อีโบลา โรคติดเชื้อไวรัสร้ายแรง รู้จักอาการ การติดต่อ และวิธีป้องกัน
อีโบลาคืออะไร? รู้จักโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา อาการ การติดต่อ และวิธีป้องกันที่ควรรู้
เมื่อพูดถึงโรคระบาดร้ายแรงที่เคยสร้างความกังวลให้กับคนทั่วโลก หนึ่งในชื่อที่หลายคนนึกถึงคือ "อีโบลา" หรือ "โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา" โรคติดเชื้อที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและเคยก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา
ปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการระบาดของโรคอีโบลาในประเทศไทย แต่โรคนี้ยังคงเป็นโรคที่ทั่วโลกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความรุนแรงสูงและโรคอีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือเนื้อเยื่อของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตจากโรค รวมถึงวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อ ดังนั้นการทำความเข้าใจว่าโรคอีโบลาคืออะไร ติดต่ออย่างไร มีอาการแบบไหน รักษาได้หรือไม่ และมีวิธีป้องกันอย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพได้อย่างถูกต้อง และลดความตื่นตระหนกเมื่อเกิดการระบาดในอนาคต
โรคอีโบลาไม่ติดต่อผ่านการสัมผัสทั่วไปในชีวิตประจำวัน และความเสี่ยงในการติดเชื้อจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคเป็นหลัก
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
.webp?format=webp&width=814&height=400)
อีโบลา ทำไมจึงเป็นโรคร้ายแรงที่ทั่วโลกเฝ้าระวัง
โรคอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) หรือ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Filoviridae ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ
โรคนี้ได้รับการค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1976 ใกล้แม่น้ำอีโบลา (Ebola River) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จึงเป็นที่มาของชื่อโรคเชื้อไวรัสอีโบลามีหลายชนิด (species) โดยสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงในมนุษย์ ได้แก่
- Zaire ebolavirus
- Sudan ebolavirus
- Bundibugyo ebolavirus
- Taï Forest ebolavirus
การระบาดของโรคอีโบลาที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงปี 2014-2016 ในแอฟริกาตะวันตก โดยมีผู้ติดเชื้อหลายหมื่นรายและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ส่งผลให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่มากยิ่งขึ้น
แม้ปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนและการรักษา แต่โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลายังคงเป็นโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่องค์การสาธารณสุขทั่วโลกให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังและควบคุมการระบาด

สาเหตุของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เกิดจากอะไร
การเข้าใจต้นตอของโรคเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาด
แหล่งรังโรคตามธรรมชาติ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าค้างคาวผลไม้ในทวีปแอฟริกาเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัสอีโบลา โดยค้างคาวผลไม้สามารถเป็นแหล่งรังโรคของเชื้อไวรัสอีโบลาได้โดยไม่แสดงอาการป่วย โดยเชื้ออาจแพร่จากค้างคาวไปสู่สัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น
- ลิง
- กอริลลา
- ชิมแปนซี
- สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในป่าบางชนิด
จากนั้นจึงแพร่สู่มนุษย์ผ่านการสัมผัสเลือด เนื้อเยื่อ หรือการชำแหละสัตว์ที่ติดเชื้อ
การแพร่เชื้อจากคนสู่คน
หลังจากมีผู้ติดเชื้อรายแรกแล้ว โรคอีโบลาสามารถแพร่กระจายระหว่างคนได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะในครอบครัวหรือสถานพยาบาลที่ขาดมาตรการป้องกันการติดเชื้อ โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่าน
- เลือด
- อาเจียน
- อุจจาระ
- ปัสสาวะ
- น้ำอสุจิ
- น้ำนมแม่
- และสารคัดหลั่งอื่นๆของผู้ติดเชื้อ
โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังที่มีบาดแผลหรือเยื่อบุ
การรู้จักแหล่งที่มาของโรคอีโบลาช่วยให้สามารถวางมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โรคอีโบลาติดต่ออย่างไร สามารถแพร่ผ่านอากาศได้หรือไม่
หนึ่งในคำถามที่พบมากที่สุดเกี่ยวกับโรคอีโบลาคือ "โรคอีโบลาติดต่อทางอากาศหรือไม่"
คำตอบคือ จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานว่าโรคอีโบลาสามารถแพร่กระจายทางอากาศในลักษณะเดียวกับโรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19
ช่องทางการติดต่อหลักของโรคอีโบลา
โรคอีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับ
- เลือดของผู้ป่วย
- เลือด สารคัดหลั่ง หรือเนื้อเยื่อของผู้ติดเชื้อ
- สิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
- ศพของผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลา
- สัตว์ป่าที่ติดเชื้อ
บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรง
ใครมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ
กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
- เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
- สมาชิกในครอบครัวผู้ป่วย
- ผู้ดูแลผู้ป่วย
- ผู้สัมผัสศพผู้เสียชีวิต
- ผู้เดินทางไปยังพื้นที่ระบาด
การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรงยังคงเป็นวิธีป้องกันที่สำคัญที่สุด
แม้โรคอีโบลาจะไม่แพร่กระจายทางอากาศ แต่สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผู้ติดเชื้อหรือสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมและป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด

อาการของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา มีอะไรบ้าง
หลังได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคอีโบลามักอยู่ที่ประมาณ 2-21 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 8-10 วัน ในช่วงแรก อาการอาจคล้ายไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้วินิจฉัยได้ยาก
อาการระยะแรก
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ผื่น (rash) ตามร่างกาย (พบในผู้ป่วยบางราย)
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- อ่อนเพลียมาก
- ปวดศีรษะ
- ปวดกล้ามเนื้อ
- เจ็บคอ
- หนาวสั่น
อาการระยะรุนแรง
เมื่อโรคดำเนินต่อไป อาจเกิดอาการรุนแรง เช่น
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องเสียรุนแรง
- ปวดท้อง
- ตับและไตทำงานผิดปกติ
- ความดันโลหิตต่ำ
- ภาวะช็อก
ภาวะเลือดออกผิดปกติ
ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น
- เลือดออกตามไรฟัน
- เลือดกำเดาไหล
- อาเจียนเป็นเลือด
- ถ่ายดำ
- เลือดออกใต้ผิวหนัง
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะมีอาการเลือดออก การสังเกตอาการและประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการวินิจฉัยโรค
โรคอีโบลารักษาอย่างไร
แม้โรคอีโบลาจะเป็นโรครุนแรง แต่ปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้าในการวินิจฉัยและดูแลรักษามากขึ้น
การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
ปัจจุบันมีทั้งการรักษาแบบประคับประคองและการใช้ยากลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดีสำหรับผู้ป่วยโรคอีโบลาบางชนิด ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ การรักษาประกอบด้วย
- ให้สารน้ำทางหลอดเลือด
- รักษาสมดุลเกลือแร่
- ควบคุมความดันโลหิต
- ให้ออกซิเจน
- ดูแลอวัยวะสำคัญ
- ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
นอกจากนี้ยังรวมถึง การใช้ยาชีวภาพหรือโมโนโคลนอลแอนติบอดีตามแนวทางการรักษาในผู้ป่วยที่เหมาะสม การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ป้องกันโรคอีโบลาได้อย่างไร และประเทศไทยมีความเสี่ยงหรือไม่
แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบการระบาดของโรคอีโบลาในประเทศ แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขยังคงมีระบบเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง
วิธีป้องกันโรคอีโบลา
ประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้โดย
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงสัตว์ป่าที่อาจเป็นแหล่งรังโรคหรือมีการติดเชื้อ
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุก
- ล้างมือบ่อย ๆ
- ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเมื่อต้องดูแลผู้ป่วย
- ติดตามข่าวสารด้านสาธารณสุขก่อนเดินทางต่างประเทศ
ประเทศไทยมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อระหว่างประเทศและมาตรการคัดกรองผู้เดินทางตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อ และความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก ทำให้โอกาสเกิดการระบาดของโรคอีโบลาในประเทศไทยยังถือว่าต่ำ อย่างไรก็ตาม การเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นทำให้ทุกประเทศจำเป็นต้องมีความพร้อมในการรับมือโรคอุบัติใหม่อยู่เสมอ การตระหนักรู้และติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ยังเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
อีโบลา หรือ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Filoviridae และสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง แม้โรคอีโบลาจะไม่ได้แพร่ผ่านอากาศเหมือนโรคทางเดินหายใจหลายชนิด แต่ความรุนแรงของโรคทำให้ยังคงเป็นหนึ่งในโรคอุบัติใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญในการเฝ้าระวัง การเรียนรู้เกี่ยวกับอาการ การติดต่อ และวิธีป้องกันโรคอีโบลา ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่ยังช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ด้านสาธารณสุขได้อย่างถูกต้อง
ในยุคที่โรคอุบัติใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การวางแผนดูแลสุขภาพควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วยประกันสุขภาพ จากเมืองไทยประกันชีวิต พร้อมรับสิทธิพิเศษเมื่อเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
***การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 2/06/69
🔖โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH)