Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร 02

เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร? เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร?

มีใครเคยเจอปัญหาเลือดกำเดาไหลบ่อยๆ บ้างไหม? บางทีไหลกลางคืน บางทีไหลตอนอากาศแห้ง หรือบางคนก็ไหลบ่อยจนเป็นกังวล ความจริงแล้วเลือดกำเดาไหลเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ แต่ถ้าไหลบ่อยมากจนผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายเรากำลังขาดวิตามินบางชนิด หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ต้องดูแล

วันนี้เราจะมาตอบคำถามว่า เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร และเลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร พร้อมทั้งวิธีป้องกันและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง มาเริ่มกันเลย!


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ




เลือดกำเดาไหลบ่อยคืออะไร? สัญญาณที่ควรรู้

ก่อนจะไปดูว่าเลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินอะไร เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเลือดกำเดาไหลบ่อยคืออะไร

เลือดกำเดาไหล หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า "Epistaxis" เกิดจากเส้นเลือดฝอยในจมูกแตกหรือฉีกขาด ทำให้เลือดไหลออกมาทางรูจมูก ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเส้นเลือดในจมูกอยู่ใกล้ผิวหนังมาก และบางเปราะ

เลือดกำเดาไหลแบ่งเป็น 2 ประเภท

  • เลือดกำเดาไหลส่วนหน้า - เกิดจากเส้นเลือดด้านหน้าของจมูก พบบ่อยที่สุด ประมาณ 90% มักไหลออกมาทางรูจมูก
  • เลือดกำเดาไหลส่วนหลัง - เกิดจากเส้นเลือดด้านหลังของจมูก อันตรายกว่า อาจไหลลงคอ และมักเกิดในผู้สูงอายุ



ความถี่ของเลือดกำเดาไหลที่ถือว่าผิดปกติมีอะไรบ้าง

ถ้าเลือดกำเดาไหลนานๆ ครั้ง เช่น เดือนละครั้ง หรือเกิดจากเหตุผลชัดเจน เช่น โดนกระแทก แคะจมูกแรง ก็ไม่น่ากังวลมาก แต่ถ้า

  • ไหลบ่อยมาก - สัปดาห์ละหลายครั้ง
  • ไหลโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • ไหลมากและนานทุกครั้ง - เกิน 20 นาที
  • มีอาการอื่นร่วมด้วย - เช่น เหนื่อยง่าย เลือดออกจากอวัยวะอื่น ฟกช้ำง่าย

นี่อาจเป็นสัญญาณว่ามีปัญหาสุขภาพที่ต้องดูแล ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม


Shutterstock 2584497399 814x400

สาเหตุหลักของการเกิดเลือดกำเดาไหลบ่อย

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เลือดกำเดาไหลบ่อย มาดูกันทีละหมวดกันเลย


สาเหตุภายนอก

  • อากาศแห้ง ในช่วงหน้าแล้ง หรือในห้องแอร์ที่ความชื้นต่ำ เยื่อบุจมูกจะแห้ง แตกง่าย เลือดก็เลยไหลได้ง่าย
  • แกะจมูก สั่งน้ำมูกแรง ทำให้ความดันในจมูกสูงขึ้น เส้นเลือดแตก
  • การบาดเจ็บ เช่น โดนกระแทกที่จมูก อุบัติเหตุ
  • มลภาวะ ฝุ่น ควัน สารเคมีระคายเคืองทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ


สาเหตุจากสุขภาพ

  • เส้นเลือดฝอยเปราะ บางคนเกิดมามีเส้นเลือดฝอยที่บางกว่าคนอื่น หรือขาดวิตามินบางชนิด ทำให้เส้นเลือดไม่แข็งแรง
  • โรคภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้จมูกมักมีอาการคัดจมูก สั่งน้ำมูกบ่อย เยื่อบุจมูกอักเสบ บวม เลือดไหลง่าย
  • ความดันโลหิตสูง ทำให้เส้นเลือดแตกง่าย ถ้าเลือดกำเดาไหลบ่อยควรตรวจความดัน
  • ติดเชื้อ ไซนัสอักเสบ ทำให้เยื่อบุจมูกบวม แตกง่าย
  • โรคเลือด โรคโลหิตจางบางชนิด โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือเกล็ดเลือดต่ำ


