Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

วิธีห้ามเลือดฉุกเฉินกับ 5 เทคนิคปฐมพยาบาลช่วยชีวิตได้จริง 02

วิธีห้ามเลือดฉุกเฉินกับ 5 เทคนิคปฐมพยาบาลช่วยชีวิตได้จริง

เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีเลือดไหล ทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิต การรู้วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้องจึงเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนควรมี ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยในบ้านหรือเหตุการณ์ร้ายแรงกลางแจ้ง บทความนี้จะแนะนำวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ใช้ได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

 

  1. เลือดไหลไม่หยุดทำไง! ต้องตั้งสติ ประเมินอันตรายก่อน
  2. ทำไมต้องรีบห้ามเลือด?
  3. อาการบ่งบอกว่าควรรีบพบแพทย์ทันที
  4. แผลเลือดออกมีกี่ประเภท
  5. 5 วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง ใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน
  6. ขั้นตอนการปฐมพยาบาลอย่างละเอียด
  7. ข้อควรระวังและข้อห้ามสำคัญ
  8. รู้จักภาวะช็อกจากการขาดน้ำหรือเสียเลือด
  9. กรณีใดบ้างที่ต้องรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที
  10. ห้ามเลือดที่ศีรษะหรือใบหน้า ต่างจากส่วนอื่นอย่างไร
  11. ต้องทำแผลหรือทายาเมื่อไร
  12. หากไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลจะทำอย่างไร
  13. สรุปเคล็ดลับปฐมพยาบาลแบบง่าย ๆ ที่จำง่ายและใช้ได้จริง
  14. ห้ามเลือดอย่างปลอดภัย และวางแผนประกันภัยให้ตัวเอง




เลือดไหลไม่หยุดทำไง! ต้องตั้งสติ ประเมินอันตรายก่อน


 เลือดไหลไม่หยุดทำไง! ต้องตั้งสติ ประเมินอันตรายก่อน


เมื่อพบคนที่มีบาดแผลและเลือดไหลไม่หยุดทําไง? สิ่งแรกคือต้องตั้งสติ! การตื่นตระหนกจะทำให้ช่วยเหลือได้ไม่เต็มที่ ควรรีบประเมินความรุนแรงของบาดแผลและปริมาณเลือดที่ออก


ทำไมต้องรีบห้ามเลือด?


การเสียเลือดมากกว่า 40% ของปริมาณเลือดในร่างกาย (ประมาณ 2 ลิตรในผู้ใหญ่) อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ผลข้างเคียงของการเสียเลือดมาก ได้แก่


  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว
  • อวัยวะสำคัญได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  • เกิดภาวะช็อก หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้


อาการบ่งบอกว่าควรรีบพบแพทย์ทันที


  • เลือดพุ่งแรงเป็นจังหวะตามการเต้นของหัวใจ
  • เลือดออกมากจนชุ่มผ้าก๊อซหรือผ้าที่ใช้กดแผลอย่างรวดเร็ว
  • ผู้บาดเจ็บมีอาการซีด เหงื่อแตก หน้ามืด หรือหมดสติ
  • บาดแผลลึกหรือกว้างมากกว่า 1 นิ้ว
  • มีวัตถุแปลกปลอมปักคาในบาดแผล


แผลเลือดออกมีกี่ประเภท


ก่อนจะรู้วิธีห้ามเลือด ควรเข้าใจประเภทของแผลเลือดออกก่อน เพราะแต่ละประเภทต้องจัดการไม่เหมือนกัน


แผลเลือดออกภายนอก


  • เลือดจากหลอดเลือดแดง: มีสีแดงสด พุ่งเป็นจังหวะตามการเต้นของหัวใจ อันตรายมากที่สุด
  • เลือดจากหลอดเลือดดำ: มีสีแดงคล้ำ ไหลออกมาอย่างสม่ำเสมอ
  • เลือดจากหลอดเลือดฝอย: ซึมออกมาช้าๆ พบในแผลถลอกหรือแผลตื้น


