Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

รวมวิธีคลายเครียด ฮีลใจง่าย ๆ เมื่อรู้สึกเหนื่อยกับชีวิต

รวมวิธีคลายเครียด ฮีลใจง่าย ๆ เมื่อรู้สึกเหนื่อยกับชีวิต

October 08, 2026

5 minutes

เคยรู้ไหม? ทั้งที่วันนี้ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่กลับรู้สึกเหนื่อย ห่อเหี่ยว หรือไม่อยากทำอะไร

เปิดโทรศัพท์มาก็เจอข่าวที่ชวนกังวล เลื่อนโซเชียลก็เห็นชีวิตของคนอื่นดูเหมือนกำลังไปได้ดี งานของเรายังมีเรื่องให้คิด เศรษฐกิจก็ทำให้ต้องวางแผนมากขึ้น ไหนจะเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์ สุขภาพ และอีกสารพัดเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จนบางครั้งแม้ร่างกายจะได้นั่งพัก แต่ความคิดกลับไม่เคยหยุดจริง ๆ

ความรู้สึกแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะความเครียดไม่ได้มาจากเรื่องใหญ่เพียงเรื่องเดียวเสมอไป แต่อาจเกิดจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ สะสมอยู่ในแต่ละวัน โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าที่ใจเราจะประมวลผลทัน

เราอาจรู้ข่าวจากอีกมุมโลกก่อนกินอาหารเช้า เห็นความสำเร็จของคนอื่นระหว่างเดินทางไปทำงาน และกลับบ้านพร้อมเรื่องที่ยังค้างอยู่ในหัวตั้งแต่เช้า บางวันสิ่งที่ใจต้องการจึงอาจไม่ใช่การพยายาม “คิดบวก” ให้ได้ทันที แต่อาจเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เราได้หยุดพักจากสิ่งรอบตัว กลับมาอยู่กับตัวเอง และค่อย ๆ เติมพลังใจกลับคืนมาอีกครั้ง และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นง่าย ๆ ของการ “ฮีลใจ”


Key Takeaway

  • ฮีลใจแปลว่า การดูแลและฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ค่อย ๆ รู้สึกดีขึ้น หลังเผชิญความเครียด ความเหนื่อยล้า ความผิดหวัง หรือเหตุการณ์ที่กระทบความรู้สึก ไม่ได้หมายถึงการรักษาโรคทางจิตเวชโดยตรง
  • การคลายเครียดไม่จำเป็นต้องรอให้มีเวลาว่างหลายวัน กิจกรรมเล็ก ๆ เช่น เดินเล่น ฟังเพลง อยู่กับธรรมชาติ ออกกำลังกาย กินอาหารที่ชอบ หรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ก็เป็นพื้นที่พักใจได้
  • Forest Bathing, Awe Walk, การมองพระอาทิตย์ตก หรือการใช้เวลาในพื้นที่สีเขียว เป็นแนวทาง Wellness ที่ช่วยดึงความสนใจออกจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันและกลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้า
  • Nostalgia หรือการกลับไปหาความทรงจำดี ๆ ในอดีต อาจช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมโยง ความหมาย และความต่อเนื่องของตัวตนได้
  • การดูแลสุขภาพใจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว เพราะสุขภาวะที่ดีไม่ได้มีเพียงร่างกายที่แข็งแรง แต่รวมถึงความสามารถในการใช้ชีวิต ทำสิ่งที่มีความหมาย และรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวด้วย
  • วิธีฮีลใจเหล่านี้ไม่ใช่การรักษาโรคและไม่ใช่สิ่งทดแทน ยาคลายเครียด หรือการรักษาที่แพทย์สั่ง หากความเครียดหรือความเศร้ารบกวนชีวิตประจำวันต่อเนื่อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

 ทำไมทุกวันนี้เราถึงรู้สึกว่า “ใจเหนื่อย” ได้ง่ายขึ้น?

ทำไมทุกวันนี้เราถึงรู้สึกว่า “ใจเหนื่อย” ได้ง่ายขึ้น?

