Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

คีโตคืออะไร? ลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ และมีผลเสียต่อสุขภาพหรือเปล่า

คีโตคืออะไร? ลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ และมีผลเสียต่อสุขภาพหรือเปล่า

"คีโต" หรือ "Ketogenic Diet" เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนลองทำแล้วน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีไม่น้อยที่ประสบปัญหาสุขภาพตามมา บางคนสงสัยว่าคีโตคืออะไร ลดน้ำหนักได้จริงไหม และมีอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่า ความจริงแล้วคีโตมีทั้งข้อดีและข้อควรระวังที่ต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่มต้น


วันนี้เมืองไทยประกันชีวิตจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับคีโตแบบครบถ้วน ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทต่างๆ อาหารที่กินได้และกินไม่ได้ ข้อดี ข้อเสีย ไปจนถึงใครที่ไม่ควรกินคีโต เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและปลอดภัย



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




คีโตคืออะไร? หลักการพื้นฐานของการลดน้ำหนักแบบคีโต


เริ่มต้นกันที่คำถามพื้นฐานว่าคีโตคืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกาย


คีโต (Ketogenic Diet) คือ รูปแบบการกินที่เน้นไขมันสูง โปรตีนปานกลาง และคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก โดยทั่วไปจะจำกัดคาร์บไว้ที่ 20-50 กรัมต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าปริมาณที่คนทั่วไปกินมาก


กระบวนการคีโตซิส (Ketosis)

เมื่อร่างกายไม่ได้รับคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า "คีโตซิส" (Ketosis) ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนจากการใช้กลูโคสเป็นพลังงาน มาใช้ไขมันแทน โดยตับจะเปลี่ยนไขมันให้เป็นสารคีโตน (Ketones) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้สมองและร่างกาย


ทำไมน้ำหนักจึงลดได้เร็ว 

การลดแป้งและน้ำตาลทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมเป็นพลังงาน ส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้เร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ร่างกายจะสูญเสียน้ำและไกลโคเจนที่สะสมไว้



คีโตคืออะไร คีโตมีกี่แบบ? รู้จักประเภทของการกินคีโต


คีโตมีกี่แบบ? รู้จักประเภทของการกินคีโต


Ketogenic Diet คือ รูปแบบการกินที่มีหลายประเภท แต่ละแบบเหมาะกับคนต่างกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง


  • Standard Ketogenic Diet (SKD)

เป็นรูปแบบคีโตมาตรฐานที่นิยมที่สุด สัดส่วนคือ ไขมัน 70% โปรตีน 20% คาร์บ 10% เหมาะกับมือใหม่และคนที่ต้องการลดน้ำหนักทั่วไป


  • Cyclical Ketogenic Diet (CKD) 

เป็นการสลับระหว่างวันคีโตกับวันกินคาร์บสูง เช่น คีโต 5 วัน คาร์บสูง 2 วัน เหมาะกับนักกีฬาหรือคนที่ออกกำลังกายหนัก


  • Targeted Ketogenic Diet (TKD)

อนุญาตให้กินคาร์บเพิ่มรอบเวลาออกกำลังกาย เหมาะกับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและต้องการพลังงานเพิ่ม


  • High-Protein Ketogenic Diet

คล้าย SKD แต่เพิ่มสัดส่วนโปรตีนเป็น 35% เหมาะกับคนที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่กับการลดไขมัน



คีโตคืออะไร กินคีโตต้องกินอะไรบ้าง? อาหารที่แนะนำและห้ามกิน


กินคีโตต้องกินอะไรบ้าง? อาหารที่แนะนำและห้ามกิน 


เมื่อรู้แล้วว่าคีโตคืออะไร มาดูกันว่าต้องกินอะไรและหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง


อาหารที่ควรเน้น

  • ไขมันดี ได้แก่ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว เนย ชีส ถั่วและเมล็ดพืช
  • โปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ ปลา อาหารทะเล
  • ผักใบเขียวและผักคาร์บต่ำ ได้แก่ ผักกาด บร็อกโคลี กะหล่ำ แตงกวา พริกหวาน


อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง 

  • ข้าวและแป้ง ทุกชนิด รวมถึงขนมปัง พาสต้า ก๋วยเตี๋ยว
  • น้ำตาลและของหวาน ทุกรูปแบบ รวมถึงน้ำผลไม้และเครื่องดื่มหวาน
  • ผลไม้หวาน เช่น กล้วย มะม่วง องุ่น
  • ผักที่มีแป้งสูง เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพด เผือก