แผลเลือดออกภายใน


เป็นภาวะที่เลือดไหลอยู่ภายในร่างกาย มักเกิดจากการกระแทกรุนแรง มีอาการบ่งชี้ ได้แก่:


  • รอยฟกช้ำขนาดใหญ่ที่ขยายตัว
  • ปวดท้องรุนแรง
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ
  • หายใจลำบาก มีอาการช็อก
  • แผลเลือดออกภายในรุนแรงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ไม่สามารถทำการปฐมพยาบาลเองได้



5 วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง ใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน


5 วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง ใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน


อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในชีวิตประจำวัน การรู้จักวิธีห้ามเลือดที่ถูกต้องจึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บ ป้องกันการติดเชื้อ และในกรณีร้ายแรง อาจช่วยชีวิตได้ในยามฉุกเฉิน 


1. การกดบาดแผลโดยตรง


วิธีนี้เป็นวิธีห้ามเลือดที่ใช้ได้ผลดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด


  • ใช้ผ้าสะอาด ผ้าก๊อซ หรือผ้าเช็ดหน้าสะอาดกดลงบนบาดแผลโดยตรง
  • กดแน่นและต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาทีโดยไม่ยกมือออก
  • หากเลือดซึมผ่านผ้าชิ้นแรก ให้วางผ้าชิ้นใหม่ทับบนผ้าเดิม ไม่ควรดึงผ้าเดิมออก


2. การยกอวัยวะที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ


  • ยกแขนหรือขาที่มีบาดแผลให้สูงกว่าระดับหัวใจ
  • วิธีนี้ช่วยลดแรงดันเลือดที่ไหลไปยังบาดแผล
  • ใช้ร่วมกับการกดบาดแผลโดยตรงจะได้ผลดียิ่งขึ้น


3. การพันแผลให้แน่น


  • หลังจากกดแผลจนเลือดหยุดไหลแล้ว ให้พันผ้าก๊อซหรือผ้าพันแผลให้แน่น
  • พันให้แน่นพอที่จะกดบาดแผล แต่ไม่แน่นจนเกินไป
  • ตรวจสอบการไหลเวียนของเลือด โดยกดที่เล็บหรือผิวหนังบริเวณปลายนิ้ว หากกลับมาเป็นสีชมพูช้ากว่า 2 วินาที แสดงว่าพันแน่นเกินไป


4. การกดบนหลอดเลือดใหญ่ 


เหมาะสำหรับแผลที่เลือดออกมากในแขนขา โดยกดบริเวณหลอดเลือดใหญ่เหนือบาดแผล


  • แขน: กดที่เส้นเลือดแดงที่ต้นแขนด้านใน ระหว่างกล้ามเนื้อไบเซปส์และไตรเซปส์
  • ขา: กดที่เส้นเลือดแดงที่ขาหนีบ


5. การใช้สายรัดหรือขันชะเนาะ (ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงๆ)


วิธีนี้ใช้เฉพาะกรณีที่เลือดไหลรุนแรงมากและวิธีอื่นใช้ไม่ได้ผล เช่น กรณีแขนขาขาดหรือบาดเจ็บรุนแรง


  • ใช้ผ้าที่แข็งแรงหรือสายยางรัดเหนือบาดแผล 5-7 ซม.
  • รัดให้แน่นพอที่จะหยุดเลือด
  • จดบันทึกเวลาที่เริ่มรัด และแจ้งบุคลากรทางการแพทย์
  • ไม่ควรคลายสายรัดเอง ควรปล่อยให้แพทย์เป็นผู้ดำเนินการ



ขั้นตอนการห้ามเลือด ปฐมพยาบาลอย่างละเอียด

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลอย่างละเอียด


เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเลือดออก การปฐมพยาบาลที่รวดเร็วและถูกวิธีอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการบาดเจ็บเล็กน้อยกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การรู้ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ


เตรียมอุปกรณ์และล้างมือ


  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลล้างมือหากทำได้
  • สวมถุงมือยางหากมี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • เตรียมผ้าสะอาด ผ้าก๊อซ หรือผ้าเช็ดหน้าสำหรับห้ามเลือด


กดแผล/พันแผลตามตำแหน่ง


  • กดบาดแผลโดยตรงด้วยผ้าสะอาด
  • กดต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที
  • ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจหากทำได้
  • เมื่อเลือดหยุดไหล พันแผลด้วยผ้าพันแผลให้แน่นพอดี


สังเกตการไหลเวียนของเลือดหลังพันแผล


  • ตรวจสอบชีพจรบริเวณปลายแขนหรือขาที่บาดเจ็บ
  • สังเกตอาการชา เย็น หรือเขียวคล้ำบริเวณปลายนิ้ว
  • หากพบอาการผิดปกติ ให้คลายผ้าพันแผลเล็กน้อย


ข้อควรระวังและข้อห้ามสำคัญ


ในขณะที่การปฐมพยาบาลสามารถช่วยชีวิตได้ การกระทำบางอย่างกลับอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง โดยความผิดพลาดที่พบบ่อยได้แก่


ห้ามเปิดดูแผลระหว่างกดทับ

การยกผ้าขึ้นดูแผลระหว่างการกดจะทำให้ลิ่มเลือดที่กำลังก่อตัวหลุดออก ทำให้เลือดไหลอีกครั้ง


รัดหรือพันแผลแรงไปเกิดผลเสีย

การรัดแน่นเกินไปอาจทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือด เกิดการตายของเนื้อเยื่อ และอาจต้องตัดอวัยวะในที่สุด


ห้ามให้คนเจ็บกินน้ำหรืออาหาร

หากผู้บาดเจ็บมีอาการรุนแรงหรือเสียเลือดมาก ไม่ควรให้กินอาหารหรือดื่มน้ำ เนื่องจากอาจต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน


ใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์แทนมือเปล่า

ควรใช้ถุงมือยางหรือวัสดุที่สะอาด เช่น ถุงพลาสติก แทนการสัมผัสเลือดโดยตรง เพื่อป้องกันการติดเชื้อทั้งสองฝ่าย


รู้จักภาวะช็อกจากการขาดน้ำหรือเสียเลือด


ภาวะช็อกเป็นภาวะอันตรายที่เกิดเมื่อร่างกายขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ สังเกตได้จาก


  • ผิวซีด เย็น และชื้น
  • หายใจเร็วและตื้น
  • ชีพจรเร็วและเบา
  • กระสับกระส่าย สับสน หรือซึม
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หากพบอาการเหล่านี้ ให้
  • จัดให้นอนราบ ยกเท้าสูง 30 ซม. (ยกเว้นกรณีสงสัยกระดูกขาหัก)
  • ห่มผ้าให้อบอุ่น
  • รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที


กรณีใดบ้างที่ต้องรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที


  • เลือดไหลไม่หยุดทําไง ในกรณีต่อไปนี้? ควรโทร 1669 เพื่อเรียกรถพยาบาลทันที
  • เลือดออกหยุดไม่ได้แม้ทำตามวิธีข้างต้น
  • เลือดพุ่งแรงเป็นจังหวะ (เลือดจากหลอดเลือดแดง)
  • แขนขาขาดหรือบาดเจ็บรุนแรง
  • เลือดออกจากศีรษะ หู จมูก หรือปากอย่างรุนแรง
  • บาดแผลทะลุเข้าช่องอก ช่องท้อง หรือมีอวัยวะภายในโผล่ออกมา
  • ผู้บาดเจ็บมีอาการช็อก หมดสติ หรือซึม



ห้ามเลือดที่ศีรษะ-ใบหน้า ต่างจากส่วนอื่นอย่างไร


ห้ามเลือดที่ศีรษะหรือใบหน้า ต่างจากส่วนอื่นอย่างไร


บาดแผลที่ศีรษะและใบหน้ามักเลือดออกมากกว่าบริเวณอื่น เนื่องจากมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก แต่มีข้อควรระวังพิเศษ


