พยาธิใบไม้ตับ คืออะไร? สาเหตุ อาการ และความเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี
15 กรกฎาคม 2569
5 นาที
แม้ พยาธิใบไม้ตับ จะเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รู้ตัว พยาธิอาจอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้ในประเทศไทย
การรู้จักสาเหตุของ โรคพยาธิใบไม้ตับ รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยง อาการ และแนวทางป้องกัน จึงเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

พยาธิใบไม้ตับ คืออะไร? ทำไมจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดี
แม้ชื่อของโรคจะฟังดูเหมือนเป็นเพียงการติดพยาธิทั่วไป แต่ความจริงแล้ว พยาธิใบไม้ในตับ เป็นปรสิตที่สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ได้นานหลายสิบปี หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด มะเร็งท่อน้ำดี ในระยะยาว
การทำความเข้าใจว่าพยาธิชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร มีวงจรชีวิตแบบไหน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร จะช่วยให้สามารถป้องกันโรคได้อย่างถูกต้องมากขึ้น
โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากอะไร?
โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากการติดเชื้อพยาธิชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Opisthorchis viverrini ซึ่งพบได้มากในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบางจังหวัดในภาคเหนือ
วงจรชีวิตของพยาธิชนิดนี้ค่อนข้างซับซ้อน เริ่มจากไข่พยาธิถูกขับออกมากับอุจจาระของคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ จากนั้นไข่จะเจริญเติบโตในหอยน้ำจืด ก่อนแพร่เข้าสู่ปลาน้ำจืดจำพวกปลาตะเพียน ปลาสร้อย หรือปลาขาว
เมื่อคนรับประทานปลาที่มีตัวอ่อนของพยาธิและปรุงไม่สุก ตัวอ่อนจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร ก่อนเคลื่อนที่ผ่านลำไส้ไปยังท่อน้ำดีภายในตับ และเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย
สิ่งที่น่ากังวลคือ พยาธิสามารถอาศัยอยู่ในร่างกายได้นานกว่า 20-30 ปี หากไม่ได้รับการรักษา ระหว่างนั้นจะเกิดการระคายเคืองและอักเสบของท่อน้ำดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มโอกาสเกิด มะเร็งท่อน้ำดี
นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังพบโรคนี้ในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง เช่น สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งมีวัฒนธรรมการรับประทานปลาน้ำจืดดิบคล้ายกัน
พยาธิใบไม้ในตับ ติดต่อได้อย่างไร?
หลายคนเข้าใจผิดว่า พยาธิใบไม้ตับ สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรง แต่ในความเป็นจริง การติดเชื้อจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีตัวอ่อนของพยาธิเท่านั้น ช่องทางการติดเชื้อที่พบบ่อย ได้แก่
- ก้อยปลา
- ลาบปลา
- ปลาดิบ
- ปลาร้าดิบที่ไม่ได้ผ่านความร้อน
- ปลาหมัก
- ปลาส้ม
- ปลาจ่อม
- ปลาแดก
- ปลาเผาที่สุกไม่ทั่วถึง
วิธีที่สามารถทำลายตัวอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ
- ปรุงอาหารด้วยความร้อนจนสุกทั่วถึง
- ต้มให้เดือด
- นึ่งจนสุก
- ทอดจนเนื้อปลาสุกทั้งชิ้น
พยาธิใบไม้ตับ ทำไมถึงเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี?
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากเป็นเพียงพยาธิ เหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งได้ สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่พยาธิเข้าไปอาศัยอยู่ภายในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการเสียดสีและระคายเคืองผนังท่อน้ำดีตลอดเวลา
เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะซ่อมแซมเซลล์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่งผลให้เซลล์มีโอกาสเกิดความผิดปกติ จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด นอกจากนี้ ของเสียจากพยาธิ รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดร่วมกัน ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดสารก่อมะเร็งในร่างกายมากขึ้น
องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ Opisthorchis viverrini เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Group 1 Carcinogen) ซึ่งหมายถึงมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าการติดเชื้อชนิดนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งท่อน้ำดี
แม้จะไม่ได้หมายความว่าผู้ติดเชื้อทุกคนจะเป็นมะเร็ง แต่หากติดเชื้อซ้ำหลายครั้งหรือปล่อยไว้เป็นเวลานาน ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การรู้จักต้นเหตุของ โรคพยาธิใบไม้ตับ ถือเป็นก้าวแรกของการป้องกัน เพราะแม้โรคนี้จะสามารถรักษาได้ แต่หากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลาหลายปี ก็อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่าง มะเร็งท่อน้ำดี ได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงอาหารดิบและหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

อาการของโรคพยาธิใบไม้ตับ
ผู้ติดเชื้อ พยาธิใบไม้ตับ จำนวนมากมักไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ามีพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน กว่าจะเริ่มมีอาการ ความผิดปกติอาจเกิดขึ้นกับตับหรือท่อน้ำดีแล้ว ดังนั้น การสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยง จึงเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
โรคพยาธิใบไม้ตับ มีอาการอย่างไร?
