เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร? เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร?
มีใครเคยเจอปัญหาเลือดกำเดาไหลบ่อยๆ บ้างไหม? บางทีไหลกลางคืน บางทีไหลตอนอากาศแห้ง หรือบางคนก็ไหลบ่อยจนเป็นกังวล ความจริงแล้วเลือดกำเดาไหลเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ แต่ถ้าไหลบ่อยมากจนผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายเรากำลังขาดวิตามินบางชนิด หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ต้องดูแล
วันนี้เราจะมาตอบคำถามว่า เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร และเลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร พร้อมทั้งวิธีป้องกันและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง มาเริ่มกันเลย!
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- เลือดกำเดาไหลบ่อยคืออะไร? สัญญาณที่ควรรู้
- ความถี่ของเลือดกำเดาไหลที่ถือว่าผิดปกติมีอะไรบ้าง
- สาเหตุหลักของการเกิดเลือดกำเดาไหลบ่อย
- เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร?
- วิธีปฐมพยาบาลห้ามเลือดกำเดาไหลที่ถูกต้อง
- เคล็ดลับป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลบ่อย
- เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร? มีอาหารใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง
- เลือดกำเดาไหลแบบไหนควรไปพบแพทย์ทันที
- มั่นใจทุกลมหายใจ ด้วยสุขภาพที่ดีและความคุ้มครองที่ครบถ้วน
เลือดกำเดาไหลบ่อยคืออะไร? สัญญาณที่ควรรู้
ก่อนจะไปดูว่าเลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินอะไร เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเลือดกำเดาไหลบ่อยคืออะไร
เลือดกำเดาไหล หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า "Epistaxis" เกิดจากเส้นเลือดฝอยในจมูกแตกหรือฉีกขาด ทำให้เลือดไหลออกมาทางรูจมูก ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเส้นเลือดในจมูกอยู่ใกล้ผิวหนังมาก และบางเปราะ
เลือดกำเดาไหลแบ่งเป็น 2 ประเภท
- เลือดกำเดาไหลส่วนหน้า - เกิดจากเส้นเลือดด้านหน้าของจมูก พบบ่อยที่สุด ประมาณ 90% มักไหลออกมาทางรูจมูก
- เลือดกำเดาไหลส่วนหลัง - เกิดจากเส้นเลือดด้านหลังของจมูก อันตรายกว่า อาจไหลลงคอ และมักเกิดในผู้สูงอายุ
ความถี่ของเลือดกำเดาไหลที่ถือว่าผิดปกติมีอะไรบ้าง
ถ้าเลือดกำเดาไหลนานๆ ครั้ง เช่น เดือนละครั้ง หรือเกิดจากเหตุผลชัดเจน เช่น โดนกระแทก แคะจมูกแรง ก็ไม่น่ากังวลมาก แต่ถ้า
- ไหลบ่อยมาก - สัปดาห์ละหลายครั้ง
- ไหลโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ไหลมากและนานทุกครั้ง - เกิน 20 นาที
- มีอาการอื่นร่วมด้วย - เช่น เหนื่อยง่าย เลือดออกจากอวัยวะอื่น ฟกช้ำง่าย
นี่อาจเป็นสัญญาณว่ามีปัญหาสุขภาพที่ต้องดูแล ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

สาเหตุหลักของการเกิดเลือดกำเดาไหลบ่อย
มีหลายสาเหตุที่ทำให้เลือดกำเดาไหลบ่อย มาดูกันทีละหมวดกันเลย
สาเหตุภายนอก
- อากาศแห้ง ในช่วงหน้าแล้ง หรือในห้องแอร์ที่ความชื้นต่ำ เยื่อบุจมูกจะแห้ง แตกง่าย เลือดก็เลยไหลได้ง่าย
- แกะจมูก สั่งน้ำมูกแรง ทำให้ความดันในจมูกสูงขึ้น เส้นเลือดแตก
- การบาดเจ็บ เช่น โดนกระแทกที่จมูก อุบัติเหตุ
- มลภาวะ ฝุ่น ควัน สารเคมีระคายเคืองทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ
สาเหตุจากสุขภาพ
- เส้นเลือดฝอยเปราะ บางคนเกิดมามีเส้นเลือดฝอยที่บางกว่าคนอื่น หรือขาดวิตามินบางชนิด ทำให้เส้นเลือดไม่แข็งแรง
- โรคภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้จมูกมักมีอาการคัดจมูก สั่งน้ำมูกบ่อย เยื่อบุจมูกอักเสบ บวม เลือดไหลง่าย