บางครั้งความเหนื่อยไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นตั้งแต่เรายังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

เพราะตั้งแต่ลืมตาตื่น เราอาจได้รับข้อมูลจำนวนมากผ่านหน้าจอ ทั้งข่าว เหตุการณ์บ้านเมือง สถานการณ์เศรษฐกิจ เรื่องงาน เรื่องสุขภาพ ความคิดเห็นของคนอื่น ไปจนถึงภาพชีวิตของผู้คนบนโลกออนไลน์

ข้อมูลแต่ละชิ้นอาจดูเล็ก แต่เมื่อรวมกันตลอดทั้งวัน ใจของเราก็แทบไม่มีช่วงว่างให้พัก

1. เมื่อสมองรับเรื่องรอบตัวมากเกินกว่าที่ใจจะพักทัน

ลองนึกถึงวันธรรมดาวันหนึ่ง ตื่นมาเช็กข้อความ ระหว่างเดินทางอ่านข่าว พักเที่ยงเลื่อนโซเชียล เย็นตอบเรื่องงาน ก่อนนอนกลับมาเช็กข่าวอีกครั้ง

แม้แต่ช่วงเวลาที่ควรเป็นเวลาพัก สมองก็ยังได้รับข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา ยิ่งเมื่อข้อมูลเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สร้างความกังวล เช่น เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ ความไม่แน่นอนในสังคม ปัญหาครอบครัว หรือสุขภาพของตัวเองและคนใกล้ชิด เราอาจนำเรื่องเหล่านั้นกลับมาคิดต่อแม้วางโทรศัพท์ลงไปแล้ว

การติดตามข่าวสารไม่ใช่เรื่องผิด และการใช้โซเชียลมีเดียก็ไม่ได้ส่งผลเสียกับทุกคนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือ หลังจากรับข้อมูลเหล่านั้นแล้ว “ใจเราเป็นอย่างไร”

ถ้าอ่านแล้วรู้สึกกังวลจนหยุดไม่ได้ เลื่อนโซเชียลแล้วเริ่มรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอ ก่อนนอนยังวนคิดเรื่องเดิม หรือรู้สึกว่าต้องออนไลน์ตลอดเวลาเพราะกลัวพลาดอะไรบางอย่าง อาจถึงเวลาที่ต้องสร้าง “ช่องว่าง” ให้กับตัวเองบ้าง

ไม่จำเป็นต้องหายไปจากโลกออนไลน์หลายวัน เพียงกำหนดช่วงเวลาที่ไม่รับข้อมูลเพิ่ม เช่น ไม่เช็กข่าวทันทีหลังตื่น ปิด Notification บางแอป หรือวางโทรศัพท์ก่อนนอน ก็ช่วยให้เรามีเวลารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากขึ้น

2. เมื่อเราเผลอเอาชีวิตจริง ไปเปรียบเทียบกับชีวิตที่ถูกเลือกมาให้เห็น

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นง่ายมากในโลกออนไลน์คือ Social Comparison หรือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

  • เราเห็นเพื่อนเที่ยวต่างประเทศ
  • เห็นคนรุ่นเดียวกันซื้อบ้าน
  • เห็นคนอื่นเปลี่ยนงานได้เงินเดือนสูงขึ้น
  • เห็นคนวิ่งมาราธอนจบ
  • เห็นคนมีครอบครัว
  • เห็นคนประสบความสำเร็จ

ก่อนจะย้อนกลับมามองชีวิตตัวเองแล้วสงสัยว่า “ทำไมเรายังอยู่ตรงนี้?” ปัญหาคือ สิ่งที่เราเห็นบนหน้าจอมักเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตอีกคน แต่เรากลับนำช่วงเวลานั้นมาเปรียบเทียบกับชีวิตของเราทั้งหมด ถ้าเริ่มรู้สึกว่าการเลื่อนหน้าจอทำให้ใจหนักขึ้น อาจลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า

“สิ่งที่กำลังดูอยู่ ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นหรือแย่ลง?” บางครั้งการฮีลใจอาจไม่ใช่การเพิ่มอะไรเข้ามาในชีวิต แต่เป็นการลดบางอย่างที่กำลังดึงพลังใจออกไปโดยไม่รู้ตัว

3. ความเครียดสะสมไม่ได้อยู่แค่ใน “ความรู้สึก”

เวลาเครียด เรามักคิดว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ แต่ร่างกายกับจิตใจทำงานเชื่อมโยงกันมากกว่านั้น

  • บางคนเครียดแล้วนอนไม่หลับ
  • บางคนกินมากขึ้นหรือไม่อยากกินอะไร
  • บางคนปวดศีรษะ เกร็งคอ บ่า ไหล่
  • บางคนหงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ
  • บางคนรู้สึกเหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงมาก

จึงไม่ควรรอจนรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ว” จึงค่อยกลับมาดูแลตัวเอง การพักผ่อน ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เหมาะสม มีความสัมพันธ์ที่ดี และดูแลสภาพจิตใจ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพระยะยาวด้วย

หากมองในมุมของ Healthy Ageing หรือการมีสุขภาวะที่ดีเมื่ออายุมากขึ้น องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญทั้งความสามารถทางกายและทางจิตใจ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนเรายังสามารถทำสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับชีวิตได้ ดังนั้น การดูแลใจในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อให้ “หายเครียด” ในคืนนี้ แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีไปให้นานที่สุดด้วย

