Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร? มือใหม่ควรมีอะไรก่อน

ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร? มือใหม่ควรมีอะไรก่อน

หลายคนที่กำลังเริ่มสนใจเรื่องการวางแผนด้วยประกันมักมีคำถามว่า ประกันชีวิต กับ ประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร และหากมีงบประมาณจำกัด มือใหม่ ควรเริ่มทำประกันแบบไหนก่อน เพราะแม้ทั้งสองแบบจะช่วยบริหารความเสี่ยงเหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์ ความคุ้มครอง และผู้ได้รับประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน


ในปัจจุบันความไม่แน่นอนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาและมีค่าใช้จ่ายสูง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความมั่นคงของครอบครัว หากไม่มีการวางแผนทางการเงินที่ดี ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระของตัวเราและคนที่เรารักได้


ดังนั้นการทำความเข้าใจและเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้เลือกความคุ้มครองได้เหมาะกับเป้าหมายและสถานการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องครอบครัว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือการสร้างความมั่นคงในระยะยาวในอนาคต



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร?


ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร?


แม้ว่าทั้ง ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ จะเป็นผลิตภัณฑ์ประกันที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน แต่หน้าที่ของทั้งสองแบบแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจบทบาทของแต่ละประเภทจะช่วยให้เลือกซื้อได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น


ก่อนจะตัดสินใจว่าควรเลือกแบบใด มาทำความเข้าใจความหมายและหน้าที่ของแต่ละประเภทกันก่อน


ประกันชีวิตคืออะไร?

ประกันชีวิต คือหลักประกันทางการเงินให้กับผู้เอาประกันและครอบครัว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ บริษัทประกันจะจ่ายเงินตามทุนประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์ หรือในบางแบบประกัน ผู้เอาประกันอาจได้รับเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา


กล่าวง่าย ๆ คือ ประกันชีวิตไม่ได้มีหน้าที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลโดยตรง แต่ทำหน้าที่สร้าง "หลักประกันทางการเงิน" เพื่อช่วยรองรับผลกระทบทางการเงินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ประกันชีวิตจึงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ

  • สร้างหลักประกันให้ครอบครัว
  • วางแผนมรดก
  • วางแผนเกษียณ
  • สร้างวินัยในการออม (ในบางแบบ)
  • ใช้ลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด


ตัวอย่าง หากหัวหน้าครอบครัวเป็นผู้หารายได้หลักและเกิดเสียชีวิตกะทันหัน ครอบครัวยังมีเงินก้อนจากทุนประกันชีวิตไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ผ่อนบ้าน ส่งลูกเรียน หรือชำระหนี้สินต่าง ๆ ช่วยลดผลกระทบทางการเงินในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ปัจจุบันประกันชีวิตมีหลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งการคุ้มครองชีวิต การออม การวางแผนเกษียณ และการลงทุน ผู้เอาประกันจึงควรเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง เช่น

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เน้นความคุ้มครองระยะยาวและส่งต่อมรดก
  • ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา เน้นทุนประกันสูง เบี้ยประกันค่อนข้างประหยัด
  • ประกันสะสมทรัพย์ เน้นการออมและรับเงินคืนตามเงื่อนไข
  • ประกันบำนาญ สำหรับเตรียมรายได้หลังเกษียณ
  • ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ที่ผสมผสานความคุ้มครองกับการลงทุน


แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด จุดประสงค์หลักของประกันชีวิตยังคงเหมือนเดิม คือ การสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับผู้เอาประกันและครอบครัวตามเป้าหมายของแต่ละคน


ประกันสุขภาพคืออะไร?

หากประกันชีวิตช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับครอบครัวหรือผู้ที่อยู่ข้างหลัง ประกันสุขภาพจะช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเมื่อผู้เอาประกันเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ

 

ประกันสุขภาพ คือ ความคุ้มครองที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เมื่อผู้เอาประกันเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ โดยให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขและผลประโยชน์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (หากมีความคุ้มครอง) และผู้ป่วยใน

 

ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะโรคที่ต้องรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ การผ่าตัด หรือการรักษาโรคร้ายแรง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ประกันสุขภาพจึงเข้ามาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น

  • ค่าห้องพักในโรงพยาบาล
  • ค่าแพทย์
  • ค่ายา
  • ค่าผ่าตัด
  • ค่าตรวจวินิจฉัย
  • ค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ ตามเงื่อนไขของแผนประกัน

 

