Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม? พร้อมประโยชน์ที่ควรรู้

กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม? พร้อมประโยชน์ที่ควรรู้

ช่วงนี้หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทำให้ กระเจี๊ยบเขียว กลายเป็นผักที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มคนลดน้ำหนัก คนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และสายเฮลตี้ เพราะเป็นผักที่ให้พลังงานต่ำ อุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามิน และสารเมือกตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร


อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมีข้อสงสัยว่า กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม หรือควรรับประทานแบบต้ม ลวก นึ่ง หรือผัด แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่า เพราะแต่ละวิธีให้ทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกัน


วันนี้เรามาดูข้อดี ข้อจำกัด รวมถึง ประโยชน์กระเจี๊ยบเขียว และวิธีรับประทานให้ได้คุณค่าทางอาหารมากที่สุดกัน



ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม? กินสดหรือกินสุกดีกว่ากัน

 

กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม? กินสดหรือกินสุกดีกว่ากัน


การเลือกรับประทานกระเจี๊ยบเขียวไม่จำเป็นต้องมีคำตอบว่าแบบไหนดีที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ สุขภาพ และความชอบของแต่ละคน โดยทั้งแบบดิบและแบบสุกต่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน


กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม?

คำตอบคือ กินได้ หากเป็นกระเจี๊ยบเขียวที่สด สะอาด ล้างอย่างถูกวิธี และมาจากแหล่งผลิตที่ปลอดภัย


การรับประทานแบบสดจะช่วยคงวิตามินบางชนิดที่ไวต่อความร้อน เช่น วิตามินซี และยังให้เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติสดตามธรรมชาติ เหมาะกับการรับประทานคู่กับน้ำพริก สลัด หรือผักสด

อย่างไรก็ตาม หากล้างไม่สะอาด อาจมีสารตกค้าง ดิน หรือเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน จึงควรล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้ง


กินแบบสุกดีกว่าหรือไม่?

การนำกระเจี๊ยบเขียวไปลวก ต้ม นึ่ง หรือผัด จะช่วยลดกลิ่นเหม็นเขียว ทำให้เนื้อสัมผัสนุ่ม รับประทานง่าย และช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนในผักสด


แม้วิตามินซีจะลดลงบางส่วนเมื่อผ่านความร้อน แต่ใยอาหาร แร่ธาตุ และสารเมือกส่วนใหญ่ยังคงอยู่ ทำให้ยังได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นเดิม ดังนั้นถ้าใคร


  • อยากได้วิตามินซีมากขึ้น  เลือกกินแบบสด
  • อยากกินง่าย ย่อยง่าย และปลอดภัยมากขึ้น  เลือกกินแบบสุก
  • หากสลับรับประทานทั้ง 2 แบบ ก็จะได้รับประโยชน์ที่หลากหลาย



ประโยชน์กระเจี๊ยบเขียว มีอะไรบ้าง?


ประโยชน์กระเจี๊ยบเขียว มีอะไรบ้าง?


เมื่อรู้แล้วว่า กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม คำถามต่อมาคือ เพราะอะไรจึงได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ


แม้จะเป็นผักที่มีพลังงานต่ำ แต่กระเจี๊ยบเขียวกลับอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด เช่น ใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลต แมกนีเซียม โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด


ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

จุดเด่นของกระเจี๊ยบเขียวคือมีใยอาหารสูง โดยเฉพาะใยอาหารชนิดละลายน้ำ รวมถึงสารเมือก (Mucilage)


สารเมือกนี้มีลักษณะเหนียวตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ก้อนอุจจาระ ทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายง่าย ลดปัญหาท้องผูก และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น


สำหรับผู้ที่รับประทานผักน้อย กระเจี๊ยบเขียวถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารในแต่ละวันได้


อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

อีกเหตุผลที่หลายคนเลือกกินกระเจี๊ยบเขียว คือใยอาหารชนิดละลายน้ำสามารถช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นรวดเร็วหลังรับประทานอาหาร