 ฮีลใจแปลว่าอะไร? และทำไมการพักใจจึงสำคัญ

ฮีลใจแปลว่าอะไร? และทำไมการพักใจจึงสำคัญ

คำว่า “ฮีลใจ” มาจากคำว่า Heal ซึ่งหมายถึงการเยียวยาหรือฟื้นฟู เมื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ฮีลใจแปลว่า การให้เวลาและพื้นที่กับตัวเอง เพื่อให้ความรู้สึกที่เหนื่อย เครียด ผิดหวัง หรือหนักใจค่อย ๆ เบาลง

การฮีลใจจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมพิเศษ และไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน บางคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้อยู่เงียบ ๆ บางคนต้องออกไปเจอเพื่อน บางคนชอบวิ่ง บางคนอยากเดินในสวน บางคนฟังเสียงฝนแล้วหลับสบาย บางคนแค่ได้กินอาหารร้านโปรดก็รู้สึกว่าวันนี้ดีขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่า “อะไรช่วยให้ใจของเราได้พักจริง ๆ” ฮีลใจไม่จำเป็นต้องหนีไปไกล แค่กลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้าก็ได้

ในช่วงหลัง เราอาจได้ยินคำอย่าง Forest Bathing, Sound Healing, Awe Walk, Mindfulness หรือ Digital Detox บ่อยขึ้น

แนวคิดเหล่านี้แตกต่างกัน แต่มีบางอย่างคล้ายกัน คือการพาเรากลับมาให้ความสนใจกับประสบการณ์ตรงหน้า แทนที่จะปล่อยให้ความคิดวิ่งไปกับเรื่องราวจำนวนมากตลอดเวลา

เช่น เวลานั่งอยู่ริมทะเล เราอาจได้ยินเสียงคลื่นชัดขึ้น เวลาเดินในสวน เราอาจเริ่มสังเกตแสงที่ลอดผ่านต้นไม้ เวลามองพระอาทิตย์ตก เราอาจยอมวางโทรศัพท์ลงสักครู่

แม้ปัญหาที่เรามียังไม่ได้หายไป แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ใจอาจได้หยุดแบกมันไว้ตลอดเวลา

การพักแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายว่า “วันนี้ฉันต้องหายเครียด” เพราะการบังคับตัวเองให้รู้สึกดี บางครั้งก็กลายเป็นความกดดันอีกแบบ แค่ได้พัก ก็มีความหมายแล้ว

จาก “Lifespan” สู่ “Healthspan” ชีวิตที่ยาวอาจไม่พอ ถ้าเราไม่ได้รู้สึกดีกับชีวิตที่กำลังใช้

เมื่อพูดถึงการมีอายุยืน เรามักนึกถึงจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่ หรือ Lifespan และแนวคิดเรื่อง Lifespan สู่ Healthspan ก็ช่วยให้เราเห็นภาพของการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือช่วงเวลาที่เรายังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพกายและใจที่เอื้อให้ทำสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่า ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับ Healthy Ageing

เราอาจดูแลหัวใจด้วยการออกกำลังกาย ดูแลกล้ามเนื้อด้วยการเคลื่อนไหว ดูแลอาหารเพื่อสุขภาพกาย ขณะเดียวกัน ใจก็ต้องการการดูแลเช่นกัน เพราะชีวิตที่ดีอาจไม่ได้วัดเพียงว่าเราอยู่ได้นานแค่ไหน แต่รวมถึงระหว่างทางเรายังมีแรงออกไปทำสิ่งที่ชอบ มีความสัมพันธ์ที่ดี นอนหลับได้ พักได้ หัวเราะได้ และรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองยังมีความหมายหรือไม่

“ฮีลใจ” ไม่ใช่การรักษา และไม่ใช่การแทนที่ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

แม้กิจกรรมเพื่อ Wellness หลายอย่างจะช่วยสร้างความผ่อนคลาย แต่ควรแยกให้ออกระหว่าง “การดูแลตัวเอง” กับ “การรักษา” การเดินป่า อาบป่า ฟังเสียงธรรมชาติ ออกกำลังกาย เขียนความรู้สึก หรือออกไปกินของอร่อย อาจช่วยให้เราคลายเครียดและรู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้รักษาภาวะทางสุขภาพจิตได้ทุกประเภท ดังนั้นการฮีลใจตัวเองไม่ใช่สิ่งเดียวกับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต หากมีอาการก็ยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

สำหรับยาคลายเครียดหรือยาที่ใช้ดูแลอาการวิตกกังวลและปัญหาการนอน ยาแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้และผลข้างเคียงแตกต่างกัน จึงไม่ควรซื้อยาหรือปรับการใช้ยาเอง และไม่ควรใช้กิจกรรมฮีลใจทดแทนยาหรือการรักษาที่แพทย์แนะนำ

ถ้าเปรียบง่าย ๆ วิธีฮีลใจเหล่านี้อาจเป็นเหมือน “พื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเริ่มจากยา” สำหรับความเครียดในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ใช่ “ยาคลายเครียดจากธรรมชาติ” ในความหมายทางการแพทย์

หากความรู้สึกเศร้า วิตกกังวล เครียด หรือนอนไม่หลับเกิดขึ้นต่อเนื่องจนรบกวนการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม

 รวมวิธีฮีลใจและคลายเครียด ที่ลองทำได้ในชีวิตประจำวัน

รวมวิธีฮีลใจและคลายเครียด ที่ลองทำได้ในชีวิตประจำวัน

การพักใจไม่จำเป็นต้องรอวันหยุดยาว ไม่จำเป็นต้องจองทริป และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดในวันเดียว เพราะบางครั้งสิ่งเล็ก ๆ ที่เราเลือกทำในแต่ละวัน ก็อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้ใจได้พักจากความวุ่นวายรอบตัว

ลองเริ่มจากกิจกรรมที่เข้ากับจังหวะชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงธรรมชาติ ออกไปเดินเล่น มองท้องฟ้า ออกกำลังกาย กินของที่ชอบ หรือเพียงแค่วางโทรศัพท์ลงสักพัก แล้วค่อย ๆ สังเกตว่า วิธีไหนที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและทำให้ใจ “เบาลง” ได้จริง

1. Sound Healing ให้เสียงพาใจออกจากความวุ่นวายสักพัก

เสียงฝนตกเบา ๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่ง เสียงลม เสียงนกร้อง หรือเสียงจาก Singing Bowl เป็นเสียงที่หลายคนเลือกเปิดระหว่างทำงาน อ่านหนังสือ นั่งพัก หรือก่อนนอน เพราะเสียงที่สม่ำเสมอสามารถช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนได้

ปัจจุบัน Sound Healing หรือการใช้เสียงเพื่อส่งเสริมความผ่อนคลายได้รับความสนใจในกลุ่ม Wellness มากขึ้น โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับ Singing Bowl และความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล การนอน และสุขภาวะทางจิตใจอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม หลักฐานในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและแตกต่างกันในแต่ละงานวิจัย จึงควรมอง Sound Healing เป็นกิจกรรมเสริมเพื่อสร้างความผ่อนคลาย มากกว่าจะมองว่าเป็นวิธีรักษาความเครียดหรือปัญหาสุขภาพจิตโดยตรง

แต่การใช้เสียงเพื่อพักใจไม่จำเป็นต้องไปเข้าคลาส Sound Bath หรือซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมเสมอไป เราสามารถเริ่มง่าย ๆ ด้วยการใส่หูฟัง เปิดเสียงฝน เสียงคลื่น หรือ Ambient Sound เบา ๆ แล้วให้ตัวเองอยู่กับเสียงนั้นสัก 10–15 นาที โดยไม่เปิดหน้าจออื่นไปพร้อมกัน

บางครั้งสิ่งที่ใจต้องการอาจไม่ใช่ “เสียงที่ช่วยรักษาเรา” แต่เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่มีเสียงอื่นเข้ามาเรียกร้องความสนใจเพิ่มต่างหาก

2. Forest Bathing ออกไป “อาบป่า” ให้ธรรมชาติเป็นพื้นที่พักใจ

 Forest Bathing หรือที่หลายคนเรียกว่า “การอาบป่า” ไม่ได้หมายถึงการลงไปอาบน้ำกลางป่า แต่เป็นแนวคิดของการใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างช้า ๆ และเปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสของเราได้กลับมารับรู้สิ่งรอบตัว

แทนที่จะเดินเพื่อทำระยะทางหรือรีบไปให้ถึงจุดหมาย ลองเดินช้าลง มองสีของต้นไม้ ฟังเสียงใบไม้ รับรู้ลมที่สัมผัสผิว สังเกตกลิ่นดิน หรือเพียงเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องจับเวลา

งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้เวลาในธรรมชาติพบความสัมพันธ์กับการลดความเครียดและการฟื้นตัวทางอารมณ์ โดยงานศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับการสัมผัสธรรมชาติในชีวิตประจำวันพบว่า การใช้เวลาในพื้นที่ธรรมชาติประมาณ 20–30 นาทีสัมพันธ์กับการลดระดับ Cortisol ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการตอบสนองต่อความเครียด

