีอาการ เช่น
- หายใจลำบาก
- เหนื่อยหอบผิดปกติ
- แน่นหน้าอกหรือเจ็บหน้าอก
- ซึมลง สับสน หรือรู้สึกตัวผิดปกติ
- อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
- ไข้สูงต่อเนื่องหรืออาการไม่ดีขึ้น
- รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อยมาก
- มีอาการผิดปกติอื่นที่สร้างความกังวล
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และเด็กเล็ก ควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนทั่วไป
สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การเข้ารับการประเมินตั้งแต่ช่วงแรกของการเจ็บป่วยยังมีความสำคัญ เพราะโรคติดเชื้อบางชนิดมีแนวทางการรักษาที่แพทย์อาจพิจารณาตามระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ อายุ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ถ้าสงสัยว่าเป็น อาการโควิดหรืออาการไข้หวัดใหญ่ อย่าเพิ่งกังวลกับการแยกโรคด้วยตัวเองจนเกินไป สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือพัก สังเกตอาการ ลดการแพร่เชื้อ และเข้ารับการตรวจหรือพบแพทย์เมื่อมีข้อบ่งชี้
ป่วยโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ ประกันสุขภาพคุ้มครองไหม?
เมื่อป่วยเป็นโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ หลายคนอาจสงสัยว่า หากต้องไปพบแพทย์หรือนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ประกันสุขภาพจะช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายหรือไม่? คำตอบขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแบบประกันและเงื่อนไขความคุ้มครองที่แต่ละคนมีอยู่
โดยทั่วไป ประกันสุขภาพ อาจให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น ค่ารักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) หรือผู้ป่วยนอก (OPD) หากมีความคุ้มครองส่วนดังกล่าว รวมถึงต้องเป็นไปตามความจำเป็นทางการแพทย์ วงเงินความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และเงื่อนไขอื่น ๆ ของแต่ละแบบประกัน
หากมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ควรตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ก่อนเข้ารับการรักษา หรือสอบถามบริษัทประกันเพื่อเช็กสิทธิและเงื่อนไขความคุ้มครองให้ชัดเจน ส่วนผู้ที่กำลังวางแผนทำประกันสุขภาพ การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันที่สุขภาพยังแข็งแรง ก็เป็นอีกทางเลือกในการวางแผนรับมือค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต วางแผนเรื่องค่ารักษาพยาบาลไว้ล่วงหน้าด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 2/09/69
🔖 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
🔖 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
🔖 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก
🔖 โรงพยาบาลเพชรเวช
🔖 โรงพยาบาลศิครินทร์
🔖 โรงพยาบาลกรุงเทพ
🔖 Kapook Health