อย่างไรก็ตาม กระเจี๊ยบเขียวไม่ใช่ยารักษาโรคเบาหวาน ผู้ป่วยควรรับประทานร่วมกับการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์


ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด

ใยอาหารยังมีบทบาทในการช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลบางส่วน อีกทั้งโพแทสเซียมในกระเจี๊ยบเขียวยังมีส่วนช่วยรักษาสมดุลความดันโลหิต


เมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่หลากหลาย จึงอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจได้ในระยะยาว


อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

กระเจี๊ยบเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น

  • วิตามินซี
  • ฟลาโวนอยด์
  • โพลีฟีนอล
  • เบต้าแคโรทีน


สารเหล่านี้ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสื่อมของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น


ช่วยวบคคุมน้ำหนัก

สำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก กระเจี๊ยบเขียวถือเป็นผักที่ตอบโจทย์ เพราะ

  • ให้พลังงานต่ำ
  • มีใยอาหารสูง
  • ทำให้อิ่มนาน
  • ลดความอยากอาหารระหว่างวัน


หากนำไปลวก นึ่ง หรือย่าง โดยไม่เติมน้ำมันมาก ก็สามารถเป็นเมนูสุขภาพได้อย่างดี



กระเจี๊ยบเขียวแบบดิบและแบบสุก ให้คุณค่าทางอาหารต่างกันไหม


กระเจี๊ยบเขียวแบบดิบและแบบสุก ให้คุณค่าทางอาหารต่างกันไหม


แม้คุณค่าทางอาหารโดยรวมจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันในหลายด้าน


กินกระเจี๊ยบเขียวแบบดิบ

ก่อนเลือกกินแบบสด ควรรู้ข้อดีและข้อควรระวัง


ข้อดี

  • วิตามินซีคงอยู่มากกว่า
  • รสชาติสด กรอบ
  • ไม่ผ่านความร้อน
  • เหมาะกับสลัดและน้ำพริก


ข้อจำกัด

  • ต้องล้างสะอาดมากเป็นพิเศษ
  • มีกลิ่นเหม็นเขียวมากกว่า
  • ผู้ที่ระบบย่อยอาหารไว อาจรู้สึกแน่นท้องได้


กินกระเจี๊ยบเขียวแบบสุก

การผ่านความร้อนช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น


ข้อดี

  • ลดกลิ่นเหม็นเขียว
  • เนื้อนุ่ม
  • ย่อยง่ายกว่า
  • ลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค


ข้อควรระวัง

  • วิตามินซีสูญเสียบางส่วน
  • หากต้มนานเกินไป อาจสูญเสียสารอาหารบางชนิด


วิธีปรุงที่แนะนำ

หากต้องการรักษาคุณค่าทางอาหารไว้มากที่สุด ควรเลือก

  • ลวกประมาณ 1–2 นาที
  • นึ่ง
  • ย่าง
  • ผัดไฟแรงระยะเวลาสั้น


หลีกเลี่ยงการต้มนาน เพราะอาจทำให้วิตามินที่ละลายน้ำสูญเสียไปกับน้ำต้ม


วิธีเลือก ล้าง และลดเมือกกระเจี๊ยบเขียว

หลายคนชอบคุณสมบัติของเมือก แต่บางคนกลับไม่ชอบความลื่นของกระเจี๊ยบเขียว หากต้องการลดเมือก สามารถทำได้โดยไม่ทำให้คุณค่าทางอาหารหายไปมากนัก


วิธีเลือกกระเจี๊ยบเขียว ควรเลือกฝักที่

  • สีเขียวสด
  • ผิวเรียบ
  • ไม่มีรอยช้ำ
  • ขนาดไม่ใหญ่เกินไป
  • เมื่อบีบเบา ๆ ยังมีความแน่น


กระเจี๊ยบเขียวที่แก่เกินไปมักเหนียวและมีเส้นใยมาก


วิธีล้างให้สะอาด

ก่อนรับประทานแบบสดหรือสุก ควร

  • ล้างผ่านน้ำไหล
  • ใช้มือหรือฟองน้ำสำหรับผักถูขนอ่อนเบา ๆ
  • แช่น้ำผสมน้ำส้มสายชูประมาณ 15–30 นาที
  • ล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง


เคล็ดลับลดเมือก

หากไม่ชอบเมือก สามารถทำได้ดังนี้

  1. ซับกระเจี๊ยบให้แห้งก่อนปรุง
  2. ใช้ไฟแรงในการผัดหรือย่าง
  3. อย่าหั่นเป็นชิ้นเล็กก่อนลวก
  4. ลวกทั้งฝักแล้วจึงหั่น
  5. หลีกเลี่ยงการต้มนาน


วิธีเหล่านี้ช่วยลดเมือกได้โดยยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ในระดับที่ดี 


นอกจากกระเจี๊ยบแล้ว การกินผักแบบสุก หรือดิบ หากล้างให้สะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงให้ร่างกายปลอดภัยจากสารพิษต่าง ๆ มากขึ้น เพราะเราไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่หว่านเมล็ดจนผักเติบโตก่อนมาถึงมือเรา ผ่านวิธีการใดบ้าง ดังนั้นก่อนกินควรล้างผักให้สะอาดด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้



ใครบ้างที่ควรระวังการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว?


แม้จะเป็นผักที่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน


ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด

กระเจี๊ยบเขียวมีวิตามินเค ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟารินหรือยาที่เกี่ยวข้อง ควรรับประทานในปริมาณที่สม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์หากต้องการเพิ่มปริมาณผักชนิดนี้


ผู้ที่มีอาการท้องอืดง่าย

ใยอาหารสูงอาจทำให้บางคนรู้สึกแน่นท้อง โดยเฉพาะหากรับประทานในปริมาณมากทันที

จึงควรเริ่มจากปริมาณน้อย และดื่มน้ำให้เพียงพอ อ่านบทความเพิ่มเติม วิธีไล่ลมในท้อง ท้องอืด แก้ยังไง ปรับพฤติกรรมก่อนเป็นกรดไหลย้อน



ผู้ที่แพ้อาหารบางชนิด

แม้พบได้น้อย แต่หากรับประทานแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่น คัน หรือหายใจลำบาก ควรหยุดรับประทานและพบแพทย์ทันที


หากถามว่า กระเจี๊ยบเขียวกินดิบได้ไหม คำตอบคือ กินได้ หากล้างสะอาด และการรับประทานแบบสดจะช่วยคงวิตามินซีได้มากกว่า ขณะที่การรับประทานแบบสุกช่วยลดกลิ่นเหม็นเขียว ย่อยง่าย และลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค


ไม่ว่าจะเลือกกินแบบสดหรือแบบสุก ประโยชน์กระเจี๊ยบเขียว ก็ยังโดดเด่น ทั้งในด้านการช่วยเพิ่มใยอาหาร สนับสนุนระบบขับถ่าย ช่วยให้อิ่มนาน และเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ


อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพไม่ควรอาศัยอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะแม้จะดูแลตัวเองดีเพียงใด ความเจ็บป่วยก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด การมี ประกันสุขภาพ ที่เหมาะสมจึงเป็นอีกตัวช่วยที่ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และทำให้คุณเข้าถึงการรักษาได้อย่างมั่นใจเมื่อจำเป็น ด้วยประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*



ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 14/07/69

🔖Sanook Health 

🔖HDmall 

🔖MedThai 

🔖Ged Good Life 

🔖ไทยรัฐออนไลน์ 

🔖PPTV Health 

🔖Sanook Women 

🔖Hello Khunmor 

A: ได้ หากล้างสะอาดและเลือกกระเจี๊ยบเขียวที่สดจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ การกินแบบสดช่วยคงวิตามินซีไว้ได้มากกว่าการปรุงสุก

บทความน่าสนใจ