ตัวอย่างเช่น หากตรวจพบไส้ติ่งอักเสบและต้องเข้ารับการผ่าตัด ค่าใช้จ่ายอาจสูงหลายหมื่นถึงหลักแสนบาท ประกันสุขภาพจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามวงเงินและเงื่อนไขของกรมธรรม์ ทำให้ไม่กระทบกับเงินออมที่เตรียมไว้สำหรับเป้าหมายอื่น

 

ใครจะได้ประโยชน์จากประกันชีวิต และประกันสุขภาพ

อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนสับสนคือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประกันชีวิตและประกันสุขภาพไม่เหมือนกัน

 

ประกันชีวิต

ผู้ได้รับประโยชน์หลักคือผู้รับผลประโยชน์ที่ผู้เอาประกันระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งมักเป็นบุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่ต้องการให้ได้รับความคุ้มครองทางการเงิน หากเกิดเหตุการณ์ตามเงื่อนไข เช่น การเสียชีวิต บริษัทประกันจะจ่ายเงินก้อนให้ผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้ดำเนินชีวิต ชำระหนี้ หรือเป็นเงินทุนสำหรับชีวิตในอนาคต 

 

ประกันสุขภาพ

ผู้ได้รับประโยชน์หลักคือ "ผู้เอาประกัน" เพราะบริษัทประกันจะช่วยรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

 

ดังนั้นสรุปได้ว่า

  • ประกันชีวิต ช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์เมื่อเกิดเหตุที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์
  • ประกันสุขภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกันตามเงื่อนไขและวงเงินที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

 

แม้ว่าประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะมีวัตถุประสงค์และความคุ้มครองที่แตกต่างกัน แต่เมื่อวางแผนใช้ร่วมกัน จะช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างครอบคลุม ทั้งด้านค่ารักษาพยาบาลระหว่างการดำรงชีวิต และการสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ผู้ที่อยู่ข้างหลังเมื่อเกิดเหตุที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์



ทำไมทั้งประกันชีวิตและประกันสุขภาพจึงสำคัญ?

 

หลายคนอาจมองว่า "ยังสุขภาพแข็งแรง ยังไม่จำเป็นต้องทำประกัน" แต่ความจริงคือ ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และมักเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เช่น

 

เจ็บป่วยกะทันหัน

เพศชายวัย 32 ปี ไม่เคยมีโรคประจำตัว แต่ตรวจพบไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน ค่าใช้จ่ายรวมกว่า 180,000 บาท หากไม่มี ประกันสุขภาพ เงินก้อนนี้อาจต้องนำมาจากเงินออม เงินลงทุน หรือกู้ยืมเพิ่มเติม ส่งผลให้แผนการเงินที่วางไว้สะดุดทันที แต่หากมีประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองเพียงพอ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างสบายใจมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

 

เสาหลักของครอบครัวเสียชีวิต

คุณพ่อวัย 40 ปี เป็นเสาหลักของครอบครัว มีภาระผ่อนบ้าน ส่งลูกเรียน และดูแลพ่อแม่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ครอบครัวอาจสูญเสียรายได้ทันที หากมี ประกันชีวิต ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินก้อนตามทุนประกัน เพื่อนำไปใช้ดำรงชีวิต ชำระหนี้ หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตร ช่วยลดผลกระทบทางการเงินในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

 

โรคร้ายแรงที่มีค่ารักษาสูง

ปัจจุบันโรคอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง สามารถเกิดขึ้นได้กับคนวัยทำงานมากขึ้น และการรักษาอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี นอกจากค่ารักษาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอีก เช่น ค่าเดินทาง ค่าผู้ดูแล รายได้ที่หายไปจากการหยุดงานิ ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว 

 

ซึ่งการมีประกันสุขภาพหรือความคุ้มครองเพิ่มเติมที่เหมาะสม จะช่วยลดภาระทางการเงิน และทำให้ผู้ป่วยสามารถโฟกัสกับการรักษาได้มากขึ้น



เปรียบเทียบประกันชีวิตและประกันสุขภาพ


เปรียบเทียบประกันชีวิตและประกันสุขภาพ


เมื่อเข้าใจความสำคัญของ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ แล้ว คำถามที่หลายคนสงสัยต่อคือ หากมีงบประมาณจำกัด ควรเลือกทำประกันแบบไหนก่อน

 

ความจริงแล้วไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะแต่ละคนมีอายุ อาชีพ รายได้ ภาระครอบครัว และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบความคุ้มครองในแต่ละด้านจะช่วยให้เห็นภาพว่าแบบประกันใดตอบโจทย์เป้าหมายของตัวเองมากขึ้น


