Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

อาหารติดคอทำยังไงดี เศษอาหารติดคอมีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เคลมประกันได้ไหม 02

อาหารติดคอทำยังไงดี? เศษอาหารติดคอมีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เคลมประกันได้ไหม

03 กุมภาพันธ์ 2569

ทุกคนมีโอกาสเจอสถานการณ์อาหารติดคอได้ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนรอบข้าง โดยเฉพาะเวลาทานอาหารเร็วๆ หัวเราะระหว่างทาน หรือเผลอพูดขณะมีอาหารในปาก นึกภาพง่ายๆ ว่ากำลังสนุกสนานกับมื้ออาหาร แล้วจู่ๆ รู้สึกว่ามีบางอย่างติดคอ หายใจไม่ออก แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว

วันนี้เมืองไทยประกันชีวิตจะพาทุกคนมารู้จักกับภัยใกล้ตัวอย่าง "อาหารติดคอ" วิธีช่วยเหลือที่ถูกต้อง และสิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น รวมถึงเรื่องสิทธิประโยชน์การเคลมประกันที่หลายคนอาจไม่รู้


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




→ อาหารติดคอคืออะไรกันแน่?



อาหารติดคอหรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า "การสำลัก" (Choking) เกิดขึ้นเมื่อมีอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมไปอุดกั้นทางเดินหายใจของเรา บางครั้งอุดแค่บางส่วน บางครั้งอุดเต็มทางเลย ผลที่ตามมาคืออากาศไม่สามารถเข้าสู่ปอดได้ตามปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจนในที่สุด

ใครบ้างที่เสี่ยงอาหารติดคอ?


  • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี - ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชอบสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยปาก และยังไม่มีฟันกรามสำหรับบดเคี้ยวที่ครบถ้วน
  • ผู้สูงอายุ - มักมีปัญหาการกลืนลำบากหรือฟันไม่แข็งแรง
  • ผู้ที่มีปัญหาการกลืน - เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน
  • คนที่ทานอาหารอย่างรีบร้อน - ไม่เคี้ยวให้ละเอียด หรือพูดคุย/หัวเราะขณะทานอาหาร


สังเกตอย่างไรว่าอาหารติดคอ?


อาการระดับเบา (ทางเดินหายใจอุดกั้นบางส่วน)

  • ยังสามารถไอ พูด หรือหายใจได้
  • มีเสียงหายใจดังผิดปกติ
  • หายใจลำบาก
  • อาจมีอาการไอต่อเนื่อง


อาการระดับรุนแรง (ทางเดินหายใจอุดกั้นสมบูรณ์)

  • ไม่สามารถพูด ไอ หรือหายใจได้
  • ใช้มือจับที่คอ (สัญญาณสากลของการสำลัก)
  • ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจนถึงสีม่วง
  • หมดสติในเวลาไม่กี่นาที


อันตรายที่ซ่อนอยู่ ผลกระทบร้ายแรงจากการสำลักอาหาร อาหารติดคอ

→ อันตรายที่ซ่อนอยู่ ผลกระทบร้ายแรงจากการสำลักอาหารมีอะไรบ้าง



หลายคนอาจคิดว่าอาหารติดคอไม่ร้ายแรงนัก แต่ความจริงแล้ว ภาวะนี้สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้หลายระดับ:


ผลกระทบระยะสั้น

  • แผลในคอและหลอดลม - ชิ้นอาหารที่มีขอบคม เช่น กระดูกไก่ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเป็นแผลในคอ
  • การอักเสบติดเชื้อ - หากมีเศษอาหารค้างในคอ อาจเกิดการติดเชื้อและอักเสบได้
  • ภาวะขาดออกซิเจนชั่วคราว - ทางเดินหายใจถูกปิดกั้น ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้


ผลกระทบรุนแรง

  • ภาวะขาดออกซิเจนรุนแรง - หากไม่ได้รับการช่วยเหลือภายใน 4-6 นาที สมองจะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • ความเสียหายต่อสมอง - การขาดออกซิเจนนานเกินไปอาจทำให้เซลล์สมองตาย ส่งผลให้เกิดความพิการถาวร
  • เสียชีวิต - ในกรณีรุนแรงที่สุด ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ


สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบช่วยเหลือทันที

  • ผู้ป่วยไม่สามารถพูดหรือหายใจได้เลย
  • ริมฝีปากและผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน
  • ผู้ป่วยแสดงท่าทางตกใจ จับที่คอ
  • ผู้ป่วยเริ่มหมดสติหรือทรุดตัวลง

ในกรณีที่พบเห็นสัญญาณเหล่านี้ ให้รีบช่วยเหลือทันทีโดยไม่รอช้า เพราะทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิต


คู่มือช่วยชีวิต เทคนิคปฐมพยาบาลเมื่อมีคนอาหารติดคอ


→ คู่มือช่วยชีวิต เทคนิคปฐมพยาบาลเมื่อมีคนอาหารติดคอ



การรู้วิธีช่วยคนอาหารติดคอที่ถูกต้องสามารถช่วยชีวิตคนได้ในยามฉุกเฉิน แต่เทคนิคการช่วยเหลือจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัย


สำหรับทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี)


  1. จับทารกในท่าคว่ำ - วางทารกคว่ำบนแขนของคุณ โดยให้ศีรษะต่ำกว่าลำตัว ใช้มืออีกข้างประคองคางและหน้าอก
  2. ตบกลางหลัง - ใช้ส้นมือตบกลางหลังระหว่างสะบักทั้งสองข้าง 5 ครั้ง ด้วยแรงพอประมาณ
  3. พลิกทารก - หากยังไม่ดีขึ้น ให้พลิกทารกหงายบนตัก ศีรษะต่ำ
  4. กดหน้าอก - ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลาง 2 นิ้ว กดลงบนกระดูกหน้าอกตรงกลาง 5 ครั้ง
  5. ทำซ้ำ - สลับระหว่างตบหลัง 5 ครั้งและกดหน้าอก 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งอุดกั้นจะหลุดออก

ข้อควรระวัง

  • ห้ามใช้วิธีรัดท้อง (Heimlich maneuver) กับทารก
  • ห้ามล้วงปากโดยไม่เห็นสิ่งอุดกั้น


สำหรับเด็ก (1-8 ปี)


  1. ตรวจสอบการตอบสนอง - ถามว่า "หนูติดอะไรในคอหรือเปล่า?"
  2. ตบกลางหลัง - หากเด็กไม่สามารถพูดได้ ให้จัดให้เด็กก้มตัวไปข้างหน้า และตบกลางหลัง 5 ครั้ง
  3. รัดท้อง - หากไม่ดีขึ้น ให้ยืนด้านหลังเด็ก ใช้มือกำหมัดวางที่บริเวณเหนือสะดือ อีกมือจับกำมือไว้ กระตุกเข้าหาตัวเองและขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว 5 ครั้ง
  4. ทำซ้ำ - สลับระหว่างตบหลังและรัดท้องจนกว่าสิ่งอุดกั้นจะหลุด


สำหรับผู้ใหญ่


  1. ยืนยันว่าติดคอจริง - ถามว่า "คุณสำลักใช่ไหม?" หากพยักหน้ารับและไม่สามารถพูดได้ แสดงว่าทางเดินหายใจถูกปิดกั้น
  2. ตบกลางหลัง - ยืนด้านข้าง โน้มตัวผู้ป่วยไปข้างหน้า ใช้ส้นมือตบกลางหลัง 5 ครั้ง
  3. รัดท้อง (Heimlich maneuver) - หากไม่ดีขึ้น ให้ยืนด้านหลังผู้ป่วย วางมือกำหมัดเหนือสะดือ ใช้มืออีกข้างจับไว้ แล้วกระตุกเข้าและขึ้นอย่างแรง 5 ครั้ง
  4. ทำซ้ำ - สลับตบหลังและรัดท้องจนกว่าสิ่งอุดกั้นจะหลุด


สำหรับหญิงตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ


  • หญิงตั้งครรภ์ - ให้วางมือกำหมัดบริเวณกระดูกหน้าอกส่วนล่าง (แทนที่จะเป็นบริเวณเหนือสะดือ)
  • ผู้สูงอายุ - ใช้แรงน้อยลงเพื่อป้องกันกระดูกหัก แต่ต้องเพียงพอที่จะช่วยให้สิ่งอุดกั้นหลุดออก

ข้อสำคัญ: หากผู้ป่วยหมดสติ ให้รีบโทรแจ้ง 1669 ทันที และเริ่มทำ CPR ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่



→ รู้ไว้ได้ประโยชน์ สิทธิเคลมประกันกรณีอาหารติดคอ



อาหารติดคอถือเป็นเหตุฉุกเฉินที่อาจต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ และข่าวดีคือ อาหารติดคอสามารถเคลมประกันอุบัติเหตุได้ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและเฉียบพลัน


เงื่อนไขที่มักจะเข้าข่ายเคลมประกันได้


  • ต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันและไม่คาดคิด
  • ต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์
  • มีการวินิจฉัยและบันทึกทางการแพทย์ที่ชัดเจน


ค่ารักษาพยาบาลที่มักครอบคลุม


  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉิน
  • ค่าตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสิ่งอุดกั้น
  • ค่าผ่าตัดในกรณีที่ต้องเอาสิ่งอุดกั้นออก
  • ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องจากผลกระทบของการสำลัก


ขั้นตอนการเคลมประกัน


  1. รับการรักษา - รักษาตัวและขอเอกสารยืนยันการรักษาที่ระบุสาเหตุว่าเป็นอาหารติดคอ
  2. แจ้งบริษัทประกัน - ติดต่อบริษัทประกันโดยเร็วที่สุด ส่วนใหญ่มีระยะเวลาแจ้งไม่เกิน 30 วัน
  3. เตรียมเอกสาร - ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา ประวัติการรักษา และเอกสารที่บริษัทประกันร้องขอ

ข้อแนะนำ: ควรศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ของตนเองให้ละเอียด เพราะแต่ละกรมธรรม์อาจมีข้อกำหนดแตกต่างกัน หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


วิธีช่วยเหลือตัวเองยามอาหารติดคอทำอย่างไร

→ วิธีช่วยเหลือตัวเองยามอาหารติดคอทำอย่างไร?



