Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

ค่ารักษาพยาบาล 5 กลุ่มโรคร้าย อีก 5-10 ปี ประกันสุขภาพที่มีเพียงพอรึยัง?

ค่ารักษาพยาบาล 5 กลุ่มโรคร้าย อีก 5-10 ปี ประกันสุขภาพที่มีเพียงพอรึยัง?

ในวันที่เรายังมีสุขภาพแข็งแรง หลายคนเลือกทำประกันสุขภาพติดตัวไว้เพื่อความอุ่นใจ บางคนมีสวัสดิการบริษัท หรือบางคนมีวงเงินหลักล้าน จนรู้สึกว่าน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน


แต่คำถามสำคัญที่เราต้องเผชิญในโลกอนาคตคือ เมื่อมองไปอีก 5–10 ปีข้างหน้า ค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะในกลุ่มค่ารักษาโรคร้ายแรง จะยังอยู่ในระดับที่ประกันฉบับเดิมของเรารับไหวหรือไม่ เพราะในวงการการแพทย์ ความก้าวหน้ามักมาคู่กับราคาที่ต้องจ่ายเสมอ


บทความนี้จะพาพวกเราไปเจาะลึกแนวโน้มค่าใช้จ่าย ส่องตัวเลขค่ารักษาพยาบาลแต่ละโรค ใน 5 กลุ่มโรคร้ายหลัก และวิเคราะห์ว่าประกัน 5 โรคร้ายที่เราถืออยู่นั้น เพียงพอสำหรับอนาคตจริงหรือเปล่า



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ



  1. ทำไมค่ารักษาโรคร้ายแรงถึงพุ่งเร็วกว่าเงินเฟ้อ?
  2. เจาะลึกค่ารักษาพยาบาล 5 กลุ่มโรคร้ายที่เราต้องจับตา
  3. ประกันสุขภาพที่เรามีเพียงพอสำหรับ 5 โรคร้ายหรือไม่?
  4.  ประกัน 5 โรคร้าย กันชนสำคัญที่เราควรมีเสริม



ทำไมค่ารักษาโรคร้ายแรงถึงพุ่งเร็วกว่าเงินเฟ้อ?


1. ทำไมค่ารักษาโรคร้ายแรงถึงพุ่งเร็วกว่าเงินเฟ้อ?


เราอาจเคยได้ยินเรื่องเงินเฟ้อทั่วไปที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น แต่ในโลกสาธารณสุขมีสิ่งที่เรียกว่า Medical Inflation หรือเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล ซึ่งขยับตัวแรงกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-12% ต่อปี ด้วยเหตุผลหลักที่พวกเราเลี่ยงไม่ได้ ดังนี้


  • เทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้า การเปลี่ยนจากเคมีบำบัดมาเป็นยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือการใช้หุ่นยนต์ผ่าตัด ช่วยให้เราแม่นยำขึ้นแต่มีต้นทุนมหาศาล
  • มาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน  ค่าบริการปรับตัวตามค่าครองชีพและเทคโนโลยีความสะดวกสบายที่สูงขึ้น
  • การรักษาเฉพาะทางที่ซับซ้อน โรคในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ต้องใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงทำงานร่วมกัน
  • สังคมผู้สูงอายุ เมื่อเราอายุยืนขึ้น การรักษาก็ยาวนานขึ้นตามไปด้วย


ผลลัพธ์ที่น่ากังวลคือ โรคเดิมแต่ค่ารักษาไม่เดิม และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 5–10 ปีข้างหน้า



เจาะลึกค่ารักษาพยาบาล 5 กลุ่มโรคร้ายที่เราต้องจับตา


2. เจาะลึกค่ารักษาพยาบาล 5 กลุ่มโรคร้ายที่เราต้องจับตา


ลองมากางข้อมูลดูว่าค่ารักษาพยาบาลแต่ละโรคในกลุ่มยอดฮิต มีแนวโน้มราคาเป็นอย่างไรในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ


1. กลุ่มโรคมะเร็ง

มะเร็งยังคงครองแชมป์โรคร้ายที่มีค่าใช้จ่ายผันผวนที่สุดตามชนิดและระยะของโรค

  • แนวโน้มค่าใช้จ่าย การรักษาแบบดั้งเดิมอาจอยู่ที่หลักแสน แต่หากเราต้องใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งไปถึง 3,000,000 ถึง 5,000,000 บาท
  • ในอีก 5–10 ปี เราจะมีชีวิตยืนยาวขึ้นแต่ต้องรับยาต่อเนื่อง ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมตลอดการรักษาสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่า


2. กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด

สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ที่มาพร้อมกับค่าอุปกรณ์ที่มีราคาสูง

  • ค่ารักษาในกลุ่มนี้  การทำบอลลูนเริ่มต้นที่หลักแสนต่อเส้น หากต้องผ่าตัดบายพาส เราอาจต้องเตรียมเงินไว้ที่ 600,000 ถึง 1,000,000 บาท
  • ในอนาคต เทคโนโลยีใหม่ช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้ แต่ราคาอุปกรณ์เหล่านี้จะปรับตัวสูงขึ้นตามค่าเทคโนโลยี


3. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

โรคร้ายที่มักทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปตลอดกาลและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

  • ต้นทุนที่เรามักมองไม่เห็น: ค่ารักษาช่วงวิกฤตอาจหลักแสน แต่ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพและกายภาพบำบัดระยะยาว รวมถึงค่าผู้ดูแล อาจกินเวลาหลายปีและรวมเป็นเงินหลายล้านบาท
  • ในอีก 5–10 ปี: ค่าจ้างผู้ดูแลจะพุ่งสูงขึ้นตามภาวะสังคมสูงวัย กลายเป็นภาระหนักของพวกเราในวัยทำงาน


4. กลุ่มโรคไตวายเรื้อรัง

โรคที่ไม่มีคำว่าหายขาด และเราต้องใช้เงินในการรักษาอย่างต่อเนื่อง

  • ลักษณะค่าใช้จ่าย การฟอกไตสม่ำเสมอสัปดาห์ละหลายครั้ง หากเราต้องปลูกถ่ายไต ค่าผ่าตัดอาจสูงถึง 1,000,000 บาท
  • แนวโน้มอนาคต จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โรคนี้เป็นภาระทางการเงินที่กัดกินเงินออมที่เราสะสมมาทั้งชีวิต


5. กลุ่มโรคระบบประสาทและโรคเรื้อรังซับซ้อน

เช่น พาร์กินสัน หรืออัลไซเมอร์ ที่ต้องใช้เวลาในการดูแลยาวนาน

  • ความท้าทาย การรักษาไม่ใช่เพื่อหายแต่เพื่อชะลออาการ ค่าใช้จ่ายจะกระจายตัวยาวนานหลายปี และมักจะอยู่นอกเหนือความคุ้มครองของประกันสุขภาพแบบเดิมที่เน้นการรักษาในโรงพยาบาล



ประกันสุขภาพที่เรามีเพียงพอสำหรับ 5 โรคร้ายหรือไม่?


3. ประกันสุขภาพที่เรามีเพียงพอสำหรับ 5 โรคร้ายหรือไม่?


หากเราจะเช็กว่าประกันที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ ให้เราลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้

  1. วงเงินเหมาจ่ายต่อปี: เพียงพอสำหรับค่ารักษามะเร็งด้วยยามุ่งเป้าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่?
  2. ความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD): รองรับการล้างไตหรือเคมีบำบัดที่ไม่ได้นอนโรงพยาบาลหรือยัง?
  3. ค่าห้อง: ในอีก 10 ปีข้างหน้า ถ้าค่าห้องพุ่งไปคืนละ 15,000 บาท ประกันของเราครอบคลุมถึงหรือไม่?

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ หลายกรณีเราพบว่าประกันสุขภาพจ่ายค่ารักษาได้ แต่ชีวิตประจำวันเราขาดสภาพคล่อง เพราะเราต้องหยุดงานขาดรายได้ระหว่างรักษาตัว



ประกัน 5 โรคร้าย กันชนสำคัญที่เราควรมีเสริม


4. ประกัน 5 โรคร้าย กันชนสำคัญที่เราควรมีเสริม


นี่คือจุดที่ประกัน 5 โรคร้ายเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งต่างจากประกันสุขภาพทั่วไปดังนี้

  • จ่ายเป็นเงินก้อน (Lump Sum) เมื่อตรวจเจอโรคตามเงื่อนไข เราจะได้เงินสดมาบริหารจัดการเองทันที
  • อิสระในการใช้เงิน เราจะนำเงินไปจ่ายค่าส่วนต่างการรักษา จ้างผู้ดูแล หรือเก็บไว้เป็นทุนสำรองระหว่างที่เราหยุดงานก็ได้
  • เบี้ยประกันคงที่ ช่วยให้เราวางแผนการเงินในระยะยาวได้มั่นคงกว่า

 

โลกเปลี่ยนไปทุกวัน หากเราถือกรมธรรม์เก่าที่ทำไว้เมื่อหลายปีก่อน ถึงเวลาต้องนำมากางดูอีกครั้งว่าค่ารักษาโรคร้ายแรงในวงเงินเดิมนั้น ยังรับมือกับอนาคตได้หรือไม่ อย่ารอให้ถึงวันที่ต้องใช้ เพราะในวันที่เราเจ็บป่วย ประกันที่เกือบพอ มักจะไม่พอเสมอ


ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน โดยเฉพาะค่ารักษายามเจ็บป่วย การเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยด้วยประกันโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา



รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 21/01/69

🔖กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
🔖สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
🔖กรมการค้าภายใน (DIT)

A: ประกันสังคมช่วยพื้นฐานได้ดี  แต่โรคร้ายแรงมักมีค่าส่วนต่างหรือยานอกบัญชีที่เบิกไม่ได้ การมีประกันเพิ่มจะช่วยให้เราเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ทันเวลา

บทความน่าสนใจ