หัวข้อประกันชีวิตประกันสุขภาพ
วัตถุประสงค์สร้างหลักประกันทางการเงินให้ครอบครัวหรือผู้รับประโยชน์ช่วยแบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ
คุ้มครองเมื่อเสียชีวิต หรือครบกำหนดสัญญาตามแบบประกันเจ็บป่วย เข้ารักษาในโรงพยาบาล หรือรักษาตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ผู้ได้รับประโยชน์ผู้รับประโยชน์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ผู้เอาประกัน
เงินที่ได้รับเงินก้อนตามทุนประกันหรือผลประโยชน์เมื่อครบกำหนดสัญญาบริษัทประกันช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลครอบครัว วางแผนมรดก หรือสร้างความมั่นคงทางการเงินผู้ที่กังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลและต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วย


จากตารางจะเห็นว่า ทั้งสองแบบทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน


  • ประกันชีวิต เน้นปกป้องรายได้และความมั่นคงของคนที่เรารัก
  • ประกันสุขภาพ เน้นปกป้องเงินเก็บของเราไม่ให้หมดไปกับค่ารักษาพยาบาล


จึงไม่ใช่ว่าประกันแบบใดดีกว่า แต่เป็นการเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงที่ต้องการบริหารในช่วงเวลานั้นของชีวิต


ใครเหมาะกับประกันชีวิต?

แม้ว่าทุกคนสามารถทำ ประกันชีวิต ได้ แต่จะมีบางกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีครอบครัวต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส ลูก หรือพ่อแม่ หากคุณเป็นผู้หารายได้หลัก การมีประกันชีวิตจะช่วยให้คนข้างหลังยังมีเงินก้อนสำหรับใช้ดำเนินชีวิต หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

 

ผู้ที่มีภาระหนี้สิน เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อรถยนต์ เพราะ หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เงินจากประกันชีวิตสามารถช่วยลดภาระหนี้ที่ส่งผลกระทบต่อคนข้างหลัง

 

ผู้ที่ต้องการวางแผนมรดก

ประกันชีวิตเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยส่งต่อทรัพย์สินให้ผู้รับประโยชน์ได้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ และช่วยให้ครอบครัวมีสภาพคล่องทางการเงินในช่วงเวลาสำคัญ

 

ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินระยะยาว

ปัจจุบันประกันชีวิตมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบตลอดชีพ สะสมทรัพย์ หรือบำนาญ ซึ่งสามารถตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน ทั้งการออม การเตรียมเงินเกษียณ และการสร้างหลักประกันให้ครอบครัว

 

ใครเหมาะกับประกันสุขภาพ?

ในขณะที่ ประกันชีวิต เน้นดูแลความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว ประกันสุขภาพ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะ

 

คนวัยเริ่มทำงาน

แม้จะยังแข็งแรง แต่โรคหรืออุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา การเริ่มทำประกันตั้งแต่อายุน้อย มักมีโอกาสได้รับการพิจารณารับประกันง่ายกว่า และเบี้ยประกันน้อยกว่าการเริ่มทำเมื่ออายุมากขึ้น

 

ฟรีแลนซ์หรือเจ้าของธุรกิจ

ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการจากบริษัท ควรมีประกันสุขภาพเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยง หากต้องเข้ารับการรักษา จะไม่กระทบต่อเงินทุนหรือเงินหมุนเวียนของธุรกิจ

 

ผู้ที่ต้องการเข้าถึงการรักษาที่หลากหลาย

โรงพยาบาลเอกชนในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย แต่ค่าใช้จ่ายก็มักสูงตามไปด้วย การมีประกันสุขภาพช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

 

ผู้ที่กังวลเรื่องโรคร้ายแรง

ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง มีแนวโน้มพบในคนวัยทำงานมากขึ้น การมีประกันสุขภาพจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยลดผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หากจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในอนาคต

 

จากการ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประกันชีวิตและประกันสุขภาพ จะเห็นว่า ทั้งสองแบบตอบโจทย์คนละด้านของการวางแผนการเงิน โดยประกันชีวิตช่วยสร้างหลักประกันให้ครอบครัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ส่วนประกันสุขภาพช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลในวันที่เจ็บป่วย แล้วสำหรับ มือใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นวางแผนการเงิน หากต้องเลือกเพียงหนึ่งแบบก่อน ควรตัดสินใจจากอะไร? ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดูหลักการเลือกให้เหมาะกับช่วงวัย รายได้ และเป้าหมาย เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและคุ้มค่ากับความต้องการของตัวเองมากที่สุด



มือใหม่ควรซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพก่อน


มือใหม่ควรซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพก่อน? 