ข้อดีคือเราไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าป่าใหญ่ทุกครั้งเพื่อสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ เพราะสวนสาธารณะ ทางเดินที่มีต้นไม้ พื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน หรือแม้แต่สวนเล็ก ๆ ในที่ทำงาน ก็สามารถเป็นพื้นที่ให้เราพักจากหน้าจอและกลับมาอยู่กับธรรมชาติรอบตัวได้เช่นกัน

หัวใจของ Forest Bathing จึงอาจไม่ใช่ว่า “ป่าต้องใหญ่แค่ไหน” แต่อยู่ที่ว่า ตอนอยู่ตรงนั้น เราได้วางเรื่องอื่นลงบ้างหรือยัง

3. Sunset & Stargazing ให้ท้องฟ้าช่วยพาเราจบวันให้ช้าลง

พระอาทิตย์ตกเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่หลายครั้งเราอาจผ่านช่วงเวลานั้นไปโดยไม่ได้เงยหน้ามองเลย เพราะยังอยู่ระหว่างเดินทาง ทำงาน ตอบข้อความ หรือกำลังสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ

ลองหาเย็นสักวันนั่งดูท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี โดยไม่ต้องถ่ายรูป ไม่ต้องโพสต์ และไม่ต้องพยายามเปลี่ยนช่วงเวลานั้นให้กลายเป็นกิจกรรมที่สร้าง Productivity เพียงแค่มองแสงจากสีทองค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดลงอย่างช้า ๆ

ช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนี้อาจทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเล็ก ๆ ที่บอกตัวเองว่า “วันนี้กำลังจะจบแล้ว” โดยเฉพาะคนที่ทำงานจนสมองเหมือนเปิดแท็บค้างไว้ตลอดเวลา การสร้าง Ritual เล็ก ๆ เพื่อเปลี่ยนจากโหมดทำงานเข้าสู่โหมดพัก อาจช่วยให้เราแบ่งสองช่วงเวลานี้ออกจากกันได้ชัดขึ้น

และถ้าวันไหนพลาดพระอาทิตย์ตก ก็อาจลองเงยหน้ามองดาวแทน ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าดาวแต่ละดวงชื่ออะไร หรือพยายามหากลุ่มดาวให้เจอ เพียงแค่ให้ตัวเองได้มองสิ่งที่กว้างใหญ่กว่าตัวเรา ก็อาจช่วยให้ความคิดที่เคยกินพื้นที่เต็มหัวดูเล็กลงชั่วขณะ และเปิดพื้นที่ให้ใจได้พักบ้าง

4. Awe Walk เปลี่ยนจาก “วันนี้เดินได้กี่ก้าว” เป็น “วันนี้เราเห็นอะไรบ้าง”

ถ้าเราเดินอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ลองเปลี่ยนวิธีเดินดูบ้าง เพราะการเดินไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเป็นจำนวนก้าว ระยะทาง หรือแคลอรีที่เผาผลาญเสมอไป

Awe Walk คือแนวคิดของการเดินพร้อมตั้งใจสังเกตสิ่งรอบตัว และเปิดโอกาสให้ตัวเองรู้สึกทึ่ง ประทับใจ หรือรู้สึกว่าโลกตรงหน้ากว้างกว่าตัวเรา สิ่งนั้นอาจเป็นต้นไม้ใหญ่ แสงแดดที่ลอดผ่านระหว่างตึก ท้องฟ้าหลังฝน รูปทรงของก้อนเมฆ สถาปัตยกรรมที่เดินผ่านทุกวัน หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยหยุดมองจริง ๆ

งานวิจัยของ University of California, San Francisco ทดลองให้ผู้สูงอายุเดินกลางแจ้งประมาณ 15 นาที สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยกลุ่มหนึ่งได้รับคำแนะนำให้มองหาสิ่งที่กระตุ้นความรู้สึก Awe ระหว่างเดิน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่ม Awe Walk รายงานอารมณ์เชิงบวกบางด้านเพิ่มขึ้นและความทุกข์ใจในชีวิตประจำวันลดลงเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการเดินลักษณะนี้สามารถใช้รักษาความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ เราไม่จำเป็นต้องเดินไกลขึ้นหรือเร็วขึ้นเลย เพียงเปลี่ยนคำถามระหว่างทางจาก “วันนี้เดินได้กี่ก้าว?” เป็น “วันนี้เราเห็นอะไรบ้าง?” บางทีเส้นทางเดิมที่เราเดินผ่านทุกวัน ก็อาจให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมเมื่อเราเริ่มมองเห็นรายละเอียดระหว่างทางมากขึ้น

