วิธีห้ามเลือดฉุกเฉินกับ 5 เทคนิคปฐมพยาบาลช่วยชีวิตได้จริง
เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีเลือดไหล ทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิต การรู้วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้องจึงเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนควรมี ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยในบ้านหรือเหตุการณ์ร้ายแรงกลางแจ้ง บทความนี้จะแนะนำวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ใช้ได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- เลือดไหลไม่หยุดทำไง! ต้องตั้งสติ ประเมินอันตรายก่อน
- ทำไมต้องรีบห้ามเลือด?
- อาการบ่งบอกว่าควรรีบพบแพทย์ทันที
- แผลเลือดออกมีกี่ประเภท
- 5 วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง ใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน
- ขั้นตอนการปฐมพยาบาลอย่างละเอียด
- ข้อควรระวังและข้อห้ามสำคัญ
- รู้จักภาวะช็อกจากการขาดน้ำหรือเสียเลือด
- กรณีใดบ้างที่ต้องรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที
- ห้ามเลือดที่ศีรษะหรือใบหน้า ต่างจากส่วนอื่นอย่างไร
- ต้องทำแผลหรือทายาเมื่อไร
- หากไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลจะทำอย่างไร
- สรุปเคล็ดลับปฐมพยาบาลแบบง่าย ๆ ที่จำง่ายและใช้ได้จริง
- ห้ามเลือดอย่างปลอดภัย และวางแผนประกันภัยให้ตัวเอง

เลือดไหลไม่หยุดทำไง! ต้องตั้งสติ ประเมินอันตรายก่อน
เมื่อพบคนที่มีบาดแผลและเลือดไหลไม่หยุดทําไง? สิ่งแรกคือต้องตั้งสติ! การตื่นตระหนกจะทำให้ช่วยเหลือได้ไม่เต็มที่ ควรรีบประเมินความรุนแรงของบาดแผลและปริมาณเลือดที่ออก
ทำไมต้องรีบห้ามเลือด?
การเสียเลือดมากกว่า 40% ของปริมาณเลือดในร่างกาย (ประมาณ 2 ลิตรในผู้ใหญ่) อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ผลข้างเคียงของการเสียเลือดมาก ได้แก่
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว
- อวัยวะสำคัญได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- เกิดภาวะช็อก หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้
อาการบ่งบอกว่าควรรีบพบแพทย์ทันที
- เลือดพุ่งแรงเป็นจังหวะตามการเต้นของหัวใจ
- เลือดออกมากจนชุ่มผ้าก๊อซหรือผ้าที่ใช้กดแผลอย่างรวดเร็ว
- ผู้บาดเจ็บมีอาการซีด เหงื่อแตก หน้ามืด หรือหมดสติ
- บาดแผลลึกหรือกว้างมากกว่า 1 นิ้ว
- มีวัตถุแปลกปลอมปักคาในบาดแผล
แผลเลือดออกมีกี่ประเภท
ก่อนจะรู้วิธีห้ามเลือด ควรเข้าใจประเภทของแผลเลือดออกก่อน เพราะแต่ละประเภทต้องจัดการไม่เหมือนกัน
แผลเลือดออกภายนอก
- เลือดจากหลอดเลือดแดง: มีสีแดงสด พุ่งเป็นจังหวะตามการเต้นของหัวใจ อันตรายมากที่สุด
- เลือดจากหลอดเลือดดำ: มีสีแดงคล้ำ ไหลออกมาอย่างสม่ำเสมอ
- เลือดจากหลอดเลือดฝอย: ซึมออกมาช้าๆ พบในแผลถลอกหรือแผลตื้น
แผลเลือดออกภายใน
เป็นภาวะที่เลือดไหลอยู่ภายในร่างกาย มักเกิดจากการกระแทกรุนแรง มีอาการบ่งชี้ ได้แก่:
- รอยฟกช้ำขนาดใหญ่ที่ขยายตัว
- ปวดท้องรุนแรง
- อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ
- หายใจลำบาก มีอาการช็อก
- แผลเลือดออกภายในรุนแรงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ไม่สามารถทำการปฐมพยาบาลเองได้

5 วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง ใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน
อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในชีวิตประจำวัน การรู้จักวิธีห้ามเลือดที่ถูกต้องจึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บ ป้องกันการติดเชื้อ และในกรณีร้ายแรง อาจช่วยชีวิตได้ในยามฉุกเฉิน
1. การกดบาดแผลโดยตรง
วิธีนี้เป็นวิธีห้ามเลือดที่ใช้ได้ผลดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด
- ใช้ผ้าสะอาด ผ้าก๊อซ หรือผ้าเช็ดหน้าสะอาดกดลงบนบาดแผลโดยตรง
- กดแน่นและต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาทีโดยไม่ยกมือออก
