ขาบวมเกิดจากอะไร และเสี่ยงโรคอะไรบ้าง สัญญาณอันตรายที่เราต้องรู้
อาการขาบวมเป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนเคยประสบ บางครั้งอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วหายไปเอง แต่ในหลายกรณี อาการขาบวมอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังมีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ขาบวมเกิดจากอะไร มีสาเหตุอะไรบ้าง และ อาการขาบวม สามารถบ่งบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ขาบวมเกิดจากอะไร ทำความเข้าใจสาเหตุเบื้องต้น
- ขาบวมตึง เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง
- วิธีสังเกตอาการขาบวมแบบไหนที่ควรพบแพทย์
- แนวทางการรักษาและป้องกันอาการขาบวม
- สุขภาพดี ชีวิตมั่นคง ด้วยประกันสุขภาพจากเมืองไทยประกันชีวิต
ขาบวมเกิดจากอะไร ทำความเข้าใจสาเหตุเบื้องต้น
อาการขาบวมเกิดจากการสะสมของของเหลวส่วนเกินในเนื้อเยื่อบริเวณขาและเท้า ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า "อาการบวมน้ำ" หรือ Edema โดยอาการบวมอาจเกิดขึ้นที่ขาข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ และอาจลามไปถึงข้อเท้าและหน้าแข้ง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการขาบวมมีทั้งสาเหตุที่ไม่ร้ายแรงและสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหรือโรคอันตราย
สาเหตุทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรค
การยืนหรือนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของ อาการขาบวม โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือผู้ที่ต้องยืนทำงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เมื่อร่างกายอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ การไหลเวียนเลือดจะช้าลง ทำให้ของเหลวสะสมอยู่ที่บริเวณขาและเท้าจนเกิดอาการบวมขึ้น
การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง หรือดื่มน้ำมากเกินไป ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำส่วนเกินจนเกิดอาการขาบวมตึงได้ นอกจากนี้ น้ำหนักตัวที่มากเกินไปยังส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานหนัก เพิ่มโอกาสให้ของเหลวคั่งบริเวณขาและเท้ามากขึ้น
การตั้งครรภ์ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการขาบวมได้ เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน มดลูกที่ขยายตัวอาจกดทับหลอดเลือดดำ ทำให้เลือดไหลกลับจากขาได้ไม่สะดวก จนเกิดการคั่งของของเหลว

ยาบางชนิด ก็มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการบวมที่ขาและเท้าได้ เช่น ยาลดความดันโลหิต ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน และยาแก้อักเสบบางชนิด หากสังเกตว่าเริ่มมี อาการขาบวม หลังเริ่มใช้ยาใหม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนยา
การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น ข้อเท้าพลิก เอ็นฉีกขาด หรือกระดูกหัก จะทำให้บริเวณนั้นเกิดการอักเสบจนบวมขึ้นได้ โดยมักจะบวมเฉพาะข้างที่ได้รับบาดเจ็บ

ขาบวมตึง เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง
นอกเหนือจากสาเหตุทั่วไปข้างต้น อาการ ขาบวมตึง เกิดจาก ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้หลายโรค ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างเหมาะสม
โรคหัวใจ
เมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลือดจะไหลกลับจากขาไปยังหัวใจได้ไม่ดี ทำให้เลือดคั่งอยู่ที่ขาและเท้ามากขึ้น จนเกิดอาการขาบวมตึง ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง (Congestive Heart Failure) เป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยมักมีอาการขาบวมทั้งสองข้าง และอาจมีอาการเหนื่อยง่าย หอบ นอนราบไม่ได้ร่วมด้วย
โรคไต
ไตทำหน้าที่กรองของเสียและขับของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกาย เมื่อไตทำงานผิดปกติ ร่างกายจะไม่สามารถขับน้ำและของเสียได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำทั่วร่างกาย รวมถึงขาและเท้า นอกจากนี้ กลุ่มอาการเนโฟรติก (Nephrotic Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะผิดปกติทางไตที่ทำให้โปรตีนรั่วออกทางปัสสาวะมาก ก็มักมีอาการขาบวมเป็นอาการนำที่สำคัญ
โรคตับ
ตับแข็งหรือโรคตับเรื้อรังทำให้ตับไม่สามารถสร้างโปรตีนอัลบูมินได้เพียงพอ โปรตีนชนิดนี้มีหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย เมื่อระดับอัลบูมินต่ำ ของเหลวจะซึมออกจากหลอดเลือดไปสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการขาบวมและท้องมาน
หลอดเลือดดำอุดตันที่ขา (DVT)
ภาวะหลอดเลือดดำอุดตันที่ขา หรือ Deep Vein Thrombosis (DVT) เกิดจากการก่อตัวของลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำที่ขา ทำให้เลือดไหลเวียนกลับไม่ได้ มักเกิดขึ้นที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง โดยจะมีอาการขาบวม เจ็บปวด ผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีสีแดงหรือร้อน ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิต เนื่องจากลิ่มเลือดอาจหลุดไปอุดตันหลอดเลือดที่ปอดได้
โรคเบาหวาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักมีปัญหาระบบไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี โดยเฉพาะบริเวณปลายมือปลายเท้า ทำให้มีโอกาสเกิดอาการขาบวมและเท้าบวมได้มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลติดเชื้อที่เท้าซึ่งอาจนำไปสู่อาการบวมอักเสบที่รุนแรง
ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema)
ภาวะบวมน้ำเหลืองเกิดจากระบบน้ำเหลืองทำงานผิดปกติหรือมีการอุดตัน ทำให้น้ำเหลืองไม่สามารถระบายได้ตามปกติ จนเกิดอาการบวมที่แขนหรือขา มักเกิดขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่ง พบได้ในผู้ที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองหรือผ่านการฉายแสงรักษามะเร็ง
หลอดเลือดดำเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency)
ภาวะหลอดเลือดดำเรื้อรังเกิดจากลิ้นในหลอดเลือดดำที่ขาทำงานผิดปกติ ทำให้เลือดไหลย้อนกลับลงมาที่ขาแทนที่จะไหลกลับสู่หัวใจ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการขาบวมเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