  • ใช้การกดแผลโดยตรงแต่กดเบากว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณขมับหรือกระบอกตา
  • ไม่ควรกดแรงหากสงสัยว่ากะโหลกร้าว
  • กรณีมีเลือดไหลออกจากหู จมูก ห้ามอุดหรือสอดสิ่งใดเข้าไป ให้จัดท่านอนตะแคงข้างที่มีเลือดออกลง
  • สำหรับเลือดกำเดาไหล ให้นั่งตัวตรง ก้มหน้าเล็กน้อย และใช้นิ้วบีบจมูกส่วนนิ่มประมาณ 10 นาที


ต้องทำแผลหรือทายาเมื่อไร


การทำแผลและทายาควรทำหลังจากห้ามเลือดได้สำเร็จแล้วเท่านั้น


  • ทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล
  • ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
  • ทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน หรือเบตาดีน
  • ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด และพันให้แน่นพอดี
  • เปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวันหรือเมื่อเปียกชื้น


หากไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลจะทำอย่างไร


ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาล


  • ใช้เสื้อผ้าสะอาด ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าขนหนูแทนผ้าก๊อซ
  • ใช้เข็มขัด เน็คไท หรือถุงเท้ายาวแทนสายรัด (ในกรณีฉุกเฉินจริงๆ)
  • ใช้ไม้หรือวัสดุแข็งพันด้วยผ้านุ่มเป็นเฝือกชั่วคราว
  • ใช้ถุงพลาสติกสะอาดแทนถุงมือ


สรุปเคล็ดลับปฐมพยาบาลแบบง่าย ๆ ที่จำง่ายและใช้ได้จริง


การปฐมพยาบาลเบื้องต้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องจำง่ายและนำไปใช้ได้จริงในยามฉุกเฉิน โดยมีหลักการ "กด-พัน-ยก" เป็นเทคนิคห้ามเลือดพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูง เริ่มจากการกดบาดแผลโดยตรงด้วยผ้าสะอาดอย่างน้อย 15 นาทีโดยไม่ยกออกดูระหว่างกด หลังจากเลือดหยุดแล้วจึงพันแผลให้แน่นพอดี ไม่แน่นเกินไปจนเนื้อเยื่อขาดเลือด และพยายามยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อลดแรงดันเลือด 


เทคนิคจำง่ายอีกข้อคือ "4 ไม่" คือ ไม่ตื่นตระหนก ไม่เปิดดูแผลบ่อย ไม่รัดแน่นเกินไป และไม่ละเลยอาการผิดปกติ อย่างอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือซีด ซึ่งอาจบ่งชี้ภาวะช็อก นอกจากนี้ ควรจดจำเบอร์ฉุกเฉิน 1669 และโทรขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อพบบาดแผลรุนแรงหรือเลือดออกมาก การรู้จักสังเกตอาการผิดปกติและประเมินความรุนแรงของสถานการณ์เป็นทักษะสำคัญไม่แพ้การรู้เทคนิคห้ามเลือด การเตรียมพร้อมด้วยความรู้พื้นฐานเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตคนได้อย่างไม่น่าเชื่อในวันที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน


ห้ามเลือดอย่างปลอดภัย และวางแผนประกันภัยให้ตัวเอง

ห้ามเลือดอย่างปลอดภัย และวางแผนประกันภัยให้ตัวเอง 


ทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างการห้ามเลือดเป็นความรู้ที่ทุกคนควรมี เพราะสามารถช่วยชีวิตคนได้ในยามฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเองหรือคนรอบข้าง การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ

 

นอกจากความรู้ด้านการปฐมพยาบาลแล้ว การมีประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลจากเมืองไทยประกันชีวิตยังเป็นอีกหนึ่งการเตรียมพร้อมที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวมีความอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด  24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 20/08/68

🔖รพ.ราชธานี

🔖รพ.จุฬาลงกรณ์

🔖รพ.วิมุต

บทความน่าสนใจ