ในระยะแรก โรคพยาธิใบไม้ตับ มักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จึงทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ
หากมีพยาธิจำนวนไม่มาก ร่างกายอาจแทบไม่แสดงความผิดปกติ แต่เมื่อมีการติดเชื้อเป็นเวลานาน หรือมีพยาธิจำนวนมาก อาจเริ่มมีอาการ เช่น
- ปวดหรือแน่นบริเวณชายโครงขวา
- ท้องอืด แน่นท้อง
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้
- อ่อนเพลีย
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ท้องเสียสลับท้องผูกในบางราย
เมื่อโรครุนแรงขึ้น อาจเกิดการอักเสบของท่อน้ำดี ถุงน้ำดี หรือเกิดนิ่วในท่อน้ำดีได้ หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา ความเสียหายเรื้อรังของท่อน้ำดีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็งท่อน้ำดี
หากเริ่มมีอาการ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด หรือปวดท้องรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นพยาธิใบไม้ตับ?
แม้ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้ แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่พบโรคเป็นประจำ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
- ผู้ที่รับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นประจำ
- ผู้ที่รับประทานก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้ม ปลาจ่อม หรือปลาหมักที่ไม่ได้ผ่านความร้อน
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงที่พบการระบาดของโรค
- ผู้ที่เคยติดเชื้อ พยาธิใบไม้ในตับ มาก่อนและยังมีพฤติกรรมเสี่ยง
- ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวนิยมรับประทานอาหารประเภทปลาดิบร่วมกัน
แม้ว่าจะรับประทานอาหารดิบเพียงบางครั้ง ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ หากปลาที่รับประทานมีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อนอยู่ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงอาหารดิบจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
แพทย์ตรวจโรคพยาธิใบไม้ตับได้อย่างไร?
หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจติด พยาธิใบไม้ตับ จะพิจารณาจากประวัติการรับประทานอาหาร อาการ และผลการตรวจเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการวินิจฉัย วิธีตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
- ตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิ
เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ค้นหาไข่ของพยาธิในตัวอย่างอุจจาระ หากพบไข่พยาธิจะช่วยยืนยันการติดเชื้อได้ - ตรวจเลือด
ในบางกรณี แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อประเมินการอักเสบ หรือใช้ร่วมกับการตรวจอื่นหากผลตรวจอุจจาระยังไม่ชัดเจน - อัลตราซาวด์ช่องท้อง
ช่วยตรวจดูความผิดปกติของตับและท่อน้ำดี เช่น ท่อน้ำดีขยาย นิ่ว หรือการอักเสบเรื้อรัง - เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ MRI
หากสงสัยภาวะแทรกซ้อนหรือ มะเร็งท่อน้ำดี แพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินความผิดปกติอย่างละเอียด
ในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แม้ยังไม่มีอาการ การเข้ารับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ก็สามารถช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
โรคพยาธิใบไม้ตับ รักษาหายหรือไม่?
