ลำไส้อักเสบ อาการเป็นอย่างไร ห้ามกินอะไรบ้าง รักษากี่วันถึงจะหาย
ลำไส้อักเสบ อาการเป็นอย่างไร ห้ามกินอะไรบ้าง รักษากี่วันถึงจะหาย
ลำไส้อักเสบ คือภาวะที่เยื่อบุผนังลำไส้เกิดการอักเสบ อาจเกิดได้ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นลำไส้อักเสบชนิดเฉียบพลันมักหายได้เองภายใน 3–7 วัน ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนชนิดเรื้อรังอาจมีอาการกลับมาเป็นซ้ำ และเป็น ๆ หาย ๆ เป็นระยะเวลานาน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นคือการหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน น้ำอัดลม และอาหารที่ย่อยยากทุกชนิด วันนี้เมืองไทยประกันชีวิต จะพาทุกคนมารู้จักอาการลำไส้อักเสบกันให้มากขึ้น
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ลำไส้อักเสบคืออะไร
- สาเหตุของลำไส้อักเสบ
- ลำไส้อักเสบ มีอาการอย่างไร สัวเกตได้อย่างไรบ้าง?
- ลำไส้อักเสบ ห้ามกินอะไรบ้าง?บ้าง?
- ลำไส้อักเสบ ควรกินอะไร?
- ลำไส้อักเสบ กี่วันหาย?
- วิธีรักษาลำไส้อักเสบ
- การวินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบ
- วิธีป้องกันลำไส้อักเสบ
- เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลำไส้อักเสบ

ลำไส้อักเสบคืออะไร?
ลำไส้อักเสบหมายถึงภาวะที่เยื่อบุผนังของลำไส้เกิดการอักเสบโดยอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน มักมีอาการรุนแรงในช่วงแรกและหายได้เองภายในระยะเวลาสั้น ไม่เกิน 2 สัปดาห์ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษาพิเศษมากนัก หากดูแลตัวเองได้ดี
ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ได้แก่ โรคโครห์น (Crohn's Disease) และลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (Ulcerative Colitis หรือ UC) ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรค Inflammatory Bowel Disease (IBD) อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ ต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่องระยะยาว มักพบในกลุ่มอายุ 15–40 ปี แต่เกิดได้ทุกช่วงวัย

สาเหตุของลำไส้อักเสบ
ลำไส้อักเสบเกิดได้จากหลายปัจจัย สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสจากอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน เช่น Salmonella หรือ E. coli
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ต่อเนื่องนาน เช่น ไอบูโพรเฟน แอสไพริน
- ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ (Autoimmune) โจมตีเนื้อเยื่อลำไส้ของตัวเอง หรือภมิคุ้มกันบกพร่องที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- การแพ้สารอาหาร เช่น แลคโทส (Lactose) ในนมวัว หรือกลูเตน (Gluten) ในข้าวสาลี
- ผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีในผู้ป่วยมะเร็ง
- พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารรสจัด ไม่ตรงเวลา รวมทั้งความเครียดสะสม
ลำไส้อักเสบ มีอาการอย่างไร สังเกตได้อย่างไรบ้าง?
ลำไส้อักเสบ อาการที่สังเกตได้บ่อย ได้แก่
- ปวดท้องบิดเกร็งบริเวณท้องน้อย ท้องเสีย ถ่ายเหลวบ่อยครั้ง บางรายอาจมีมูกหรือเลือดปนในอุจจาระ
- คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด แน่นท้อง
- มีไข้ต่ำหรือสูง บางรายมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
- อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการรุนแรงในช่วงแรก จากนั้นค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ ส่วนลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาการจะสลับระหว่างช่วงกำเริบและช่วงสงบ และอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น โลหิตจาง ปวดข้อ หรือผื่นผิวหนัง