- หากเลือดซึมผ่านผ้าชิ้นแรก ให้วางผ้าชิ้นใหม่ทับบนผ้าเดิม ไม่ควรดึงผ้าเดิมออก
2. การยกอวัยวะที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ
- ยกแขนหรือขาที่มีบาดแผลให้สูงกว่าระดับหัวใจ
- วิธีนี้ช่วยลดแรงดันเลือดที่ไหลไปยังบาดแผล
- ใช้ร่วมกับการกดบาดแผลโดยตรงจะได้ผลดียิ่งขึ้น
3. การพันแผลให้แน่น
- หลังจากกดแผลจนเลือดหยุดไหลแล้ว ให้พันผ้าก๊อซหรือผ้าพันแผลให้แน่น
- พันให้แน่นพอที่จะกดบาดแผล แต่ไม่แน่นจนเกินไป
- ตรวจสอบการไหลเวียนของเลือด โดยกดที่เล็บหรือผิวหนังบริเวณปลายนิ้ว หากกลับมาเป็นสีชมพูช้ากว่า 2 วินาที แสดงว่าพันแน่นเกินไป
4. การกดบนหลอดเลือดใหญ่
เหมาะสำหรับแผลที่เลือดออกมากในแขนขา โดยกดบริเวณหลอดเลือดใหญ่เหนือบาดแผล
- แขน: กดที่เส้นเลือดแดงที่ต้นแขนด้านใน ระหว่างกล้ามเนื้อไบเซปส์และไตรเซปส์
- ขา: กดที่เส้นเลือดแดงที่ขาหนีบ
5. การใช้สายรัดหรือขันชะเนาะ (ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงๆ)
วิธีนี้ใช้เฉพาะกรณีที่เลือดไหลรุนแรงมากและวิธีอื่นใช้ไม่ได้ผล เช่น กรณีแขนขาขาดหรือบาดเจ็บรุนแรง
- ใช้ผ้าที่แข็งแรงหรือสายยางรัดเหนือบาดแผล 5-7 ซม.
- รัดให้แน่นพอที่จะหยุดเลือด
- จดบันทึกเวลาที่เริ่มรัด และแจ้งบุคลากรทางการแพทย์
- ไม่ควรคลายสายรัดเอง ควรปล่อยให้แพทย์เป็นผู้ดำเนินการ

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลอย่างละเอียด
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเลือดออก การปฐมพยาบาลที่รวดเร็วและถูกวิธีอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการบาดเจ็บเล็กน้อยกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การรู้ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
เตรียมอุปกรณ์และล้างมือ
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลล้างมือหากทำได้
- สวมถุงมือยางหากมี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- เตรียมผ้าสะอาด ผ้าก๊อซ หรือผ้าเช็ดหน้าสำหรับห้ามเลือด
กดแผล/พันแผลตามตำแหน่ง
- กดบาดแผลโดยตรงด้วยผ้าสะอาด
- กดต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที
- ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจหากทำได้
- เมื่อเลือดหยุดไหล พันแผลด้วยผ้าพันแผลให้แน่นพอดี
สังเกตการไหลเวียนของเลือดหลังพันแผล
- ตรวจสอบชีพจรบริเวณปลายแขนหรือขาที่บาดเจ็บ
- สังเกตอาการชา เย็น หรือเขียวคล้ำบริเวณปลายนิ้ว
- หากพบอาการผิดปกติ ให้คลายผ้าพันแผลเล็กน้อย
ข้อควรระวังและข้อห้ามสำคัญ
ในขณะที่การปฐมพยาบาลสามารถช่วยชีวิตได้ การกระทำบางอย่างกลับอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง โดยความผิดพลาดที่พบบ่อยได้แก่
ห้ามเปิดดูแผลระหว่างกดทับ
การยกผ้าขึ้นดูแผลระหว่างการกดจะทำให้ลิ่มเลือดที่กำลังก่อตัวหลุดออก ทำให้เลือดไหลอีกครั้ง
รัดหรือพันแผลแรงไปเกิดผลเสีย
การรัดแน่นเกินไปอาจทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือด เกิดการตายของเนื้อเยื่อ และอาจต้องตัดอวัยวะในที่สุด
ห้ามให้คนเจ็บกินน้ำหรืออาหาร
หากผู้บาดเจ็บมีอาการรุนแรงหรือเสียเลือดมาก ไม่ควรให้กินอาหารหรือดื่มน้ำ เนื่องจากอาจต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน
ใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์แทนมือเปล่า
ควรใช้ถุงมือยางหรือวัสดุที่สะอาด เช่น ถุงพลาสติก แทนการสัมผัสเลือดโดยตรง เพื่อป้องกันการติดเชื้อทั้งสองฝ่าย
รู้จักภาวะช็อกจากการขาดน้ำหรือเสียเลือด
ภาวะช็อกเป็นภาวะอันตรายที่เกิดเมื่อร่างกายขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ สังเกตได้จาก
- ผิวซีด เย็น และชื้น
- หายใจเร็วและตื้น
- ชีพจรเร็วและเบา
- กระสับกระส่าย สับสน หรือซึม
- ความดันโลหิตต่ำ
- หากพบอาการเหล่านี้ ให้
- จัดให้นอนราบ ยกเท้าสูง 30 ซม. (ยกเว้นกรณีสงสัยกระดูกขาหัก)
- ห่มผ้าให้อบอุ่น
- รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
