Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

ออฟฟิศซินโดรม (office Syndrome) ภัยเงียบจากการทำงานที่ไม่ควรมองข้าม 02

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ภัยเงียบจากการทำงานที่ไม่ควรมองข้าม

หลายคนมองว่าความเมื่อยล้าหรืออาการปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการทำงานเป็นเรื่องปกติ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของออฟฟิศซินโดรม ที่ถ้าปล่อยไว้อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว วันนี้แอดจะพาทุกคนมารู้จัก เข้าใจ และเรียนรู้วิธีป้องกันและรักษาภัยเงียบจากการทำงานที่หลายคนมองข้าม


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ





 อาการแบบไหนที่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรม?



ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร?


นั่งทำงานทั้งวันแล้วรู้สึกปวดเมื่อย? นี่อาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่เป็นอาการของภาวะที่แพทย์เรียกว่า "ออฟฟิศซินโดรม"


ออฟฟิศซินโดรม หรือ Office Syndrome คือกลุ่มอาการเจ็บปวดที่เกิดจากการทำงานในสำนักงานเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือการใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics)


สาเหตุหลักของออฟฟิศซินโดรม


สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรมมีหลายข้อด้วยกัน


  • การนั่งทำงานในท่าเดียวเป็นเวลานาน: โดยเฉพาะการนั่งก้มหน้ามองคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือนาน ๆ
  • ท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม: เช่น นั่งหลังค่อม คอยื่น ไหล่ห่อ หรือวางข้อมือไม่ถูกต้องขณะพิมพ์
  • อุปกรณ์สำนักงานไม่เหมาะกับสรีระ: โต๊ะ เก้าอี้ หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ปรับให้เหมาะสมกับร่างกาย
  • ความเครียดจากการทำงาน: ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว เกิดอาการปวดเกร็งได้ง่าย
  • พฤติกรรมส่วนตัว: เช่น การนอนน้อย ขาดการออกกำลังกาย อิริยาบถในชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม


กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้อง


ออฟฟิศซินโดรมไม่ใช่โรคโดยตรง แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย เช่น


  • ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ: อาการปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง
  • ระบบประสาท: อาการชา ปวดร้าว ปวดหัว ไมเกรน
  • ระบบทางเดินหายใจ: จากการอยู่ในที่ที่มีการถ่ายเทอากาศไม่ดี
  • ระบบการมองเห็น: อาการล้าตา ตาแห้ง ตาพร่า
  • ระบบการไหลเวียนโลหิต: อาการบวมที่ขา หรือเส้นเลือดขอด


อาการแบบไหนที่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรม?


รู้หรือไม่ว่าอาการที่คุณเผชิญอยู่ทุกวันอาจเป็นสัญญาณของออฟฟิศซินโดรมที่กำลังคืบคลานเข้ามา ออฟฟิศซินโดรม อาการมีหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อยได้แก่


  • ปวดคอ บ่า ไหล่: เกิดจากการนั่งในท่าเดิมนาน ๆ โดยเฉพาะการก้มคอมองคอมพิวเตอร์
  • ปวดหลัง: ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดหลังส่วนล่าง จากการนั่งไม่ถูกต้อง เช่น หลังค่อม หรือนั่งเก้าอี้ที่ไม่รองรับหลังอย่างเหมาะสม
  • ปวดศีรษะ/ไมเกรน: เกิดจากความเครียดและการเพ่งสายตานาน ๆ
  • อาการล้าตา: ตาแห้ง ตาแดง คัน รู้สึกแสบตา มองเห็นไม่ชัด
  • นิ้วล็อก (Trigger Finger): นิ้วมือติดในท่างอ เกิดจากการใช้นิ้วซ้ำ ๆ เช่น การคลิกเมาส์
  • กลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจ: เช่น ภูมิแพ้ จากการอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา


อาการออฟฟิศซินโดรมที่อาจไม่ได้นึกถึง


  • อาการชาตามปลายมือปลายนิ้ว: อาจเป็นอาการของโรคการกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)
  • ปวดร้าวไปที่ศีรษะ: บางครั้งอาการปวดคอและบ่าอาจร้าวขึ้นไปที่ศีรษะ
  • รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน: ทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงมาก แต่รู้สึกเหนื่อยจากการอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ
  • ขาบวม: จากการนั่งนานและเลือดไหลเวียนไม่ดี
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ: จากการเคลื่อนไหวน้อยและความเครียด


จุดสังเกตอาการออฟฟิศซินโดรมที่เรื้อรัง


ออฟฟิศซินโดรม อาการที่ควรให้ความสำคัญและอาจบ่งชี้ว่าปัญหาเริ่มเรื้อรัง


  • อาการปวดที่ไม่หายไปแม้จะพักผ่อนแล้ว
  • อาการปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
  • มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย
  • อาการรบกวนการนอนหลับ
  • ต้องพึ่งยาแก้ปวดบ่อยขึ้น


ทำไมออฟฟิศซินโดรมถึงอันตรายกว่าที่คิด?


หลายคนมองข้ามอาการปวดเมื่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า การปล่อยไว้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้  ออฟฟิศซินโดรมอาจดูเหมือนเป็นเพียงความไม่สบายชั่วคราว แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นได้


ผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ


  • โรคกระดูกและกล้ามเนื้อเรื้อรัง: กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (Chronic Myofascial Pain) หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative Disc Disease)
  • โรคทางระบบประสาท: โรคการกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) โรคการกดทับเส้นประสาทที่ข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome) ภาวะเส้นประสาทอักเสบ (Neuritis)
  • ผลกระทบต่อสุขภาพจิต: ความเครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า จากความเจ็บปวดที่ไม่บรรเทา คุณภาพการนอนที่แย่ลง


ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน


ออฟฟิศซินโดรม ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพ แต่ยังกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน


  • ประสิทธิภาพในการทำงาน: ทำงานได้ช้าลงเนื่องจากอาการปวด ขาดสมาธิจากความเจ็บปวด ต้องหยุดงานบ่อยขึ้นเพื่อรักษา
  • ชีวิตส่วนตัว: ไม่สามารถทำกิจกรรมที่ชื่นชอบได้ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลงจากอารมณ์ที่แปรปรวนเพราะความเจ็บปวด คุณภาพการใช้ชีวิตโดยรวมลดลง



ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม และต้องระวังเป็นพิเศษ?


ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยง และต้องระวังเป็นพิเศษ? 


ไม่ใช่แค่พนักงานออฟฟิศเท่านั้นที่เสี่ยง แต่ใครก็ตามที่มีลักษณะการทำงานบางอย่างก็ควรเพิ่มความระมัดระวัง


  • พนักงานออฟฟิศ: โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์/โปรแกรมเมอร์: มักใช้เวลาหน้าจอยาวนานและต่อเนื่อง
  • นักออกแบบกราฟิก: ต้องใช้สมาธิและความละเอียดสูง ทำให้อยู่ในท่าเดียวนาน
  • พนักงานคอลเซ็นเตอร์: ต้องนั่งโทรศัพท์เป็นเวลานาน บางครั้งอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม
  • นักบัญชี/การเงิน: ต้องทำงานกับตัวเลขและเอกสารจำนวนมาก
  • นักเรียน/นักศึกษา: โดยเฉพาะในยุคเรียนออนไลน์ที่ต้องนั่งหน้าจอเป็นเวลานาน


พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดออฟฟิศซินโดรม


นอกจากอาชีพพนักงานออฟฟิศแล้ว พฤติกรรมบางอย่างยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้ด้วยเช่นกัน

  • นั่งทำงานติดต่อกันนานกว่า 2 ชั่วโมงโดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ
  • ใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือในท่าที่ไม่เหมาะสม เช่น ก้มคอมากเกินไป
  • ขาดการออกกำลังกายหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
  • มีความเครียดสูงจากการทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว
  • นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่มีเวลาฟื้นฟู


ปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงอาการออฟฟิศซินโดรม


บางปัจจัยอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดออฟฟิศซินโดรมมากขึ้น เช่น

  • อายุที่เพิ่มขึ้น: กล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มเสื่อมตามวัย
  • โรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ ที่อาจส่งผลต่อระบบประสาท
  • น้ำหนักเกิน: เพิ่มแรงกดทับต่อกระดูกสันหลัง
  • การบาดเจ็บเก่า: ทำให้บางส่วนของร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำ
  • เพศหญิง: มีแนวโน้มพบออฟฟิศซินโดรมมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอาการปวดคอและไหล่



วิธีป้องกันตัวเองจากออฟฟิศซินโดรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน


วิธีป้องกันตัวเองจากออฟฟิศซินโดรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน


การป้องกันดีกว่าการรักษา โดยเฉพาะเมื่อเราสามารถทำได้ง่ายๆ ในทุกวันโดยไม่ต้องลงทุนมาก การป้องกันออฟฟิศซินโดรมไม่ยากอย่างที่คิด เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงานเล็กน้อย ก็สามารถลดความเสี่ยงได้มาก


1. ปรับท่านั่งทำงานให้ถูกหลัก


  • นั่งหลังตรง: หลังพิงพนักเก้าอี้ ไม่ก้มหรือเอียงตัว
  • ปรับความสูงของเก้าอี้: ให้เท้าวางราบกับพื้น เข่างอประมาณ 90 องศา
  • วางแขนให้สบาย: ข้อศอกงอประมาณ 90 องศา วางพักบนที่วางแขนหรือโต๊ะ
  • วางมือบนคีย์บอร์ดและเมาส์อย่างผ่อนคลาย: ไม่เกร็งข้อมือ
  • จัดวางหน้าจอ: ให้อยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่าเล็กน้อย ห่างจากตาประมาณ 50-70 ซม.


2. เปลี่ยนอิริยาบถสม่ำเสมอ


  • กฎ 20-20-20: ทุก 20 นาที มองไกลออกไป 20 ฟุต นาน 20 วินาที เพื่อลดอาการล้าตา
  • ลุกยืดเหยียดทุก 1 ชั่วโมง: แม้เพียง 2-3 นาที ก็ช่วยได้มาก
  • สลับการนั่งและยืน: ถ้าเป็นไปได้ ใช้โต๊ะทำงานแบบปรับระดับได้ (Standing Desk)
  • เดินเปลี่ยนบรรยากาศ: เช่น เดินไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานแทนการส่งข้อความ
  • ทำท่ายืดเหยียดง่ายๆ ระหว่างวัน: เช่น หมุนคอเบาๆ ยกไหล่ขึ้นลง เหยียดแขน


3. จัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม


  • เลือกเก้าอี้ที่รองรับหลังดี: มีพนักพิงหลังที่ปรับระดับได้
  • ใช้อุปกรณ์เสริม: เช่น ที่รองข้อมือ ที่วางหน้าจอ แป้นพิมพ์และเมาส์แยก
  • จัดแสงสว่างให้เพียงพอ: ไม่สว่างหรือมืดเกินไป ไม่มีแสงสะท้อนบนหน้าจอ
  • ปรับอุณหภูมิห้อง: ให้เหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป
  • จัดวางของที่ใช้บ่อย: ให้อยู่ในระยะที่เอื้อมถึงได้ง่าย ไม่ต้องเอี้ยวตัวมากเกินไป


4. ดูแลสุขภาพโดยรวม


  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยให้หมอนรองกระดูกมีความยืดหยุ่นดี
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: ให้ร่างกายได้ฟื้นฟู
  • จัดการความเครียด: ด้วยการทำสมาธิ หายใจลึกๆ หรือกิจกรรมผ่อนคลาย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นอาหารต้านการอักเสบ เช่น ผักใบเขียว ปลา น้ำมันมะกอก


ถ้ามีอาการแล้ว… เริ่มตรงไหนดี? แนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้น