เมื่อเกิดอาหารติดคอและอยู่คนเดียว คุณยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ด้วยวิธีต่อไปนี้


1. ใช้เทคนิครัดท้องด้วยตัวเอง


  1. กำมือและวางที่เหนือสะดือ - ให้นิ้วโป้งอยู่ด้านใน
  2. ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำ
  3. ดันเข้าหาตัวเองและขึ้นด้านบนอย่างแรงและรวดเร็ว
  4. ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง จนกว่าสิ่งอุดกั้นจะหลุดออก


2. ใช้พนักเก้าอี้หรือขอบโต๊ะ


  1. ยืนหันหน้าเข้าหาพนักเก้าอี้หรือขอบโต๊ะ
  2. โน้มตัวให้บริเวณเหนือสะดือวางอยู่บนขอบ
  3. ใช้น้ำหนักตัวกดลงบนขอบ พร้อมกับดันตัวเองเข้าและขึ้นด้านบน
  4. ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง จนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น


3. ขอความช่วยเหลือ


หากอยู่คนเดียวและมือถืออยู่ใกล้ตัว

  1. พยายามกดโทร 1669 แม้จะพูดไม่ได้
  2. เคาะผนัง หรือทำเสียงดังเพื่อให้คนข้างห้องได้ยิน
  3. พยายามเปิดประตูหรือหน้าต่าง เพื่อให้มีคนเห็น

ข้อสำคัญ: หลังจากช่วยตัวเองสำเร็จ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการบาดเจ็บหรือสิ่งตกค้างในลำคอ



→ วิธีทานอาหารให้ปลอดภัย ป้องกันอาหารติดคอในชีวิตประจำวัน



การป้องกันอาหารติดคอไม่ใช่เรื่องยาก แค่ปรับนิสัยการทานเพียงเล็กน้อย ก็ช่วยให้เราห่างไกลจากภาวะอาหารติดคอที่อันตรายได้แล้ว มาดูวิธีง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวันกัน

  • เคี้ยวช้าๆ และละเอียด - เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
  • ไม่พูดหรือหัวเราะขณะมีอาหารในปาก - รอให้กลืนอาหารก่อนพูดหรือหัวเราะ
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปขณะทานอาหาร - แอลกอฮอล์ลดการตอบสนองและการควบคุมการกลืน
  • นั่งตัวตรง - ช่วยให้กลืนได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง - เช่น ลูกอม ถั่ว ข้าวโพด องุ่น ฮอทดอก

คำแนะนำวิธีทานอาหารให้ปลอดภัยสำหรับผู้ดูแลเด็กและผู้สูงอายุ


สำหรับเด็ก

  • หั่นอาหารเป็นชิ้นเล็ก - โดยเฉพาะองุ่น ฮอทดอก แครอท
  • ควบคุมการทาน - ไม่ปล่อยให้เด็กวิ่งเล่นหรือนอนขณะทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง - งดอาหารเสี่ยงสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี
  • สอนการเคี้ยวและกลืนอย่างถูกวิธี - สอนเด็กให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน


สำหรับผู้สูงอายุ

  • ปรับเนื้อสัมผัสอาหาร - ให้เหมาะกับสภาพฟันและการกลืน
  • ดูแลขณะรับประทานอาหาร - สังเกตอาการผิดปกติ
  • ตรวจสอบการใส่ฟันปลอม - ให้แน่ใจว่าฟันปลอมใส่พอดีไม่หลวม
  • ดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร - ช่วยให้กลืนอาหารได้ง่ายขึ้น


การรู้วิธีช่วยคนอาหารติดคออย่างถูกต้องและทันท่วงทีเป็นทักษะสำคัญที่อาจช่วยชีวิตคนได้ เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้

ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์หรือช่วยเหลือใครสักคนที่มีอาหารติดคอ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้คนที่คุณรัก เพื่อสร้างความตระหนักและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินนี้

สุดท้ายนี้ เมืองไทยประกันชีวิตอยากแนะนำให้ทุกคนพิจารณาทำประกันอุบัติเหตุหรือประกันสุขภาพที่ครอบคลุมกรณีฉุกเฉินเหล่านี้ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังช่วยให้คุณมีความอุ่นใจในยามฉุกเฉิน

และการเลือกแผนประกันอุบัติเหตุที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณและคนที่คุณรักจะได้รับการดูแลทางการเงินอย่างเพียงพอเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด นอกจากนี้ การวางแผนอนาคตด้วยประกันอุบัติเหตุยังถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งในแง่ของการสร้างหลักประกันทางการเงินและการให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมแก่ชีวิตและครอบครัวของคุณในระยะยาว


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 04/11/68

🔖 pobpad

บทความอื่นๆ ที่คุณอาจจะสนใจ