วิธีสังเกตอาการขาบวมแบบไหนที่ควรพบแพทย์
ไม่ใช่อาการขาบวมทุกกรณีจะต้องพบแพทย์ แต่มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ ขาบวมอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ ขาบวมข้างเดียวร่วมกับอาการเจ็บปวด ผิวหนังบริเวณที่บวมเปลี่ยนสีหรือมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ กดที่ขาแล้วเป็นรอยบุ๋มค้างอยู่นาน มีอาการหายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย และอาการขาบวมที่ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงเรื่อย ๆ แม้จะพักผ่อนหรือยกขาสูงแล้วก็ตาม
สำหรับผู้สูงอายุ อาการขาบวมควรได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีกิจวัตรประจำวันที่ขยับตัวน้อย บางรายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทำให้มีโอกาสที่ของเหลวจะคั่งที่ขาและเท้าได้ง่าย อีกทั้งยังมีความเสื่อมของระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต และโรคเรื้อรังอื่น ๆ
แนวทางการรักษาและป้องกันอาการขาบวม
การรักษาอาการขาบวมขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ หากเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยการลุกขึ้นเดินหรือขยับร่างกายเป็นระยะ หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนในท่าเดิมนาน ๆ ยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจเมื่อพักผ่อน ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ในกรณีที่อาการขาบวมเกิดจากโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคไต หรือโรคเบาหวาน จำเป็นต้องรักษาโรคต้นเหตุอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง การตรวจสุขภาพเป็นประจำ และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสม หากอาการขาบวมเกิดจากผลข้างเคียงของยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนยาที่เหมาะสม
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการป้องกันอาการขาบวม เพราะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและระบบน้ำเหลืองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสวมถุงน่องรัดกล้ามเนื้อ (Compression Stockings) ก็อาจช่วยลดอาการบวมได้ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดดำเรื้อรัง
สุขภาพดี ชีวิตมั่นคง ด้วยประกันสุขภาพจากเมืองไทยประกันชีวิต
การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน การเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ และค่ารักษายามเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ
การดูแลสุขภาพด้วยการเลือกทานอาหารที่เหมาะสมและควบคุมน้ำหนักเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในระยะยาว แต่ในชีวิตจริง เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ โรคภัยไข้เจ็บอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้เราจะดูแลตัวเองดีแล้ว
การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมจึงเป็นอีกหนึ่งหลักประกันสำคัญที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวมีความมั่นใจในการดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจเป็นภาระ ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา
เมืองไทยประกันชีวิต มีผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่ประกันสุขภาพทั่วไป ประกันโรคร้ายแรง ไปจนถึงประกันอุบัติเหตุ ด้วยความมั่นคงทางการเงินมายาวนาน พร้อมบริการที่ครบวงจรและกระบวนการจ่ายสินไหมที่รวดเร็วโปร่งใส
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและเลือกแผนประกันสุขภาพที่เหมาะกับคุณได้ที่ เมืองไทยประกันชีวิต เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและความมั่นใจในทุกช่วงเวลาของชีวิต
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 26/02/69