5. Nostalgia กลับไปหาความทรงจำดี ๆ เพื่อเติมใจในวันนี้

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมช่วงที่ชีวิตวุ่นวาย เราถึงอยากเปิดเพลงเก่า ดูการ์ตูนที่เคยชอบตอนเด็ก เปิดรูปจากทริปเมื่อหลายปีก่อน กลับไปกินร้านเดิม หรือหยิบเกมสมัยเด็กกลับมาเล่นอีกครั้ง

ความรู้สึกเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ Nostalgia หรือความรู้สึกคิดถึงอดีต ซึ่งไม่ได้มีเพียงความรู้สึกว่า “วันวานดีกว่าวันนี้” เท่านั้น งานวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า Nostalgia สามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกต่อเนื่องของตัวตน หรือ Self-Continuity ความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่น และอาจสนับสนุนความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย

จึงไม่แปลกที่ในช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนเร็ว เราอาจรู้สึกอยากกลับไปหาบางสิ่งที่คุ้นเคย เพราะเมื่ออนาคตมีหลายอย่างที่คาดเดาไม่ได้ ความทรงจำบางอย่างสามารถพาเรากลับไปหาความรู้สึกที่เรารู้จักและคุ้นเคยได้อีกครั้ง

ลองสร้าง Nostalgia Night ง่าย ๆ ด้วยการเปิด Playlist สมัยเรียน ดูหนังเรื่องโปรด เปิดอัลบั้มรูปเก่า ทำเมนูที่เคยกินตอนเด็ก โทรหาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน หรือกลับไปเดินในสถานที่ที่มีความทรงจำดี ๆ

แต่ Nostalgia ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหนีจากปัจจุบันกลับไปอยู่กับอดีต เพียงใช้ความทรงจำเหล่านั้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราเคยผ่านวันต่าง ๆ มาแล้วมากมาย และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่กำลังผ่านไปเช่นกัน

6. ออกกำลังกาย วิ่ง หรือแค่เดิน ให้ร่างกายช่วยพาใจออกจากความคิดเดิม ๆ

สำหรับบางคน วิธีคลายเครียดที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การนั่งนิ่ง ๆ แต่คือการได้ขยับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เต้น หรือทำโยคะ

องค์การอนามัยโลกระบุว่า การมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน รวมถึงสุขภาพจิต การนอน และสุขภาพสมอง อีกทั้งยังมีหลักฐานสนับสนุนประโยชน์ต่ออาการวิตกกังวลและซึมเศร้า

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนให้กลายเป็น “Workout” ที่ต้องมีเป้าหมายเสมอไป บางวันเราอาจเดินรอบสวน 20 นาทีโดยไม่จับ Pace บางวันวิ่งช้ากว่าปกติ หรือบางวันเพียงเปิดเพลงแล้วเต้นอยู่ที่บ้านก็ยังเป็นการขยับร่างกายได้

ถ้าเป้าหมายของวันนี้คือการฮีลใจ การเคลื่อนไหวก็ไม่จำเป็นต้องมี Personal Best ทุกครั้ง ให้ร่างกายได้ขยับและให้ใจได้พักจากความคิดเดิม ๆ บ้าง ก็มีความหมายกับสุขภาพของเราแล้ว

7. ออกไปกินของอร่อย เพราะความสุขบางครั้งก็อยู่ในมื้อธรรมดา

การฮีลใจไม่จำเป็นต้องดูเป็น Wellness เสมอไป บางวันเราอาจไม่อยากนั่งสมาธิ ไม่อยากเข้าป่า ไม่อยากวิ่ง หรือไม่อยากทำอะไรที่ต้องใช้ความพยายาม แต่อยากออกไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านโปรดสักชาม นั่นก็เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน

เพราะอาหารไม่ได้เชื่อมโยงกับเราเฉพาะในเรื่องสารอาหาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับความทรงจำ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ทางสังคม การนัดเพื่อนออกไปกินข้าว ทำอาหารกับครอบครัว หรือกลับไปกินร้านที่มีความทรงจำดี ๆ จึงอาจสร้างช่วงเวลาที่เราได้เชื่อมต่อกับตัวเองและคนรอบข้างอีกครั้ง

แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องใช้การกินเป็นวิธีเดียวในการจัดการกับทุกอารมณ์ ลองให้มื้ออร่อยเป็น “หนึ่งในความสุข” ของชีวิต มากกว่าจะเป็นทางออกเดียวทุกครั้งที่รู้สึกแย่ บางทีการได้นั่งกินของที่ชอบกับคนที่คุยแล้วสบายใจ ก็เป็นการฮีลใจที่ธรรมดาและมีความหมายมากพอแล้ว