ผลข้างเคียงจากยา

  • ยาลดการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน วาร์ฟาริน)
  • ยาพ่นจมูกใช้บ่อยเกินไป
  • ยาแก้แพ้บางชนิด


ปัจจัยอื่นๆ

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน - ในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือช่วงมีประจำเดือน
  • สูบบุหรี่ - ทำให้เยื่อบุจมูกแห้งและระคายเคือง
  • ดื่มแอลกอฮอล์ - ทำให้เส้นเลือดขยายตัว และเลือดแข็งตัวช้าลง
  • การใช้ยาเสพติด - โคเคน เมทแอมเฟตามีน ทำลายเยื่อบุจมูกอย่างรุนแรง


เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร

เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร?


มาถึงคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัย นั่นคือ เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร วิตามินบางชนิดมีบทบาทสำคัญมากในการรักษาความแข็งแรงของเส้นเลือดและช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ดี


วิตามินซี (Vitamin C): ช่วยเสริมความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย


วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรง ถ้าขาดวิตามินซี เส้นเลือดฝอยจะเปราะบาง แตกง่าย


ควรกินวันละเท่าไหร่?

  • ผู้ใหญ่ควรได้วิตามินซีวันละ 75-90 มก.
  • ถ้ามีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อย อาจเพิ่มเป็น 500 มก. วันละ 2 ครั้ง


อาหารที่มีวิตามินซีสูง:

  • ส้ม มะนาว ส้มโอ เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)
  • ฝรั่ง (สูงมาก)
  • สตรอเบอร์รี บลูเบอร์รี
  • พริกหวาน (โดยเฉพาะพริกหวานสีแดงและเหลือง)
  • มะเขือเทศ
  • บรอกโคลี
  • กะหล่ำปลี


วิตามินเค (Vitamin K): มีส่วนสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด

วิตามินเคเป็นวิตามินที่จำเป็นมากสำหรับการแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามินเค เลือดจะแข็งตัวช้า เลือดกำเดาไหลแล้วหยุดยาก


ควรกินวันละเท่าไหร่?

  • ผู้ใหญ่ชายควรได้ 120 ไมโครกรัม/วัน
  • ผู้ใหญ่หญิงควรได้ 90 ไมโครกรัม/วัน
  • ถ้ามีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อย อาจต้องเสริม 100-200 ไมโครกรัม


อาหารที่มีวิตามินเคสูง:

  • ผักใบเขียว - คะน้า ผักโขม กะหล่ำปลี ผักกาดหอม
  • บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ
  • แอสพารากัส
  • โหระพา ใบโหระพา
  • ถั่วเขียว
  • ไข่แดง
  • ตับสัตว์
  • เนย นมสด


วิตามินอี (Vitamin E): ช่วยซ่อมแซมและลดการอักเสบของเยื่อบุ

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย และลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก


อาหารที่มีวิตามินอี:

  • อัลมอนด์ ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน
  • น้ำมันพืช เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก
  • อะโวคาโด
  • ผักโขม บรอกโคลี
  • กุ้ง ปลา


วิตามินและแร่ธาตุอื่นที่สำคัญ


เหล็ก (Iron)

  • ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดเหล็กจะเป็นโลหิตจาง เลือดกำเดาไหลง่าย
  • อาหารที่มีเหล็ก: เนื้อแดง ตับ ผักใบเขียว ถั่ว


โพแทสเซียม (Potassium)

  • ช่วยควบคุมการไหลเวียนของเลือด
  • อาหารที่มีโพแทสเซียม: กล้วย มะม่วง มันฝรั่ง ผักโขม


วิตามินบี 9 และ บี 12

  • ช่วยสร้างเกล็ดเลือด ถ้าขาดจะทำให้เลือดออกง่าย
  • อาหารที่มีวิตามินบี: ตับ ไข่ นม ผักใบเขียว ถั่ว


สังกะสี (Zinc)

  • ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเพิ่มภูมิคุ้มกัน
  • อาหารที่มีสังกะสี: เนื้อแดง ไก่ ถั่ว เมล็ดฟักทอง


ข้อควรระวังในการกินวิตามินเสริม

  • อย่ากินเกินขนาดที่แนะนำ - วิตามินบางชนิดเกินก็มีผลข้างเคียง
  • ควรปรึกษาแพทย์ก่อน - โดยเฉพาะถ้ากำลังกินยาอื่นอยู่
  • ไม่ควรกินวิตามินเคถ้ากำลังกินยาลดการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) เพราะจะทำให้ยาไม่ได้ผล
  • ควรได้จากอาหารธรรมชาติเป็นหลัก - ดีกว่าอาหารเสริม


วิธีปฐมพยาบาลห้ามเลือดกำเดาไหลที่ถูกต้อง เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร

วิธีปฐมพยาบาลห้ามเลือดกำเดาไหลที่ถูกต้อง

เมื่อเลือดกำเดาไหล สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง มาดูกันว่าทำอย่างไร


ท่าทางที่เหมาะสม

  • นั่งตัวตรง - ไม่ใช่นอน
  • โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย - ให้เลือดไหลออกมาทางจมูก
  • หายใจทางปาก - อย่าพยายามหายใจทางจมูก
  • ห้ามเงยหน้า - จะทำให้เลือดไหลลงคอ อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรือสำลักเลือด
  • ห้ามนอนราบ - เลือดจะไหลลงคอ


วิธีบีบปีกจมูก

  • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบปีกจมูก (ส่วนที่นิ่ม ไม่ใช่โคนจมูก) แน่นๆ
  • บีบไว้นาน 10-15 นาที โดยไม่ปล่อย - อย่าแอบปล่อยดู เพราะจะทำให้เลือดไหลใหม่
  • หายใจทางปาก ขณะบีบจมูก
  • หลัง 10-15 นาที ค่อยๆ ปล่อยมือ - ถ้าเลือดยังไหลให้บีบต่ออีก 10 นาที


ประคบเย็น

  • ใช้ผ้าเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าประคบที่โคนจมูก หรือท้ายทอย
  • จะช่วยให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไหลน้อยลง
  • ห้ามประคบน้ำแข็งโดยตรง ต้องห่อผ้าก่อน


ข้อควรหลีกเลี่ยง


หลังเลือดหยุดแล้ว:

  • ห้ามสั่งน้ำมูกแรง - อย่างน้อย 12 ชั่วโมง
  • ห้ามแคะจมูก - จะทำให้เลือดไหลใหม่
  • ห้ามก้มเงยหน้าแรงๆ
  • หลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก - ยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มร้อนจัด


วิธีปฏิบัติถ้าเลือดยังไม่หยุดไหล

ถ้าทำตามวิธีข้างต้นแล้วเลือดยังไม่หยุด ลองบีบปีกจมูกต่อไปอีก 10-15 นาที ถ้าเลือดไหลมาเกิน 20-30 นาที แล้วยังไม่หยุด ต้องรีบไปพบแพทย์ แต่ถ้าเลือดไหลมากมายจนรู้สึกเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ต้องรีบไปห้องฉุกเฉิน


เคล็ดลับป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลบ่อย เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร

เคล็ดลับป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลบ่อย

การป้องกันดีกว่าการรักษา มาดูวิธีป้องกันเลือดกำเดาไหลกัน

  • รักษาความชุ่มชื้นภายในจมูก ใช้น้ำเกลือพ่นจมูก เพื่อช่วยทำความสะอาดและเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมโดนหน้าตลอดคืน
  • ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (ประมาณ 2 ลิตร)
  • งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงฝุ่นและของระคายเคือง
  • เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินอะไร - อาหารที่มีวิตามินซีสูง
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ - ตรวจความดัน เช็กเลือด
  • ถ้ามีโรคประจำตัว ต้องรักษาให้ดี - เช่น ความดันสูง เบาหวาน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ - ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด



เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร? มีอาหารใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง

นอกจากจะรู้ว่าเลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินอะไรแล้ว เราก็ต้องรู้ด้วยว่า เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร เช่น


อาหารเผ็ดและอาหารร้อนจัด

  • พริก มัสตาร์ด หอม พริกไทย - อาหารเผ็ดทำให้ร่างกาย "ร้อนใน" เส้นเลือดขยายตัว เลือดไหลง่าย
  • อาหารร้อนจัด - ซุป น้ำร้อน ชา กาแฟร้อนจัด ทำให้เส้นเลือดในจมูกขยายตัว
  • ผลไม้ร้อน - ลิ้นจี่ ลำไย ทุเรียน มะม่วง (ถ้ากินมากเกินไป)


