โรคงูสวัด อาการเริ่มแรกเป็นอย่างไร? รู้จักสาเหตุ อาการ การรักษา และวิธีป้องกัน
หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนว่า "ถ้าเป็นงูสวัดแล้วขึ้นรอบตัวอาจอันตรายถึงชีวิต" จนทำให้เกิดความกังวลเมื่อพบผื่นแดงหรืออาการแสบร้อนตามผิวหนัง แต่ในความเป็นจริง โรคงูสวัด เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มมีอาการปวด แสบ หรือคัน ก่อนที่ผื่นและตุ่มน้ำจะปรากฏ
แม้โรคนี้จะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้เช่นกัน การสังเกต โรคงูสวัด อาการเริ่มแรก และเข้าพบแพทย์โดยเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และบรรเทาอาการปวดเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นหลังหายจากโรคได้
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

โรคงูสวัดคืออะไร? เกิดจากอะไร และติดต่อได้ หรือไม่
แม้หลายคนจะรู้จักชื่อโรคงูสวัด แต่ยังมีความเข้าใจผิดอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องสาเหตุ การติดต่อ และความเชื่อที่ว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น ความจริงแล้วโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส และสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน
โรคงูสวัดคืออะไร
โรคงูสวัด (Herpes Zoster หรือ Shingles) เป็นโรคที่เกิดจากการกลับมาทำงานอีกครั้งของเชื้อ Varicella-Zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส
หลังจากหายจากอีสุกอีใส เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกาย แต่จะหลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาทเป็นเวลาหลายปี หรืออาจตลอดชีวิต เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เชื้อจึงสามารถกลับมาก่อโรคในรูปแบบของ งูสวัด ได้
ลักษณะเด่นของโรคคือ
- มีอาการปวด แสบ หรือเสียวตามแนวเส้นประสาท
- มีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย
- มักขึ้นเพียงด้านเดียว ไม่ข้ามกึ่งกลางลำตัว
- พบได้บ่อยบริเวณหน้าอก หลัง เอว ใบหน้า และรอบดวงตา
แม้ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีอาการปวดเส้นประสาทต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ซึ่งเรียกว่า Postherpetic Neuralgia (PHN)
สาเหตุของโรคงูสวัด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสกลับมาก่อโรค คือการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง โดยมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
- อายุ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส
- ความเครียดสะสมเป็นเวลานาน
- พักผ่อนไม่เพียงพอ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต หรือมะเร็ง
- ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน
- ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
แม้คนอายุน้อยก็สามารถเป็นโรคงูสวัดได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลียหรือมีความเครียดต่อเนื่อง
งูสวัดติดต่อหรือไม่
คำถามที่พบได้บ่อยคือ งูสวัดติดต่อหรือไม่
คำตอบคือ โรคงูสวัดไม่ติดต่อโดยตรงจากการเป็นงูสวัดสู่คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว แต่ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสผ่านน้ำจากตุ่มพองได้ หากผู้สัมผัสไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือไม่เคยได้รับวัคซีน อาจติดเชื้อและป่วยเป็น โรคอีสุกอีใส แทน ไม่ใช่งูสวัดในช่วงที่ยังมีตุ่มน้ำ ควรปฏิบัติตัว ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำโดยตรง
- ปิดแผลให้มิดชิด
- ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสแผล
- หลีกเลี่ยงใกล้ชิดหญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิด และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
แม้โอกาสแพร่เชื้อจะไม่สูงหากดูแลแผลอย่างเหมาะสม แต่การป้องกันไว้ก่อนย่อมช่วยลดความเสี่ยงได้
โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่ในร่างกายหลังเคยเป็นอีสุกอีใส เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง เชื้อจะกลับมาก่อโรคอีกครั้ง แม้โรคจะไม่ติดต่อกันง่ายเหมือนไข้หวัด แต่สามารถแพร่เชื้อผ่านตุ่มน้ำไปยังผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันได้

โรคงูสวัด อาการเริ่มแรกเป็นอย่างไร? วิธีสังเกตอาการ
หลายคนเข้าใจว่าโรคงูสวัดเริ่มต้นจากการมีผื่นขึ้นทันที แต่ความจริงแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการนำมาก่อนหลายวัน การสังเกต โรคงูสวัด อาการเริ่มแรก จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากได้รับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้น จะช่วยให้โรคหายเร็วขึ้นและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
โรคงูสวัด อาการเริ่มแรก
ก่อนผื่นจะขึ้นประมาณ 1-5 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น
- ปวด แสบ หรือปวดร้อนตามแนวเส้นประสาท
- รู้สึกเหมือนไฟช็อตหรือเข็มทิ่ม
- คันหรือผิวหนังไวต่อการสัมผัส
- ปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกายเพียงด้านเดียว
- มีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะในบางราย
อาการเหล่านี้อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง หรืออาการจากการทำงานหนัก จึงทำให้มาพบแพทย์ช้ากว่าที่ควร
อาการเมื่อผื่นเริ่มขึ้น
หลังจากมีอาการนำไม่นาน จะเริ่มมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคงูสวัด โดยผู้ป่วยมักรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อสัมผัสบริเวณดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่
- ผื่นแดงเกิดเป็นหย่อม
- ตุ่มน้ำใสรวมตัวเป็นกลุ่ม
- ปวดแสบปวดร้อนมากกว่าผื่นทั่วไป
- มักขึ้นเพียงด้านเดียวของร่างกาย
- ตุ่มน้ำจะแตก ตกสะเก็ด และค่อย ๆ หายภายใน 2-4 สัปดาห์
หากผื่นเกิดบริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรือหู ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจส่งผลต่อการมองเห็นหรือการได้ยินได้

วิธีรักษาโรคงูสวัด การป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน และใครควรฉีดวัคซีน
แม้โรคงูสวัดจะสามารถหายได้เองในบางราย แต่การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการฟื้นตัว และลดโอกาสเกิดอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังหลังหายจากโรคได้ นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพและการป้องกันที่เหมาะสมยังช่วยลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย
วิธีรักษาโรคงูสวัด
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ อายุ และโรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยแพทย์อาจพิจารณาการรักษาร่วมกันหลายวิธี ดังนี้
- ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs)
เป็นยาหลักในการรักษา เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir ควรเริ่มรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้น เพื่อช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ ลดระยะเวลาของโรค และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน - ยาแก้ปวด
หากมีอาการปวดไม่มาก อาจใช้ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอลหรือยาต้านการอักเสบ แต่หากปวดมาก แพทย์อาจสั่งยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทเพิ่มเติม - ดูแลแผลให้สะอาด
ควรรักษาความสะอาดของผื่นและตุ่มน้ำ หลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนและเกิดแผลเป็นได้ - พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับและพักผ่อนอย่างเหมาะสมช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ส่งผลให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจได้รับยาไม่เหมาะสมหรือเริ่มรักษาช้าเกินไปจนเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา
โรคงูสวัดหายเองได้ไหม
หลายคนสงสัยว่า หากปล่อยไว้ โรคงูสวัด จะหายเองหรือไม่ โดยทั่วไป โรคสามารถหายได้ภายในประมาณ 2-4 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แห้ง ตกสะเก็ด และผื่นจะจางลง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะหายโดยไม่มีปัญหา ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาเร็วพอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจมีอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังต่อเนื่องแม้ผื่นจะหายแล้ว ซึ่งบางรายอาจปวดนานหลายเดือนหรือหลายปี ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ การใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตอย่างมาก ดังนั้น หากสงสัยว่าเป็น โรคงูสวัด อาการเริ่มแรก ควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายดี แต่โรคงูสวัดอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ ได้แก่
- อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia : PHN)
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยยังคงมีอาการปวด แสบ หรือไวต่อการสัมผัส แม้ผื่นจะหายแล้ว - งูสวัดขึ้นบริเวณดวงตา
หากเชื้อลุกลามเข้าสู่ดวงตา อาจทำให้กระจกตาอักเสบ ติดเชื้อ หรือสูญเสียการมองเห็นได้ จึงควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที - การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
เกิดจากการเกาหรือดูแลแผลไม่เหมาะสม ทำให้แผลอักเสบและหายช้าลง - ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
พบได้น้อย แต่บางรายอาจเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือเส้นประสาทใบหน้าอักเสบ
แม้ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรละเลยอาการผิดปกติของโรค
วิธีป้องกันโรคงูสวัด
แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดโอกาสเกิดโรคและลดความรุนแรงของอาการได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ลดความเครียด
- ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย
- รับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดตามคำแนะนำของแพทย์
การดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงถือเป็นวิธีสำคัญในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนงูสวัด
ปัจจุบันมีวัคซีนที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัด รวมถึงลดโอกาสเกิดอาการปวดเส้นประสาทหลังหายจากโรค กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับวัคซีน ได้แก่
- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด แม้จะไม่เคยมีประวัติเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนก็ตาม
- ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคประจำตัวหรือจากการรักษาทางการแพทย์
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัดหรือภาวะแทรกซ้อน
- ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดแล้ว และต้องการลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรับวัคซีน เนื่องจากแต่ละคนมีประวัติสุขภาพและข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกัน
แม้โรคงูสวัดจะรักษาได้ แต่การพบแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วขึ้น
โรคงูสวัด เป็นโรคที่เกิดจากการกลับมาทำงานของเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย โดยมักพบในช่วงที่ภูมิคุ้มกันลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากอายุที่มากขึ้น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือโรคประจำตัว
การสังเกต โรคงูสวัด อาการเริ่มแรก เช่น อาการปวด แสบ คัน หรือเสียวตามแนวเส้นประสาทก่อนมีผื่นขึ้น ถือเป็นกุญแจสำคัญ เพราะหากได้รับยาต้านไวรัสภายในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
นอกจากการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแล้ว การมีแผนรองรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน การมี ประกันสุขภาพ ที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มความอุ่นใจให้กับคุณและคนในครอบครัวได้ ด้วย ประกันสุขภาพ D Health Lite ที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เราไม่สบาย พร้อมรับสิทธิพิเศษเข้ารักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษ MTL Smile Hospital Network ที่มอบส่วนลดค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัด รู้ผลไวใน 2 วันทำการ** ให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างสบายใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละโรงพยาบาลกำหนด
**การให้บริการประเมินก่อนการทำหัตถการขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 10/07/69