8. Digital Break วางโทรศัพท์ลง แล้วปล่อยให้โลกเดินต่อโดยไม่มีเราสักพัก

ในโลกที่ทุกอย่างอัปเดตแทบตลอดเวลา เราอาจรู้สึกเหมือนต้องตามให้ทันทุกเรื่อง แต่ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างทันที ไม่จำเป็นต้องตอบทุกข้อความภายในหนึ่งนาที ไม่จำเป็นต้องอ่านทุกความคิดเห็น และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ตลอดเวลา

ลองสร้างช่วง “No Screen” เล็ก ๆ ให้ตัวเอง เช่น 30 นาทีหลังตื่น ระหว่างกินข้าว ตอนเดินเล่น หนึ่งชั่วโมงก่อนนอน หรือเลือกหนึ่งช่วงของวันหยุดที่ไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่จำเป็น

Digital Break ไม่ได้หมายความว่าโลกออนไลน์เป็นสิ่งไม่ดี แต่เป็นการสร้างขอบเขตให้สมองมีช่วงเวลาที่ไม่ต้องรับข้อมูลใหม่อยู่ตลอด โดยเฉพาะเมื่อเริ่มสังเกตว่า ยิ่งเลื่อนก็ยิ่งเปรียบเทียบ ยิ่งอ่านก็ยิ่งกังวล หรือยิ่งดูชีวิตคนอื่นก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไม่ดีพอ

บางครั้งสิ่งที่ควรปิดอาจไม่ใช่ความรู้สึกของเรา แต่เป็นหน้าจอสักครู่ เพื่อให้เรากลับมารับรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังรู้สึกอะไร

9. เขียนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา ให้กระดาษช่วยรับบางเรื่องแทนเรา

มีเรื่องบางอย่างที่คิดวนอยู่ในหัวซ้ำ ๆ เพราะเรายังไม่เคยหยิบมันออกมามองให้ชัด ลองเขียนสิ่งเหล่านั้นออกมาโดยไม่ต้องตั้งใจให้สวย ไม่ต้องเรียบเรียงให้เป็นประโยค และไม่จำเป็นต้องให้ใครอ่าน อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ เช่น วันนี้รู้สึกอะไร? อะไรทำให้เหนื่อยที่สุด? เรื่องไหนควบคุมได้? เรื่องไหนควบคุมไม่ได้? และตอนนี้เราต้องการอะไรจากตัวเอง?

กรมสุขภาพจิตมีการนำเสนอการเขียนระบายความรู้สึกเป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถช่วยให้เราได้สำรวจและทำความเข้าใจกับอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น เพราะบางครั้งเมื่อเรื่องที่เคยวนอยู่ในหัวถูกนำมาอยู่บนกระดาษ เราอาจมองเห็นสิ่งที่กำลังกังวลชัดขึ้น และแยกได้ว่าเรื่องไหนควรจัดการก่อน เรื่องไหนยังรอได้ หรือเรื่องไหนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา

บางทีสิ่งที่ต้องจัดการในวันนี้อาจมีเพียงเรื่องเดียว ไม่ใช่สิบเรื่องอย่างที่ความคิดกำลังบอกเรา

10. Self-Forgiveness ให้อภัยตัวเองกับบางเรื่องที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้

“ถ้าวันนั้นเราเลือกอีกแบบก็คงดี” “ทำไมตอนนั้นไม่รู้ให้มากกว่านี้” หรือ “ทำไมเราถึงปล่อยให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น” เป็นคำถามที่บางคนอาจเคยย้อนกลับมาถามตัวเองซ้ำ ๆ เพราะบางครั้งคนที่เราให้อภัยได้ยากที่สุดอาจไม่ใช่คนอื่น แต่คือตัวเราเอง

Self-Forgiveness หรือการให้อภัยตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สำคัญ ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความรับผิดชอบ และไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด แต่คือการมองสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ยอมรับส่วนที่เราทำได้ไม่ดี และนำสิ่งนั้นมาเรียนรู้เพื่อเลือกวิธีใหม่ในอนาคต

เราอาจต้องยอมรับด้วยว่า ตัวเราในวันนั้นตัดสินใจจากข้อมูล ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ในวันนั้น วันนี้เราอาจมองเห็นหลายอย่างชัดขึ้น แต่เราไม่สามารถนำสิ่งที่รู้ในวันนี้กลับไปให้ตัวเองในอดีตได้

ดังนั้น แทนที่จะถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “ทำไมวันนั้นฉันถึงทำแบบนั้น?” อาจลองเปลี่ยนเป็น “วันนี้ฉันเรียนรู้อะไรจากเรื่องนั้นได้บ้าง?” เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกดีกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต และไม่จำเป็นต้องรักตัวเองในอดีตทุกเวอร์ชัน แต่เราอาจเลือกไม่ลงโทษตัวเองด้วยเรื่องเดิมซ้ำ ๆ และให้โอกาสตัวเองในวันนี้ได้เดินต่อไป