ตัวอย่างเมนูคีโตง่ายๆ

  • มื้อเช้า ไข่คน 3 ฟองกับเบคอนและอะโวคาโด
  • มื้อกลางวัน สลัดผักกับอกไก่ย่างราดน้ำสลัดซีซาร์
  • มื้อเย็น สเต็กหมูกับผักบร็อกโคลีผัดเนย



คีโตช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม? ข้อดีที่ได้รับ


มาดูกันว่า Ketogenic Diet คือ วิธีที่ได้ผลจริงหรือไม่ และมีข้อดีอะไรบ้าง

  • น้ำหนักลดเร็วในช่วงแรก การกินคีโตทำให้น้ำหนักลดลงได้เร็วในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและไกลโคเจน หลังจากนั้นจะเริ่มเผาผลาญไขมันสะสม
  • ความอยากอาหารลดลง ไขมันและโปรตีนช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหารและการกินจุกจิก ทำให้ควบคุมแคลอรี่ได้ง่ายขึ้น
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การลดคาร์บช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดภาวะน้ำตาลพุ่งขึ้นลงรุนแรง
  • ข้อดีอื่นๆ บางคนพบว่ามีสมาธิดีขึ้น พลังงานคงที่ตลอดวัน และอาการอักเสบในร่างกายลดลง



ข้อเสียและผลข้างเคียงของการกินคีโต


แม้จะมีข้อดี แต่การกินคีโตก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง

  • อาการไข้คีโต (Keto Flu) ในช่วงแรกของการกินคีโต หลายคนจะมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น คลื่นไส้ ปวดหัว เหนื่อยง่าย หงุดหงิด อาการเหล่านี้มักหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์เมื่อร่างกายปรับตัวได้
  • ขาดสารอาหาร วิตามิน กากใย การจำกัดผลไม้ ธัญพืช และผักบางชนิด อาจทำให้ขาดวิตามิน แร่ธาตุ และกากใยอาหาร
  • ปัญหาท้องผูกและขาดน้ำ การกินกากใยน้อยและสูญเสียน้ำในช่วงแรก อาจทำให้ท้องผูกและขาดน้ำได้


ความเสี่ยงในระยะยาว การกินไขมันสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และอาจทำให้ไตทำงานหนักขึ้น



Shutterstock 2449186355 814x400


คีโตอันตรายไหม? ใครไม่ควรกินคีโต


คำถามสำคัญคือคีโตอันตรายหรือเปล่า คำตอบคือขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคน มีบางกลุ่มที่ไม่ควรกินคีโต


ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ โรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มคีโต เพราะการกินไขมันและโปรตีนสูงอาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะและระดับน้ำตาลในเลือด


ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่แนะนำให้กินคีโตเพราะร่างกายต้องการสารอาหารครบถ้วนเพื่อพัฒนาการของทารก


ผู้ที่มีปัญหาด้านการกิน

คนที่มีประวัติโรคการกินผิดปกติควรหลีกเลี่ยง เพราะการจำกัดอาหารอย่างเข้มงวดอาจกระตุ้นอาการได้


คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรกินคีโตติดต่อกันนานเกินไป และควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเริ่มต้น



วิธีเริ่มต้นกินคีโตอย่างปลอดภัย


หากตัดสินใจจะลองกินคีโต มีวิธีเริ่มต้นอย่างปลอดภัยดังนี้


  • ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม

โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวหรือกินยาเป็นประจำ ควรตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์ก่อน


  • เริ่มทีละน้อย ค่อยๆ ปรับสัดส่วนอาหาร

ไม่ต้องเปลี่ยนการกินทันที 100% ค่อยๆ ลดคาร์บและเพิ่มไขมันทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัว


  • ดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ

ดื่มน้ำให้เพียงพอ กินเกลือแร่เสริม นอนหลับให้เพียงพอ และสังเกตอาการผิดปกติ


  • ติดตามผลและปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

จดบันทึกอาหาร น้ำหนัก และอาการต่างๆ เพื่อปรับแผนให้เหมาะกับตัวเอง และหยุดทันทีหากมีอาการผิดปกติรุนแรง



Ketogenic Diet คือ ดูแลสุขภาพครบวงจรกับเมืองไทยประกันชีวิต


ดูแลสุขภาพครบวงจรกับเมืองไทยประกันชีวิต


ไม่ว่าจะเลือกวิธีลดน้ำหนักแบบไหน การดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการมีหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุม เพราะปัญหาสุขภาพอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด


ประกันสุขภาพจากเมืองไทยประกันชีวิต มีแผนความคุ้มครองหลากหลายที่ช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาล ให้คุณปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วย


สนใจดูรายละเอียดประกันสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ เมืองไทยประกันชีวิต


การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร  โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ และค่ารักษายามเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 24/11/68

🔖 samitivejhospitals