กรณีใดบ้างที่ต้องรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที
- เลือดไหลไม่หยุดทําไง ในกรณีต่อไปนี้? ควรโทร 1669 เพื่อเรียกรถพยาบาลทันที
- เลือดออกหยุดไม่ได้แม้ทำตามวิธีข้างต้น
- เลือดพุ่งแรงเป็นจังหวะ (เลือดจากหลอดเลือดแดง)
- แขนขาขาดหรือบาดเจ็บรุนแรง
- เลือดออกจากศีรษะ หู จมูก หรือปากอย่างรุนแรง
- บาดแผลทะลุเข้าช่องอก ช่องท้อง หรือมีอวัยวะภายในโผล่ออกมา
- ผู้บาดเจ็บมีอาการช็อก หมดสติ หรือซึม

ห้ามเลือดที่ศีรษะหรือใบหน้า ต่างจากส่วนอื่นอย่างไร
บาดแผลที่ศีรษะและใบหน้ามักเลือดออกมากกว่าบริเวณอื่น เนื่องจากมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก แต่มีข้อควรระวังพิเศษ
- ใช้การกดแผลโดยตรงแต่กดเบากว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณขมับหรือกระบอกตา
- ไม่ควรกดแรงหากสงสัยว่ากะโหลกร้าว
- กรณีมีเลือดไหลออกจากหู จมูก ห้ามอุดหรือสอดสิ่งใดเข้าไป ให้จัดท่านอนตะแคงข้างที่มีเลือดออกลง
- สำหรับเลือดกำเดาไหล ให้นั่งตัวตรง ก้มหน้าเล็กน้อย และใช้นิ้วบีบจมูกส่วนนิ่มประมาณ 10 นาที
ต้องทำแผลหรือทายาเมื่อไร
การทำแผลและทายาควรทำหลังจากห้ามเลือดได้สำเร็จแล้วเท่านั้น
- ทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล
- ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
- ทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน หรือเบตาดีน
- ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด และพันให้แน่นพอดี
- เปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวันหรือเมื่อเปียกชื้น
หากไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลจะทำอย่างไร
ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
- ใช้เสื้อผ้าสะอาด ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าขนหนูแทนผ้าก๊อซ
- ใช้เข็มขัด เน็คไท หรือถุงเท้ายาวแทนสายรัด (ในกรณีฉุกเฉินจริงๆ)
- ใช้ไม้หรือวัสดุแข็งพันด้วยผ้านุ่มเป็นเฝือกชั่วคราว
- ใช้ถุงพลาสติกสะอาดแทนถุงมือ
สรุปเคล็ดลับปฐมพยาบาลแบบง่าย ๆ ที่จำง่ายและใช้ได้จริง
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องจำง่ายและนำไปใช้ได้จริงในยามฉุกเฉิน โดยมีหลักการ "กด-พัน-ยก" เป็นเทคนิคห้ามเลือดพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูง เริ่มจากการกดบาดแผลโดยตรงด้วยผ้าสะอาดอย่างน้อย 15 นาทีโดยไม่ยกออกดูระหว่างกด หลังจากเลือดหยุดแล้วจึงพันแผลให้แน่นพอดี ไม่แน่นเกินไปจนเนื้อเยื่อขาดเลือด และพยายามยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อลดแรงดันเลือด
เทคนิคจำง่ายอีกข้อคือ "4 ไม่" คือ ไม่ตื่นตระหนก ไม่เปิดดูแผลบ่อย ไม่รัดแน่นเกินไป และไม่ละเลยอาการผิดปกติ อย่างอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือซีด ซึ่งอาจบ่งชี้ภาวะช็อก นอกจากนี้ ควรจดจำเบอร์ฉุกเฉิน 1669 และโทรขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อพบบาดแผลรุนแรงหรือเลือดออกมาก การรู้จักสังเกตอาการผิดปกติและประเมินความรุนแรงของสถานการณ์เป็นทักษะสำคัญไม่แพ้การรู้เทคนิคห้ามเลือด การเตรียมพร้อมด้วยความรู้พื้นฐานเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตคนได้อย่างไม่น่าเชื่อในวันที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ห้ามเลือดอย่างปลอดภัย และวางแผนประกันภัยให้ตัวเอง
ทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างการห้ามเลือดเป็นความรู้ที่ทุกคนควรมี เพราะสามารถช่วยชีวิตคนได้ในยามฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเองหรือคนรอบข้าง การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากความรู้ด้านการปฐมพยาบาลแล้ว การมีประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลจากเมืองไทยประกันชีวิตยังเป็นอีกหนึ่งการเตรียมพร้อมที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวมีความอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 20/08/68