ลำไส้อักเสบ ห้ามกินอะไรบ้าง?
การเลือกอาหารที่ถูกต้องมีบทบาทสำคัญในการฟื้นตัว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นลำไส้อักเสบ มีดังนี้
- อาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เนื่องจากกระตุ้นการอักเสบและระคายเคืองเยื่อบุลำไส้
- ของทอดและอาหารไขมันสูง รวมถึงไขมันทรานส์ ซึ่งย่อยยากและทำให้ลำไส้ทำงานหนัก
- อาหารหมักดองและอาหารแปรรูป ที่มีสารกันบูดและโซเดียมสูง กระตุ้นการอักเสบเพิ่มขึ้น
- เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา และน้ำอัดลม ซึ่งกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ซึ่งทำลายเยื่อบุลำไส้โดยตรง
- ผักที่มีกากใยสูง เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี ถั่ว ที่อาจทำให้ท้องอืดและปวดท้องมากขึ้น
- ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว มะม่วงดิบ ที่กระตุ้นกรดในทางเดินอาหาร
- นมและผลิตภัณฑ์นมวัว สำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้แลคโทส (Lactose Intolerance)
- อาหารปรุงไม่สุกหรือไม่สะอาด ซึ่งอาจนำเชื้อโรคเพิ่มเข้าสู่ร่างกาย
ลำไส้อักเสบ ควรกินอะไร?
เมื่อมีอาการปวดท้องเนื่องจากลำไส้อักเสบ การเลือกรับประทานอาหารนั้นมีผลอย่างมากต่อการรักษา เราได้รู้กันมาแล้วว่าลำไส้อักเสบ ห้ามกินอะไรบ้าง แล้วสิ่งที่ควรกินล่ะ มีอะไรบ้างนะ แบ่งตามระยะอาการแล้ว มีตามนี้เลย
ระยะกำเริบ
ในช่วงที่อาการกำเริบ ควรเลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ขนมปังขาว หรือมันฝรั่งต้ม ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หากมีอาการท้องเสียร่วมด้วย อาจดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไปจากการท้องเสีย รับประทานโปรตีนไขมันต่ำ เช่น อกไก่ต้ม ปลานึ่ง ไข่ต้ม และหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่กระตุ้นระบบทางเดินอาหาร
ระยะสงบ
เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว สามารถค่อย ๆ กลับมากินอาหารปกติ โดยทยอยเพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่เปรี้ยวทีละน้อย รับประทานโยเกิร์ตไขมันต่ำที่มีโปรไบโอติกเพื่อฟื้นฟูแบคทีเรียดีในลำไส้ กล้วยสุกเป็นผลไม้ที่แนะนำสำหรับช่วงพักฟื้น เนื่องจากย่อยง่ายและมีโพแทสเซียมสูง อย่างไรก็ตาม ควรระวังการรับประทานกล้วยในช่วงที่อาการกำเริบ
ลำไส้อักเสบ กี่วันหาย?
ระยะเวลาในการหายจากลำไส้อักเสบขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรง ดังนี้
- ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน: มักหายได้เองภายใน 3–7 วัน ถึง 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะเมื่อดูแลตัวเองได้ดีและหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ
- ลำไส้อักเสบระดับปานกลาง: อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ การรักษา และการตอบสนองต่อยา
- ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (โรคโครห์น / UC): เป็นโรคที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และติดตามอาการกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ไม่สามารถหายขาดได้ในระยะสั้น
วิธีรักษาลำไส้อักเสบ
การรักษาลำไส้อักเสบขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค โดยมีแนวทางหลัก ดังนี้
- การดูแลตัวเองเบื้องต้น: ดื่มน้ำเกลือแร่ให้เพียงพอ พักผ่อนให้มาก รับประทานอาหารอ่อน และหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นอาการ
- ยาที่แพทย์อาจสั่ง: พาราเซตามอลสำหรับบรรเทาไข้ ยาแก้ท้องเสีย และยาปฏิชีวนะในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
- สำหรับลำไส้อักเสบเรื้อรัง: แพทย์อาจพิจารณาใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านการอักเสบกลุ่ม 5-ASA หรือยากลุ่ม Biologic ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
- กรณีรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยา: อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อตัดส่วนที่เสียหายของลำไส้ออก

การวินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบ
แพทย์จะทำการวินิจฉัยลำไส้อักเสบผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
- การตรวจร่างกายและซักประวัติอาการของลำไส้อักเสบโดยละเอียด รวมถึงพฤติกรรมการกินอาหารและการใช้ยา
- การตรวจเลือด (Complete Blood Count และ CRP) เพื่อดูระดับการอักเสบ ภาวะโลหิตจาง และค่าต่าง ๆ
- การตรวจอุจจาระเพื่อหาเชื้อก่อโรค พยาธิ หรือสารบ่งชี้การอักเสบ
- การเอกซเรย์ช่องท้องหรือการทำ CT scan ในกรณีสงสัยภาวะแทรกซ้อน
- การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัย และสามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้