เมื่อมองรวมกันแล้ว การฮีลใจจึงไม่มีสูตรสำเร็จ บางคนพักใจได้จากเสียงเพลง บางคนต้องออกไปอยู่กับธรรมชาติ บางคนรู้สึกดีเมื่อได้วิ่ง บางคนเพียงอยากกินข้าวกับคนที่รัก หรือกลับบ้านแล้ววางโทรศัพท์ไว้ไกลตัวสักหนึ่งชั่วโมง

ไม่จำเป็นต้องทำครบทั้ง 10 วิธี และไม่ต้องเลือกวิธีที่กำลังเป็นเทรนด์ที่สุด เพียงลองสังเกตตัวเองว่า อะไรทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตช้าลง ใจเบาลง และได้กลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เพราะวิธีคลายเครียดที่เหมาะที่สุด อาจเป็นเพียงกิจกรรมธรรมดาที่เข้ากับชีวิตของเราและสามารถกลับมาทำได้เรื่อย ๆ


ฮีลใจไม่ต้องรอวันที่ไม่ไหว เริ่มดูแลใจได้ตั้งแต่วันนี้

โลกอาจยังวุ่นวายเหมือนเดิม ข่าวใหม่ยังเกิดขึ้นทุกวัน งานยังมีเรื่องให้จัดการ ค่าใช้จ่ายยังต้องวางแผน ความสัมพันธ์ก็มีทั้งวันที่เข้าใจกันและวันที่ต้องปรับตัว ขณะที่โลกออนไลน์ยังทำให้เราเห็นชีวิตของคนอื่นอยู่ตลอด จนบางครั้งเผลอนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

เราอาจควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวไม่ได้ แต่เลือกได้ว่าจะเหลือพื้นที่ให้ใจตัวเองได้พักมากแค่ไหน ซึ่งการฮีลใจจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ อาจเป็นการฟังเสียงฝนก่อนนอน เดินเล่นใต้ต้นไม้ ออกไปวิ่งโดยไม่สน Pace นั่งมองพระอาทิตย์ตก กินอาหารอร่อยกับคนที่รัก กลับไปฟังเพลงเก่า วางโทรศัพท์ลงสักพัก เขียนสิ่งที่คิดออกมา หรือค่อย ๆ ให้อภัยตัวเองกับบางเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

เพราะการฮีลใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องมีความสุขอยู่ตลอดเวลา และการคลายเครียดก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างต้องหายไปทันที บางครั้งเราเพียงต้องให้เวลาและพื้นที่กับตัวเอง เพื่อพักจากความวุ่นวาย ก่อนจะค่อย ๆ กลับไปจัดการกับสิ่งต่าง ๆ อีกครั้งในจังหวะที่พร้อมกว่าเดิม

การดูแลใจจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาวไม่ต่างจากการกินอาหารที่ดี การออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการมีสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงร่างกายที่แข็งแรง แต่ยังรวมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถใช้เวลากับสิ่งที่มีความหมายกับเราได้อย่างเต็มที่

และในวันที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าสุขภาพหรือชีวิตข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น การดูแลตัวเองในวันนี้ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เรารับมือกับความเครียดและความไม่แน่นอนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพื่อให้เรายังมีพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิต ดูแลตัวเอง และใช้เวลากับคนสำคัญได้ในแบบที่ต้องการ


ดูแลสุขภาพใจ พร้อมเตรียมความพร้อมเรื่องค่ารักษา

นอกจากนี้การวางแผนรับมือค่ารักษาในวันที่เจ็บป่วยไม่สบาย ก็ช่วยให้เราอุ่นใจมากขึ้น ลดความเครียดเรื่องภาระทางการเงินด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*


*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด

**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล

- เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด

- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา: สืบค้นเมื่อวันที่ 8/10/69

  1. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  2. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
  3. ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 กรมสุขภาพจิต
  4. กรมสุขภาพจิต
  5. World Health Organization (NCBI Bookshelf)
  6. Frontiers in Psychology
  7. University of California, San Francisco
  8. World Health Organization – Ageing and Health
  9. The Standard Life

A: ฮีลใจแปลว่า การดูแล เยียวยา หรือฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังจากเผชิญความเครียด ความเหนื่อยล้า ความผิดหวัง หรือเหตุการณ์ที่กระทบความรู้สึก โดยอาจทำผ่านกิจกรรมง่าย ๆ เช่น พักผ่อน ฟังเพลง อยู่กับธรรมชาติ ออกกำลังกาย พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ทั้งนี้ การฮีลใจในชีวิตประจำวันไม่ใช่คำเดียวกับการรักษาภาวะทางสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ

Interesting Article