- ความดันโลหิตสูง ทำให้เส้นเลือดแตกง่าย ถ้าเลือดกำเดาไหลบ่อยควรตรวจความดัน
- ติดเชื้อ ไซนัสอักเสบ ทำให้เยื่อบุจมูกบวม แตกง่าย
- โรคเลือด โรคโลหิตจางบางชนิด โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือเกล็ดเลือดต่ำ
ผลข้างเคียงจากยา
- ยาลดการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน วาร์ฟาริน)
- ยาพ่นจมูกใช้บ่อยเกินไป
- ยาแก้แพ้บางชนิด
ปัจจัยอื่นๆ
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน - ในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือช่วงมีประจำเดือน
- สูบบุหรี่ - ทำให้เยื่อบุจมูกแห้งและระคายเคือง
- ดื่มแอลกอฮอล์ - ทำให้เส้นเลือดขยายตัว และเลือดแข็งตัวช้าลง
- การใช้ยาเสพติด - โคเคน เมทแอมเฟตามีน ทำลายเยื่อบุจมูกอย่างรุนแรง

เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร?
มาถึงคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัย นั่นคือ เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร วิตามินบางชนิดมีบทบาทสำคัญมากในการรักษาความแข็งแรงของเส้นเลือดและช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ดี
วิตามินซี (Vitamin C): ช่วยเสริมความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย
วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรง ถ้าขาดวิตามินซี เส้นเลือดฝอยจะเปราะบาง แตกง่าย
ควรกินวันละเท่าไหร่?
- ผู้ใหญ่ควรได้วิตามินซีวันละ 75-90 มก.
- ถ้ามีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อย อาจเพิ่มเป็น 500 มก. วันละ 2 ครั้ง
อาหารที่มีวิตามินซีสูง:
- ส้ม มะนาว ส้มโอ เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)
- ฝรั่ง (สูงมาก)
- สตรอเบอร์รี บลูเบอร์รี
- พริกหวาน (โดยเฉพาะพริกหวานสีแดงและเหลือง)
- มะเขือเทศ
- บรอกโคลี
- กะหล่ำปลี
วิตามินเค (Vitamin K): มีส่วนสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด
วิตามินเคเป็นวิตามินที่จำเป็นมากสำหรับการแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามินเค เลือดจะแข็งตัวช้า เลือดกำเดาไหลแล้วหยุดยาก
ควรกินวันละเท่าไหร่?
- ผู้ใหญ่ชายควรได้ 120 ไมโครกรัม/วัน
- ผู้ใหญ่หญิงควรได้ 90 ไมโครกรัม/วัน
- ถ้ามีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อย อาจต้องเสริม 100-200 ไมโครกรัม
อาหารที่มีวิตามินเคสูง:
- ผักใบเขียว - คะน้า ผักโขม กะหล่ำปลี ผักกาดหอม
- บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ
- แอสพารากัส
- โหระพา ใบโหระพา
- ถั่วเขียว
- ไข่แดง
- ตับสัตว์
- เนย นมสด
วิตามินอี (Vitamin E): ช่วยซ่อมแซมและลดการอักเสบของเยื่อบุ
วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย และลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก
อาหารที่มีวิตามินอี:
- อัลมอนด์ ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน
- น้ำมันพืช เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก
- อะโวคาโด
- ผักโขม บรอกโคลี
- กุ้ง ปลา
วิตามินและแร่ธาตุอื่นที่สำคัญ
เหล็ก (Iron)
- ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดเหล็กจะเป็นโลหิตจาง เลือดกำเดาไหลง่าย
- อาหารที่มีเหล็ก: เนื้อแดง ตับ ผักใบเขียว ถั่ว
โพแทสเซียม (Potassium)
- ช่วยควบคุมการไหลเวียนของเลือด
- อาหารที่มีโพแทสเซียม: กล้วย มะม่วง มันฝรั่ง ผักโขม
วิตามินบี 9 และ บี 12
- ช่วยสร้างเกล็ดเลือด ถ้าขาดจะทำให้เลือดออกง่าย
- อาหารที่มีวิตามินบี: ตับ ไข่ นม ผักใบเขียว ถั่ว
สังกะสี (Zinc)
- ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเพิ่มภูมิคุ้มกัน