หากเริ่มมีอาการแล้ว อย่ารอให้ลุกลาม การจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันปัญหาเรื้อรังในอนาคต หากคุณกำลังประสบกับอาการของออฟฟิศซินโดรม แล้ว ไม่ต้องตกใจ มีหลายวิธีที่สามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้ลุกลามได้


  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ:

    • ยืดคอเบา ๆ โดยเอียงศีรษะไปด้านข้าง ด้านหน้า ด้านหลัง
    • หมุนไหล่เป็นวงกลมทั้งไปข้างหน้าและข้างหลัง
    • ยืดกล้ามเนื้อหน้าอกโดยกางแขนและดึงไปด้านหลัง
    • บิดลำตัวเบา ๆ เพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง

  • ประคบร้อนหรือเย็น: 

    • ประคบเย็น: ช่วงที่มีอาการปวดเฉียบพลัน ใช้ประคบ 15-20 นาที
    • ประคบร้อน: หลังจาก 48 ชั่วโมงแรก ช่วยคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนเลือด
    • สลับร้อน-เย็น: ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดได้ดี

  • ปรับท่าทางทันที:

    • แก้ไขท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง
    • จัดโต๊ะทำงานใหม่ให้เอื้อต่อการทำงานอย่างถูกสรีระ
    • พักเป็นระยะระหว่างทำงาน

  • นวดบรรเทาอาการ:

    • นวดกดจุดบริเวณที่ปวดเบาๆ
    • ใช้ลูกบอลนวดหรืออุปกรณ์นวดกดจุดง่ายๆ
    • อาจใช้น้ำมันหรือครีมนวดเพื่อลดแรงเสียดทาน


การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ


การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันและบรรเทาออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


  • การออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว (Core Exercises): เช่น ท่าแพลงก์ (Plank) ท่าสะพาน (Bridge) การบริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง
  • การฝึกความยืดหยุ่น: โยคะ พิลาทิส การยืดเหยียดแบบต่อเนื่อง (Dynamic Stretching)
  • การออกกำลังกายแบบแอโรบิก: เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานที่มีแรงกระแทกต่ำแต่เพิ่มการไหลเวียนเลือด



เมื่อไรควรพบแพทย์?


เมื่อมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ว่าคุณควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เช่น


  • อาการปวดรุนแรง: ปวดมากจนรบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
  • มีอาการชาหรืออ่อนแรง: โดยเฉพาะที่แขนหรือขา
  • อาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์: แม้จะดูแลตัวเองแล้ว
  • มีอาการร่วมอื่น ๆ: เช่น ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน
  • เคยได้รับอุบัติเหตุ: เช่น หกล้ม ชน ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการปัจจุบัน


โดยปัจจุบันนี้ มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้การรักษาออฟฟิศซินโดรม ได้แก่แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย/แพทย์ทางเลือก รวมถึงแพทย์ด้านกระดูกและข้อ


สร้างสมดุลให้ชีวิตการทำงาน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว


ออฟฟิศซินโดรมไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวจนเกินการแก้ไข การดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับการทำงานจะช่วยให้คุณสามารถก้าวหน้าในอาชีพพร้อมกับมีสุขภาพที่ดีไปด้วย


ทุกวันนี้ หลายบริษัทเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพพนักงาน มีการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น จัดหาเก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ จัดกิจกรรมออกกำลังกายในที่ทำงาน หรือแม้แต่การส่งเสริมให้พนักงานพักผ่อนอย่างเพียงพอ


การลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในวันนี้ จะช่วยป้องกันค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการรักษาพยาบาลในอนาคต อย่าลืมว่า ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเช่นแผนประกันสุขภาพของเมืองไทยประกันชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า หากเกิดปัญหาสุขภาพจากออฟฟิศซินโดรมที่อาจต้องการการรักษาเฉพาะทาง คุณจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย


ดังนั้น อย่าลืมเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน โดยเฉพาะค่ารักษายามเจ็บป่วย การเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา



รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 15/08/68


🔖อินทัชเมดิแคร์

🔖รพ.เพชรเวช

🔖Sakid

บทความน่าสนใจ