อาหารทอด อาหารมันๆ

  • อาหารทอด - ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด
  • อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง - ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ บาดแผลหายช้า
  • ฟาสต์ฟู้ด


เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • แอลกอฮอล์ทำให้เส้นเลือดขยายตัว และเลือดแข็งตัวช้าลง
  • ดื่มแอลกอฮอล์แล้วเลือดกำเดาไหลจะหยุดยากขึ้น
  • ควรหลีกเลี่ยงเบียร์ ไวน์ เหล้า
  • อาหารที่มีเกลือสูง

อาหารเค็มจัด - ทำให้ความดันสูงขึ้น เส้นเลือดแตกง่าย

ควรลดอาหารแปรรูป ของดอง ซอสต่างๆ


ยาและอาหารเสริมบางชนิด

  • แอสไพริน - ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยง เพราะทำให้เลือดแข็งตัวช้า
  • วิตามินอีขนาดสูง - ถ้ากินมากเกินไปอาจทำให้เลือดออกง่าย
  • สมุนไพรบางชนิด - โสม กระเทียม ขิง (ถ้ากินมากมาย) อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด



เลือดกำเดาไหลแบบไหนควรไปพบแพทย์ทันที

  • แม้ว่าส่วนใหญ่เลือดกำเดาไหลจะไม่ร้ายแรง แต่มีบางกรณีที่ต้องรีบไปพบแพทย์ เช่น
  • ถ้าทำปฐมพยาบาลถูกต้องแล้ว แต่เลือดยังไหลต่อเนื่องเกิน 20-30 นาที
  • เลือดออกมากมายจนซับด้วยกระดาษทิชชู่หลายๆ แผ่น
  • มีอาการเวียนศีรษะ มึนงง อ่อนเพลียมาก หน้าซีด
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • เลือดออกจากอวัยวะอื่น เช่น เลือดออกทางปาก ทางทวารหนัก เลือดในปัสสาวะ
  • ฟกช้ำง่ายผิดปกติ
  • มีไข้สูง


ประวัติการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

ถ้าคุณกำลังกินยา วาร์ฟาริน แอสไพริน หรือยาลดการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น และเลือดกำเดาไหลบ่อยหรือหยุดยาก ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจต้องปรับขนาดยา


กรณีอื่นๆ ที่ควรพบแพทย์

  • เลือดกำเดาไหลบ่อยมาก - สัปดาห์ละหลายครั้ง
  • เลือดกำเดาไหลหลังจากบาดเจ็บที่ศีรษะ - อาจมีกระดูกหัก
  • เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 2 ปี) มีเลือดกำเดาไหล
  • ผู้สูงอายุ ที่มีเลือดกำเดาไหลบ่อย ควรตรวจหาสาเหตุ
  • มีวัตถุแปลกปลอมเข้าไปในจมูก



มั่นใจทุกลมหายใจ ด้วยสุขภาพที่ดีและความคุ้มครองที่ครบถ้วน

การดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ที่เราได้แนะนำไป จะช่วยลดปัญหาเลือดกำเดาไหลได้อย่างเห็นผล การหลีกเลี่ยงเลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไร เช่น อาหารเผ็ดจัด อาหารทอด และแอลกอฮอล์ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกันที่สำคัญ

แต่ในบางกรณี แม้เราจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน บางครั้งปัญหาสุขภาพก็อาจเกิดขึ้นได้ นี่คือเหตุผลที่ การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเป็นสิ่งสำคัญมาก การมีประกันสุขภาพที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณและครอบครัวมีความมั่นใจ สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างเต็มที่ และมีชีวิตที่แข็งแรงปลอดภัยในทุกมิติ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยตอบคำถามเรื่อง เลือดกำเดาไหลบ่อยต้องกินวิตามินอะไร และ เลือดกำเดาไหลห้ามกินอะไรได้อย่างครบถ้วน อย่าลืมดูแลตัวเอง ดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ และถ้าเลือดกำเดาไหลบ่อยหรือผิดปกติ อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์นะ!

รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 21/10/68

🔖 MedPark Hospital

🔖 Nakornthon Hospital

🔖 Vimut Hospital

บทความอื่นๆ ที่คุณอาจจะสนใจ