- อาหารที่มีสังกะสี: เนื้อแดง ไก่ ถั่ว เมล็ดฟักทอง
ข้อควรระวังในการกินวิตามินเสริม
- อย่ากินเกินขนาดที่แนะนำ - วิตามินบางชนิดเกินก็มีผลข้างเคียง
- ควรปรึกษาแพทย์ก่อน - โดยเฉพาะถ้ากำลังกินยาอื่นอยู่
- ไม่ควรกินวิตามินเคถ้ากำลังกินยาลดการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) เพราะจะทำให้ยาไม่ได้ผล
- ควรได้จากอาหารธรรมชาติเป็นหลัก - ดีกว่าอาหารเสริม

วิธีปฐมพยาบาลห้ามเลือดกำเดาไหลที่ถูกต้อง
เมื่อเลือดกำเดาไหล สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง มาดูกันว่าทำอย่างไร
ท่าทางที่เหมาะสม
- นั่งตัวตรง - ไม่ใช่นอน
- โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย - ให้เลือดไหลออกมาทางจมูก
- หายใจทางปาก - อย่าพยายามหายใจทางจมูก
- ห้ามเงยหน้า - จะทำให้เลือดไหลลงคอ อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรือสำลักเลือด
- ห้ามนอนราบ - เลือดจะไหลลงคอ
วิธีบีบปีกจมูก
- ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบปีกจมูก (ส่วนที่นิ่ม ไม่ใช่โคนจมูก) แน่นๆ
- บีบไว้นาน 10-15 นาที โดยไม่ปล่อย - อย่าแอบปล่อยดู เพราะจะทำให้เลือดไหลใหม่
- หายใจทางปาก ขณะบีบจมูก
- หลัง 10-15 นาที ค่อยๆ ปล่อยมือ - ถ้าเลือดยังไหลให้บีบต่ออีก 10 นาที
ประคบเย็น
- ใช้ผ้าเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าประคบที่โคนจมูก หรือท้ายทอย
- จะช่วยให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไหลน้อยลง
- ห้ามประคบน้ำแข็งโดยตรง ต้องห่อผ้าก่อน
ข้อควรหลีกเลี่ยง
หลังเลือดหยุดแล้ว:
- ห้ามสั่งน้ำมูกแรง - อย่างน้อย 12 ชั่วโมง
- ห้ามแคะจมูก - จะทำให้เลือดไหลใหม่
- ห้ามก้มเงยหน้าแรงๆ
- หลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก - ยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก
- หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มร้อนจัด
วิธีปฏิบัติถ้าเลือดยังไม่หยุดไหล
ถ้าทำตามวิธีข้างต้นแล้วเลือดยังไม่หยุด ลองบีบปีกจมูกต่อไปอีก 10-15 นาที ถ้าเลือดไหลมาเกิน 20-30 นาที แล้วยังไม่หยุด ต้องรีบไปพบแพทย์ แต่ถ้าเลือดไหลมากมายจนรู้สึกเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ต้องรีบไปห้องฉุกเฉิน

เคล็ดลับป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลบ่อย
การป้องกันดีกว่าการรักษา มาดูวิธีป้องกันเลือดกำเดาไหลกัน
- รักษาความชุ่มชื้นภายในจมูก ใช้น้ำเกลือพ่นจมูก เพื่อช่วยทำความสะอาดและเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมโดนหน้าตลอดคืน
- ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (ประมาณ 2 ลิตร)
- งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงฝุ่นและของระคายเคือง
- เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินอะไร - อาหารที่มีวิตามินซีสูง
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ - ตรวจความดัน เช็กเลือด
- ถ้ามีโรคประจำตัว ต้องรักษาให้ดี - เช่น ความดันสูง เบาหวาน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ - ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงความเครียด
เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร? มีอาหารใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง
นอกจากจะรู้ว่าเลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินอะไรแล้ว เราก็ต้องรู้ด้วยว่า เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร เช่น
อาหารเผ็ดและอาหารร้อนจัด
- พริก มัสตาร์ด หอม พริกไทย - อาหารเผ็ดทำให้ร่างกาย "ร้อนใน" เส้นเลือดขยายตัว เลือดไหลง่าย
- อาหารร้อนจัด - ซุป น้ำร้อน ชา กาแฟร้อนจัด ทำให้เส้นเลือดในจมูกขยายตัว
- ผลไม้ร้อน - ลิ้นจี่ ลำไย ทุเรียน มะม่วง (ถ้ากินมากเกินไป)
อาหารทอด อาหารมันๆ
- อาหารทอด - ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด
- อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง - ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ บาดแผลหายช้า
- ฟาสต์ฟู้ด
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- แอลกอฮอล์ทำให้เส้นเลือดขยายตัว และเลือดแข็งตัวช้าลง
- ดื่มแอลกอฮอล์แล้วเลือดกำเดาไหลจะหยุดยากขึ้น
- ควรหลีกเลี่ยงเบียร์ ไวน์ เหล้า
- อาหารที่มีเกลือสูง
อาหารเค็มจัด - ทำให้ความดันสูงขึ้น เส้นเลือดแตกง่าย
ควรลดอาหารแปรรูป ของดอง ซอสต่างๆ
ยาและอาหารเสริมบางชนิด
- แอสไพริน - ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยง เพราะทำให้เลือดแข็งตัวช้า
- วิตามินอีขนาดสูง - ถ้ากินมากเกินไปอาจทำให้เลือดออกง่าย
- สมุนไพรบางชนิด - โสม กระเทียม ขิง (ถ้ากินมากมาย) อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
เลือดกำเดาไหลแบบไหนควรไปพบแพทย์ทันที
- แม้ว่าส่วนใหญ่เลือดกำเดาไหลจะไม่ร้ายแรง แต่มีบางกรณีที่ต้องรีบไปพบแพทย์ เช่น
- ถ้าทำปฐมพยาบาลถูกต้องแล้ว แต่เลือดยังไหลต่อเนื่องเกิน 20-30 นาที
- เลือดออกมากมายจนซับด้วยกระดาษทิชชู่หลายๆ แผ่น
- มีอาการเวียนศีรษะ มึนงง อ่อนเพลียมาก หน้าซีด
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- เลือดออกจากอวัยวะอื่น เช่น เลือดออกทางปาก ทางทวารหนัก เลือดในปัสสาวะ
- ฟกช้ำง่ายผิดปกติ
- มีไข้สูง
ประวัติการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ถ้าคุณกำลังกินยา วาร์ฟาริน แอสไพริน หรือยาลดการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น และเลือดกำเดาไหลบ่อยหรือหยุดยาก ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจต้องปรับขนาดยา
กรณีอื่นๆ ที่ควรพบแพทย์
- เลือดกำเดาไหลบ่อยมาก - สัปดาห์ละหลายครั้ง
- เลือดกำเดาไหลหลังจากบาดเจ็บที่ศีรษะ - อาจมีกระดูกหัก
- เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 2 ปี) มีเลือดกำเดาไหล
- ผู้สูงอายุ ที่มีเลือดกำเดาไหลบ่อย ควรตรวจหาสาเหตุ
- มีวัตถุแปลกปลอมเข้าไปในจมูก
มั่นใจทุกลมหายใจ ด้วยสุขภาพที่ดีและความคุ้มครองที่ครบถ้วน
การดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ที่เราได้แนะนำไป จะช่วยลดปัญหาเลือดกำเดาไหลได้อย่างเห็นผล การหลีกเลี่ยงเลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร เช่น อาหารเผ็ดจัด อาหารทอด และแอลกอฮอล์ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกันที่สำคัญ
แต่ในบางกรณี แม้เราจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน บางครั้งปัญหาสุขภาพก็อาจเกิดขึ้นได้ นี่คือเหตุผลที่ การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเป็นสิ่งสำคัญมาก การมีประกันสุขภาพที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณและครอบครัวมีความมั่นใจ สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างเต็มที่ และมีชีวิตที่แข็งแรงปลอดภัยในทุกมิติ
หวังว่าบทความนี้จะช่วยตอบคำถามเรื่อง เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร และ เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไรได้อย่างครบถ้วน อย่าลืมดูแลตัวเอง ดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ และถ้าเลือดกำเดาไหลบ่อยหรือผิดปกติ อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์นะ!
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 21/10/68