ข่าวดีคือ โรคพยาธิใบไม้ตับ สามารถรักษาได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และยังไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การรักษาหลักคือการใช้ยาฆ่าพยาธิตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดพยาธิออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง และเข้ารับการติดตามผลตามนัด
แม้จะรักษาจนหายแล้ว แต่หากกลับไปรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ อีก ก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้ เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันถาวรต่อพยาธิชนิดนี้
สำหรับผู้ที่มีการอักเสบของท่อน้ำดี หรือมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะวางแผนการรักษาตามความรุนแรงของโรค ซึ่งอาจรวมถึงการรักษาการติดเชื้อ การรักษาภาวะอุดตันของท่อน้ำดี หรือการรักษาโรคมะเร็ง หากตรวจพบในภายหลัง
การสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจาก พยาธิใบไม้ตับ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะยิ่งวินิจฉัยและรักษาได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสียหายต่อท่อน้ำดีและลดความเสี่ยงของ มะเร็งท่อน้ำดี ได้มากขึ้น

วิธีป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ และลดปัจจัยเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี
แม้ โรคพยาธิใบไม้ตับ จะสามารถรักษาได้ แต่การป้องกันย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะหากปล่อยให้ติดเชื้อซ้ำหรือมีการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็งท่อน้ำดี ได้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน จึงช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5 วิธีป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ
การป้องกัน พยาธิใบไม้ตับ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องอาศัยความใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหารและดูแลสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ
- รับประทานปลาน้ำจืดที่ปรุงสุกเท่านั้น
ความร้อนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำลายตัวอ่อนของพยาธิ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ทุกชนิด
- หลีกเลี่ยงเมนูปลาดิบหรือปลาหมักที่ไม่ผ่านความร้อน
เมนูอย่างก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้ม ปลาจ่อม หรือปลาหมัก แม้จะผ่านการหมักหรือปรุงรส ก็ไม่สามารถกำจัดตัวอ่อนของพยาธิได้ หากไม่ได้ผ่านการปรุงสุกอย่างทั่วถึง
- ใช้อุปกรณ์ประกอบอาหารแยกกัน
เขียง มีด หรือภาชนะที่ใช้กับอาหารดิบ ควรแยกจากอาหารปรุงสุก เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อน
- ตรวจสุขภาพเมื่ออยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ผู้ที่เคยรับประทานปลาน้ำจืดดิบเป็นประจำ หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่พบโรคบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจคัดกรอง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
- สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในครอบครัว
การป้องกันโรคจะได้ผลมากขึ้น หากทุกคนในครอบครัวร่วมกันหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการรับประทานอาหารดิบที่เป็นวัฒนธรรมการกินในบางพื้นที่
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับพยาธิใบไม้ตับ ที่ควรรู้
แม้จะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความเชื่อหลายอย่างที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติด พยาธิใบไม้ในตับ โดยไม่รู้ตัว
"บีบมะนาวเยอะ ๆ ก็ฆ่าพยาธิได้"
ไม่เป็นความจริง เพราะกรดจากมะนาวไม่สามารถทำลายตัวอ่อนของพยาธิได้
"ใส่เหล้าหรือแอลกอฮอล์ลงไปก็ปลอดภัย"
ไม่มีหลักฐานว่าการหมักด้วยแอลกอฮอล์สามารถกำจัดตัวอ่อนของพยาธิได้
"ปลาหมักหรือปลาส้มปลอดภัยแล้ว"
การหมัก ดอง หรือแช่เครื่องปรุง ไม่สามารถรับประกันได้ว่าตัวอ่อนของพยาธิจะถูกทำลาย
"กินนิดเดียวไม่น่าจะเป็นอะไร"
แม้รับประทานเพียงครั้งเดียว หากปลามีตัวอ่อนของพยาธิ ก็สามารถติดเชื้อได้
"กินยาถ่ายพยาธิเป็นประจำก็ไม่ต้องระวัง"
ยาถ่ายพยาธิไม่สามารถทดแทนการป้องกันได้ และไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นการหลีกเลี่ยงอาหารดิบ และรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง
เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?
ผู้ที่มีประวัติรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นประจำ และเริ่มมีอาการผิดปกติ ไม่ควรรอให้โรครุนแรงก่อนจึงค่อยเข้ารับการตรวจ ควรรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการ เช่น
- ปวดชายโครงขวาต่อเนื่อง
- ท้องอืดหรือแน่นท้องเป็นเวลานาน
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อุจจาระสีซีด
- มีไข้ร่วมกับอาการปวดท้อง
อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจาก โรคพยาธิใบไม้ตับ เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคตับ โรคถุงน้ำดี หรือ มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์โดยเร็ว
พยาธิใบไม้ตับ เป็นปรสิตที่ติดต่อผ่านการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ แม้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยให้พยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นโรคร้ายที่พบได้ในประเทศไทย
การหลีกเลี่ยงอาหารดิบ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก เลือกใช้สุขอนามัยที่เหมาะสม และเข้ารับการตรวจเมื่ออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสเกิด โรคพยาธิใบไม้ตับ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแล้ว การวางแผนด้านสุขภาพก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัย การรักษา หรือพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและอาจกระทบกับรายได้ ดังนั้นการมี ประกันสุขภาพ ที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจเรื่องค่าใช้จ่าย ให้คุณสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเหมาะสมเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพในอนาคต ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 8/07/69
🔖โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
🔖คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล