โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) รู้ทันสัญญาณอันตรายก่อนสาย
โรคหลอดเลือดสมองหรือที่เรียกกันว่า "สโตรก" เป็นโรคที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดโรคหนึ่ง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย ที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนยังไม่รู้จักอาการเตือนภัยของโรคนี้ จนเสียเวลาทองในการรักษา วันนี้แอดมินจะพาทุกคนมาเรียนรู้เกี่ยวกับ Stroke คือโรคอะไร อาการสัญญาณเตือนที่ต้องรู้ และวิธีป้องกันที่ทุกคนควรปฏิบัติ
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
2. ประเภทของโรคหลอดเลือดสมองมีอะไรบ้าง
3. อาการเตือนที่ต้องสังเกตมีอะไรบ้าง
4. สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองมีอะไรบ้าง
5. ผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนของโรคสโตรก
6. เมื่อพบอาการควรรับมืออย่างไรดี
7. การตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
8. โรคหลอดเลือดสมองป้องกันอย่างไรได้บ้าง
9. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ป้องกันดีกว่าแก้ไข
โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร
โรคหลอดเลือดสมองหรือ Stroke คือภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นการที่หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เซลล์สมองไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหาร ทำให้เซลล์สมองตายอย่างรวดเร็ว
ในประเทศไทย โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากโรคหัวใจและมะเร็ง โดยมีผู้ป่วยใหม่ปีละประมาณ 200,000 คน และมีผู้เสียชีวิตปีละกว่า 40,000 คน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ 1 ใน 3 ของผู้ที่รอดชีวิตจะมีความพิการถาวร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและเป็นภาระของครอบครัว
โรคสโตรกเป็นโรคที่ป้องกันได้ถึง 90% หากเรารู้จักปัจจัยเสี่ยงและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม นอกจากนี้หากรู้จักอาการเตือนภัยและได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว สามารถลดความรุนแรงและความพิการได้อย่างมาก
ประเภทของโรคหลอดเลือดสมองมีอะไรบ้าง
การเข้าใจประเภทของโรคหลอดเลือดสมองจะช่วยให้เราเข้าใจถึงความรุนแรงและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน
- หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) เป็นประเภทที่พบมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 80-85% ของผู้ป่วยสโตรกทั้งหมด เกิดจากการที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบลงหรืออุดตันด้วยลิ่มเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ สาเหตุหลักมาจากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด หรือลิ่มเลือดที่เกิดจากหัวใจไหลมาอุดที่สมอง
- หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) เป็นประเภทที่รุนแรงกว่า แม้จะพบน้อยกว่า แต่อัตราการเสียชีวิตสูงกว่า เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก เลือดไหลออกมาอัดทับเนื้อสมองรอบข้าง สาเหตุหลักมาจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม หรือหลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด
- หลอดเลือดสมองตีบชั่วคราว (TIA - Transient Ischemic Attack) เรียกว่า "มินิสโตรก" เป็นการขาดเลือดไปเลี้ยงสมองเป็นเวลาสั้นๆ อาการจะหายเองภายในไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมง แม้ว่าอาการจะหายเอง แต่เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าเสี่ยงเป็นสโตรกจริงในอนาคต

อาการเตือนที่ต้องสังเกตมีอะไรบ้าง
การรู้จักอาการเตือนของโรคสโตรกเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยชีวิตได้ เพราะการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยลดความเสียหายของสมองได้มาก
อาการหลักที่ต้องสังเกต
- หน้าเบี้ยวหรือกล้ามเนื้อหน้าอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือยิ้มไม่ได้
- แขนขาอ่อนแรงหรือชาข้างใดข้างหนึ่งอย่างฉับพลัน
- ยกแขนขึ้นไม่ได้หรือแขนตกลงมา
- พูดไม่ชัด คำไม่ชัดเจน หรือพูดไม่ออก เข้าใจภาษาผิดปกติ
- มึนงงเฉียบพลัน สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
- วิงเวียนศีรษะรุนแรงอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะเมื่อมาพร้อมกับอาการอื่นๆ
- ปวดหัวรุนแรงอย่างฉับพลัน แบบที่ไม่เคยเจ็บมาก่อน
- มองเห็นผิดปกติ เช่น ตาพร่า มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นบางส่วน
การสังเกตด้วยวิธี BE FAST
- B (Balance) - ดุลยภาพ: เดินเซ ไม่สมดุล หรือล้มง่าย
- E (Eyes) - ตา: การมองเห็นผิดปกติ ตาพร่า หรือมองไม่เห็นด้านใดด้านหนึ่ง
- F (Face) - หน้า: หน้าเบี้ยว ยิ้มไม่ได้ หรือหน้าบิดเบี้ยว
- A (Arms) - แขน: แขนอ่อนแรงข้างหนึ่ง ยกแขนไม่ได้
- S (Speech) - การพูด: พูดไม่ชัด พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง
- T (Time) - เวลา: เจออาการแบบนี้ โทรเรียก 1669 เลย อย่ารอ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองมีอะไรบ้าง
การเข้าใจปัจจัยเสี่ยงจะช่วยให้เราสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอายุมากกว่า 55 ปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุก 10 ปี เพศชาย มีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงในวัยหนุ่มสาว แต่หลังวัยหมดประจำเดือน ความเสี่ยงจะใกล้เคียงกัน ประวัติครอบครัว หากมีญาติสายตรงเป็นสโตรก จะเพิ่มความเสี่ยง และเชื้อชาติ คนเชื้อสายแอฟริกัน เอเชีย และฮิสแปนิกมีความเสี่ยงสูงกว่า ประวัติเคยเป็นสโตรกมาก่อน มีโอกาสเป็นซ้ำสูงกว่าคนปกติ 10 เท่า
- ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพิ่มความเสี่ยงได้ถึง 4 เท่า เบาหวาน ทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วและเพิ่มความเสี่ยงถึง 2-4 เท่า ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL (ไขมันเลว) สูง และ HDL (ไขมันดี) ต่ำ, โรคหัวใจ โดยเฉพาะภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงถึง 6 เท่า และควันบุหรี่มือสองก็เสี่ยงเช่นกัน ความอ้วน โดยเฉพาะที่หน้าท้อง การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การขาดการออกกำลังกาย
การใช้ยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะในผู้หญิงที่สูบบุหรี่หรือมีความดันสูง ความเครียดเรื้อรัง และการนอนหลับไม่เพียงพอ
ผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนของโรคสโตรก
โรคหลอดเลือดสมองส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ป่วยและครอบครัว การเข้าใจผลกระทบเหล่านี้จะช่วยให้เห็นความสำคัญของการป้องกัน
- ความพิการถาวร อัมพาตหรืออ่อนแรงของแขนขาด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการดำรงชีวิตประจำวัน ปัญหาการพูดและการกลืน ผู้ป่วยอาจพูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือกลืนลำบาก ปัญหาความจำและการรู้คิด อาจมีปัญหาเรื่องความจำ การตัดสินใจ หรือการเรียนรู้
- ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล พบได้บ่อยในผู้ป่วยสโตรก การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ อาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิด หรือก้าวร้าว
เมื่อพบอาการควรรับมืออย่างไรดี
การรับมือที่ถูกต้องและรวดเร็วเมื่อสงสัยว่ามีอาการสโตรกจะช่วยลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว
วิธีรับมือเบื้องต้น
โทรเรียกรถพยาบาล 1669 ทันที อย่าพยายามขับรถเองหรือให้ญาติขับรถไปโรงพยาบาล เพราะอาการอาจแย่ลงระหว่างทาง บันทึกเวลาที่เริ่มมีอาการ ข้อมูลนี้สำคัญสำหรับแพทย์ในการตัดสินใจรักษา
หากผู้ป่วยหมดสติ จัดให้นอนตะแคงเพื่อป้องกันน้ำลายหรือสิ่งสกปรกเข้าปอด ถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัว ให้นั่งหรือนอนให้ศีรษะสูงกว่าลำตัว อย่าให้อาหารหรือน้ำดื่ม เพราะอาจกลืนลำบาก
สิ่งที่ไม่ควรทำ
อย่าให้ยาแก้ปวดหรือยาใดๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ อย่านวดหรือกดจุดต่างๆ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่คนเดียว ควรมีคนดูแลอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา อย่ารอดูอาการ หรือคิดว่าอาการจะหายเอง เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
ความสำคัญของการรักษาเร็ว
หลักการ "Time is Brain" หมายความว่า เวลาแต่ละนาทีที่ผ่านไป เซลล์สมองจะตายไปเป็นล้านๆ เซลล์ การได้รับการรักษาภายใน 3-4.5 ชั่วโมงจะให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด การรักษาที่รวดเร็วสามารถลดความพิการได้ถึง 30-50%
การตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
การวินิจฉัยและการรักษาโรคหลอดเลือดสมองต้องอาศัยเทคนิคและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจทางคลินิก แพทย์จะประเมินอาการ ตรวจร่างกายและระบบประสาท การตรวจ CT Scan สมอง เป็นการตรวจแรกที่ทำเพื่อแยกว่าเป็นสโตรกแบบเลือดออกหรือเลือดไปไม่ถึง การตรวจ MRI สมอง ให้ภาพรายละเอียดมากกว่าและสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ดีกว่า
การตรวจเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาล ความเข้มข้นของเลือด และสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การตรวจหัวใจ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจและ Echo หัวใจ เพื่อหาสาเหตุจากหัวใจ
การรักษาหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
การให้ยาละลายลิ่มเลือด (tPA) ต้องให้ภายใน 3-4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับสโตรกแบบขาดเลือด การดูดลิ่มเลือดออกด้วยสายสวน สำหรับกรณีที่หลอดเลือดใหญ่อุดตัน ต้องทำภายใน 6-24 ชั่วโมง
การให้ยาป้องกันลิ่มเลือด เช่น Aspirin เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใหม่ การควบคุมความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
การรักษาหลอดเลือดสมองแตก
การผ่าตัดเพื่อระบายเลือดออกหรือหยุดเลือด ในกรณีที่เลือดออกมาก การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม การจัดการกับความดันในกะโหลกศีรษะ การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อน
การใช้ยาเพื่อการรักษา
ยาป้องกันลิ่มเลือด เช่น Aspirin, Clopidogrel ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใหม่ ยาลดไขมัน Statin ช่วยลดระดับไขมันและป้องกันการสะสมของหินปูนในหลอดเลือด ยาควบคุมความดัน ACE inhibitors, ARB ช่วยป้องกันสโตรกซ้ำ
ยาควบคุมน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ยาป้องกันการเต้นผิดจังหวะ เช่น Warfarin, NOAC สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

โรคหลอดเลือดสมองป้องกันอย่างไรได้บ้าง
การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับโรคหลอดเลือดสมอง เพราะสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 90%
- การควบคุมความดันโลหิต ตรวจความดันเป็นประจำ เป้าหมายให้ความดันต่ำกว่า 140/90 mmHg หรือตามที่แพทย์แนะนำ รับประทานยาลดความดันตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ลดการบริโภคเกลือให้น้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน
- การควบคุมอาหารและน้ำหนัก รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 หน่วย เลือกธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เลือกโปรตีนจากปลา ไก่ไม่ติดหนัง ถั่ว ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ BMI 18.5-22.9 ลดเส้นรอบเอวให้ชายน้อยกว่า 90 ซม. หญิงน้อยกว่า 80 ซม.
- การออกกำลังกายที่เหมาะสม ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที หรือวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ กิจกรรมที่แนะนำ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ออกกำลังกายความแข็งแรงกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
- การเลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ทุกรูปแบบ รวมถึงการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง ขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 หากดื่มแอลกอฮอล์ ควรจำกัดปริมาณ ชายไม่เกิน 2 หน่วยต่อวัน หญิงไม่เกิน 1 หน่วยต่อวัน
- การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน ตรวจหัวใจและหลอดเลือด สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรได้รับการติดตามจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
- การจัดการความเครียด ฝึกสมาธิหรือโยคะ การพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ป้องกันดีกว่าแก้ไข
โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถป้องกันได้ถึง 90% หากเรารู้จักปัจจัยเสี่ยงและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม การรู้จัก Stroke คือโรคอะไร การเข้าใจอาการเตือนภัยของโรคสโตรก และการรับมือที่ถูกต้องเมื่อพบอาการ เป็นความรู้ที่อาจช่วยชีวิตเราและคนที่เรารักได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกัน ด้วยการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมัน การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การเลิกสูบบุหรี่ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยป้องกันสโตรก แต่ยังช่วยป้องกันโรคเรื้อรังอื่นๆ ได้อีกด้วย
หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงหรือต้องการความมั่นใจเพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพ การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณได้รับการรักษาที่ดีที่สุดและการดูแลระยะยาวโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย จำไว้ว่า "เวลาคือสมอง" การรู้ทันอาการและการรับมือที่รวดเร็วจะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตและลดความพิการจากโรคหลอดเลือดสมอง
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 1/10/68