วิธีป้องกันลำไส้อักเสบ
การป้องกันลำไส้อักเสบทำได้โดยปรับพฤติกรรมชีวิตประจำวัน ดังนี้
- เลือกกินอาหารที่สะอาด สดใหม่ ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง ไม่ทิ้งค้างคืนในอุณหภูมิห้อง
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
- ดื่มน้ำสะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงน้ำแข็งที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
- จัดการความเครียดด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน
- หลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs ต่อเนื่องโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้
- ท้องเสียไม่หยุดเกิน 3 วัน หรือมีเลือดหรือมูกเลือดปนในอุจจาระ
- มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ลดแม้กินยาแล้ว
- มีอาการขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ผิวหนังตึง วิงเวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ
- อาการเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรือรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
- น้ำหนักลดมากผิดปกติโดยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลำไส้อักเสบ
นอกจากคำถามที่ว่าลำไส้อักเสบ กี่วันหาย? แล้ว คำถามเหล่านี้ยังเป็นข้อสงสัยที่พบบ่อยในผู้ที่มีอาการ
ลำไส้อักเสบ กินกล้วยได้ไหม?
กล้วยสุกเป็นผลไม้ที่ย่อยง่าย อุดมด้วยโพแทสเซียม เหมาะสำหรับช่วงพักฟื้นจากลำไส้อักเสบ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่อาการกำเริบรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ลำไส้อักเสบ กินโยเกิร์ตได้ไหม?
โยเกิร์ตไขมันต่ำที่มีโปรไบโอติกสามารถรับประทานได้ และมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูแบคทีเรียดีในลำไส้ ควรเลือกชนิดที่ไม่หวานจัดและไม่มีสีสังเคราะห์
ลำไส้อักเสบ กินนมได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับว่าแพ้แลคโทสหรือไม่ หากมีภาวะแพ้แลคโทสควรหลีกเลี่ยงนมวัว และเลือกดื่มนมจากพืชแทน เช่น นมอัลมอนด์ นมโอ๊ต หรือนมถั่วเหลือง
ลำไส้อักเสบ กับลำไส้แปรปรวน ต่างกันยังไง?
ลำไส้แปรปรวน (IBS) คือความผิดปกติของการทำงานของลำไส้เรื้อรัง ที่ไม่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อจริง ขณะที่ลำไส้อักเสบ (IBD) มีการอักเสบของเนื้อเยื่อที่ตรวจพบได้จากการส่องกล้อง ตรวจเลือด และผลทางห้องปฏิบัติการ
ลำไส้อักเสบ อันตรายไหม เสี่ยงมะเร็งหรือเปล่า?
ลำไส้อักเสบเฉียบพลันมักไม่อันตรายและหายได้เอง แต่ลำไส้อักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะ Ulcerative Colitis ที่เป็นมานานหลายปีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงควรตรวจติดตามอาการกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุก 1–2 ปี
ลำไส้อักเสบเป็นอาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในแต่ละวันมากกว่าที่หลายคนคิด ไม่ว่าจะเป็นแบบเฉียบพลันที่มาแล้วหายไป หรือแบบเรื้อรังที่คอยรบกวนเป็นระยะ การสังเกตอาการลำไส้อักเสบตั้งแต่เนิ่น ๆ รู้ว่าลำไส้อักเสบห้ามกินอะไร และเลือกอาหารให้เหมาะกับแต่ละช่วงของอาการ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งระยะเวลาว่าลำไส้อักเสบกี่วันหายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการในแต่ละคน แต่หากอาการยืดเยื้อหรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นลำไส้อักเสบชนิดใด และเข้ารับการรักษาลำไส้อักเสบให้ตรงจุดก่อนจะลุกลามไปสู่ภาวะเรื้อรัง เพราะเมื่อเข้าสู่ระยะเรื้อรัง ค่ารักษาพยาบาลที่ต่อเนื่องยาวนานก็อาจกลายเป็นภาระที่หนักเกินคาด การมีแผนประกันรองรับไว้ล่วงหน้า จึงเป็นอีกหนึ่งเกราะป้องกันที่ช่วยให้คุณและครอบครัวก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ได้อย่างสบายใจ เช่น ประกันโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพจากเมืองไทยประกันชีวิต ที่ดูแลค่ารักษาพยาบาลอย่างครอบคลุม ทั้งโรคร้ายแรงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา เพื่อให้คุณได้โฟกัสกับการฟื้นตัวและคนที่คุณรัก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 17/04/2026
🔖 sikarin