 

สำหรับมือใหม่ หลายคนอาจยังลังเลว่า หากเพิ่งเริ่มทำประกันและมีงบประมาณจำกัด ควรเลือกแบบไหนก่อน

 

คำตอบคือ ไม่มีแบบประกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีภาระ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการประเมินความเสี่ยงของตัวเองก่อนว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน สิ่งใดจะส่งผลกระทบกับชีวิตและการเงินมากที่สุด

 

หากยังไม่มีภาระครอบครัว ควรเริ่มจากอะไร?

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน เป็นฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระ ยังไม่มีคู่สมรส ไม่มีบุตร และไม่มีคนที่ต้องรับผิดชอบทางการเงิน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ "ความเสี่ยงที่เกิดกับตัวเอง"

 

ในช่วงวัยทำงาน แม้จะมีสุขภาพแข็งแรง แต่การเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ หากต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายอาจกระทบกับเงินเก็บหรือแผนการเงินที่วางไว้

 

ดังนั้น ประกันสุขภาพ อาจเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่างไรก็ตาม หากบริษัทมีสวัสดิการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว ควรตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น

  • วงเงินค่ารักษาเพียงพอหรือไม่
  • ครอบคลุมโรคร้ายแรงหรือไม่
  • หากลาออกหรือเปลี่ยนงาน ความคุ้มครองจะสิ้นสุดหรือไม่

 

หากสวัสดิการมีข้อจำกัด การมีประกันสุขภาพเพิ่มเติมก็อาจช่วยให้ได้รับความคุ้มครองที่ต่อเนื่องมากขึ้น 

 

อ่านเพิ่มเติม เคล็ดลับต้องรู้! สำหรับมือใหม่หัดซื้อประกันสุขภาพ ฉบับเข้าใจง่าย

 

หากมีคนที่ต้องดูแล ประกันชีวิตอาจเป็นสิ่งที่ควรมีเป็นอันดับแรก

สำหรับผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลคู่สมรส บุตร หรือพ่อแม่ ความเสี่ยงที่สำคัญไม่ใช่เพียงการเจ็บป่วย แต่คือการสูญเสียรายได้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ลองนึกภาพว่า หากผู้หารายได้หลักเสียชีวิตกะทันหัน

  • ค่าใช้จ่ายในบ้านยังคงมีเหมือนเดิม
  • ค่าผ่อนบ้านและรถยังต้องชำระ
  • ค่าเล่าเรียนของลูกยังต้องจ่าย
  • พ่อแม่หรือคนในครอบครัวยังคงต้องได้รับการดูแล

 

หากไม่มีการเตรียมความพร้อม ครอบครัวอาจเผชิญกับภาระทางการเงินอย่างหนัก ประกันชีวิต จึงเข้ามาช่วยสร้างหลักประกัน โดยผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินก้อนตามทุนประกัน เพื่อนำไปใช้ดำรงชีวิตหรือบริหารจัดการภาระทางการเงินต่อไป สำหรับคนกลุ่มนี้ ประกันชีวิตจึงมักเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนความมั่นคงให้ครอบครัว


หากมีงบประมาณเพียงพอ การมีทั้งประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะช่วยบริหารความเสี่ยงได้ครอบคลุมกว่า

ในความเป็นจริง ความเสี่ยงของชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเพียงด้านเดียว บางคนอาจเจ็บป่วยและมีค่ารักษาพยาบาลสูง ขณะที่บางครอบครัวอาจได้รับผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ของผู้หารายได้หลัก

 

การมีทั้ง ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ จึงช่วยบริหารความเสี่ยงได้ครอบคลุมมากกว่า เพราะแต่ละแบบทำหน้าที่แตกต่างกัน

  • ประกันสุขภาพ ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
  • ประกันชีวิต ช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้ครอบครัว

 

เมื่อทำงานร่วมกัน ทั้งสองแบบจะช่วยลดผลกระทบทางการเงินได้ทั้งในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่และเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

 

ควรเริ่มทำประกันตั้งแต่อายุเท่าไร?

อีกหนึ่งคำถามที่พบได้บ่อยคือ ควรเริ่มทำประกันเมื่ออายุเท่าไร โดยทั่วไป การเริ่มทำประกันตั้งแต่อายุยังน้อยมักมีข้อดีหลายด้าน เช่น

  • สุขภาพยังแข็งแรง มีโอกาสได้รับการพิจารณารับประกันง่ายกว่า
  • โอกาสถูกยกเว้นความคุ้มครองจากโรคเดิมมีน้อยกว่า
  • สามารถวางแผนความคุ้มครองระยะยาวได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • หากสุขภาพเปลี่ยนแปลงในอนาคต ก็ยังมีความคุ้มครองที่เริ่มต้นไว้แล้ว

 

ในทางกลับกัน หากรอจนมีโรคประจำตัวหรือเคยเข้ารับการรักษา บริษัทประกันอาจพิจารณาเพิ่มเบี้ยประกัน กำหนดเงื่อนไขยกเว้นบางโรค หรือในบางกรณีอาจไม่สามารถรับประกันได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของแต่ละบริษัทประกัน ดังนั้น หากเริ่มวางแผนไว้ตั้งแต่ช่วงวัยทำงาน ก็จะมีโอกาสเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับตัวเองได้มากกว่า

 

ก่อนซื้อประกัน ควรถามอะไรกับตัวแทนประกัน?

นอกจากการเปรียบเทียบความคุ้มครองแล้ว การสอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแบบประกันแต่ละแบบมีเงื่อนไขแตกต่างกัน เช่น

  • ความคุ้มครองครอบคลุมอะไรบ้าง?
  • มีข้อยกเว้นอะไรที่ควรรู้?
  • ระยะเวลาคุ้มครองนานเท่าไร?
  • เบี้ยประกันปรับเพิ่มในอนาคตหรือไม่?
  • หากต้องการเพิ่มความคุ้มครองภายหลัง สามารถทำได้หรือไม่?
  • มีระยะเวลารอคอยสำหรับโรคหรือการรักษาบางประเภทหรือไม่?
  • หากยกเลิกกรมธรรม์ก่อนกำหนด จะมีเงื่อนไขอย่างไร?

 

การทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้เลือกแบบประกันได้ตรงกับความต้องการ และลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในอนาคต

 

สรุปมือใหม่ควรเลือกแบบไหน?

หากยังตัดสินใจไม่ได้ สามารถใช้แนวทางต่อไปนี้เป็นตัวช่วย

  • เน้นป้องกันค่ารักษาพยาบาลของตัวเอง  เริ่มพิจารณา ประกันสุขภาพ
  • มีคนในครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ  แนะนำ ประกันชีวิต
  • มีทั้งภาระครอบครัวและกังวลเรื่องค่ารักษา  วางแผนให้มีทั้ง ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ เพื่อให้ความคุ้มครองครอบคลุมมากขึ้น
  • ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบใด  ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือตัวแทนประกัน เพื่อประเมินเป้าหมายทางการเงิน งบประมาณ และความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจ

 

การเลือกให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตและเป้าหมายของตัวเอง จะช่วยให้ได้รับความคุ้มครองที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ในระยะยาว


การทำความเข้าใจ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการวางแผนการเงิน เพราะแม้ทั้งสองแบบจะช่วยบริหารความเสี่ยงเหมือนกัน แต่มีหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

ประกันชีวิต ช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับครอบครัวหรือผู้รับประโยชน์ หากเกิดเหตุการณ์ที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ส่วน ประกันสุขภาพ ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่ต้องนำเงินออมหรือเงินสำรองมาใช้ทั้งหมดกับค่ารักษา

 

สำหรับ มือใหม่ การเลือกว่าจะเริ่มจากแบบใด ควรพิจารณาจากภาระ ความรับผิดชอบ งบประมาณ และเป้าหมายทางการเงินของตนเองเป็นหลัก หากสามารถวางแผนให้ทั้งสองแบบทำงานร่วมกัน ก็จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างครอบคลุม ทั้งในวันที่สุขภาพแข็งแรง วันที่เจ็บป่วย และเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต

 

หากกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับความต้องการของตัวเอง สามารถศึกษารายละเอียดของ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ จากเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มครองและเลือกแผนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการใช้ชีวิตและการวางแผนการเงินในระยะยาว



ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 12/07/69

🔖KTC

🔖 iTAX 

🔖ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Happy Money) 

🔖ไทยรัฐ Money 

🔖Noon

🔖คมชัดลึก

A: ประกันชีวิตเน้นสร้างหลักประกันทางการเงินให้ผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ส่วนประกันสุขภาพเน้นช่วยแบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ จึงมีวัตถุประสงค์และความคุ้มครองที่แตกต่างกัน

Interesting Article