Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ? สรุปเกณฑ์เสียภาษีที่ทุกคนควรรู้

รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ? สรุปเกณฑ์เสียภาษีที่ทุกคนควรรู้

คนวัยทำงานกับการเสียภาษีเป็นของคู่กัน แต่หลายคนกลับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ารายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ทำให้เมื่อถึงเวลาต้องเสียภาษีแล้ว กลับไม่ได้ชำระภาษี และถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง บทความนี้จะพาทุกคนมาหาคำตอบกันว่าเงินเดือนเท่าไหร่เสียภาษี และการเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา คืออะไร


Key Takeaways

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บกับบุคคลทั่วไปที่มีรายได้สุทธิถึงฐานภาษีในช่วงที่กำหนด โดยกรมสรรพากรจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีเป็นรายปี
  • รายได้สุทธิต่อปี 150,000 บาทขึ้นไป จะเริ่มเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 5%
  • เงินได้สุทธิ คือ รายได้ทั้งปีของผู้เสียภาษีหลังจากหักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายแล้ว
  • ค่าลดหย่อนภาษีที่ใช้ได้ประกอบไปด้วย 1. ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล 2. ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน 3. ค่าลดหย่อนการบริจาค และ 4. ค่าลดหย่อนตามมาตรการภาครัฐ


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ



ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืออะไร?


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืออะไร?


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บกับบุคคลทั่วไปที่มีรายได้สุทธิถึงฐานภาษีในช่วงที่กำหนด โดยกรมสรรพากรจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีเป็นรายปี เพื่อนำเงินภาษีที่ได้นี้ไปใช้ในการพัฒนาประเทศ และจัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีควรศึกษาว่ารายได้เท่าไหร่ ต้องเสียภาษี เพื่อวางแผนลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย


รายได้เท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี ตามกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


หลายคนสงสัยว่ารายได้เท่าไหร่ ต้องเสียภาษี? โดยตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีรายได้สุทธิต่อปี 150,000 บาทขึ้นไป จะต้องเริ่มเสียภาษีบุคคลธรรมดา และจะเริ่มเสียภาษีมากขึ้นตามระดับรายได้ในตารางบันไดภาษี ซึ่งตารางภาษีที่กรมสรรพากรกำหนดมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


รายได้สุทธิต่อปี (บาท) อัตราภาษี
0 - 150,000 ยกเว้นภาษี
150,001 - 300,000 5%
300,001 - 500,000 10%
500,001 - 750,000 15%
750,001 - 1,000,000 20%
1,000,001 - 2,000,000 25%
2,000,001 - 5,000,000 30%
5,000,001 ขึ้นไป 35%


วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดอย่างไร?

หลังจากได้ข้อมูลกันไปแล้วว่ารายได้เท่าไหร่ ต้องเสียภาษีจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แสดงในตารางภาษีข้างต้น ซึ่งการทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้เราวางแผนเสียภาษีบุคคลธรรมดาได้อย่างถูกต้อง


สูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ × อัตราภาษีตามขั้นบันได = เงินภาษีที่ต้องจ่าย

เงินได้สุทธิ คือ รายได้ทั้งปีของผู้เสียภาษีหลังจากหักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายแล้ว


ตัวอย่างเช่น นาย B สถานภาพโสด มีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ทำ ประกันสุขภาพเหมาจ่าย โดยเสียค่าเบี้ยประกันทั้งปีที่ 10,000 บาท ในกรณีนี้เงินได้สุทธิของนาย B จะต้องถูกหักด้วยค่าใช้จ่ายสูงสุด 100,000 บาท พร้อมกับค่าลดหย่อนอีก 2 ส่วน ได้แก่ 1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และ 2. ค่าลดหย่อนเบี้ย ประกันสุขภาพ ดังนั้นเงินได้สุทธิของนาย B จะเท่ากับ 30,000 × 12 เดือน - 100,000 บาท - 60,000 บาท - 10,000 บาท = 190,000 บาท


หลังจากคำนวณเงินได้สุทธิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำเงินได้สุทธิไปเทียบกับตารางภาษี ซึ่งจะพบว่าเงินได้สุทธิของนาย B อยู่ในช่วง 150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5% ดังนั้นนาย B จะต้องเสียภาษีเท่ากับ 190,000 - 150,000 (หักด้วยอัตราภาษีชั้นแรก) = 40,000 บาท และ 40,000 × 5% = 2,000 บาท



ค่าลดหย่อนภาษีที่ใช้ได้มีอะไรบ้าง


ค่าลดหย่อนภาษีที่ใช้ได้มีอะไรบ้าง


นอกจากวัยทำงานควรทำความเข้าใจว่ารายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือ ค่าลดหย่อน เพราะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เราเสียภาษีลดลง โดยค่าลดหย่อนที่ใช้ได้กับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ลดหย่อนส่วนบุคคลและครอบครัว

ค่าลดหย่อนส่วนตัว คือ ค่าลดหย่อนที่ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับโดยอัตโนมัติ แต่จะได้รับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานภาพของบุคคลนั้น ๆ

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว : ผู้มีเงินได้ทุกคนจะได้รับสิทธิหักลดหย่อนพื้นฐานคนละ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร : คนละ 30,000 บาท แต่ถ้าเป็นบุตรคนที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 จะได้คนละ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส : 60,000 บาท ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้
  • ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา : 30,000 บาทต่อคน สำหรับบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
  • ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร : หักตามค่าใช้จ่ายจริงที่จ่ายให้สถานพยาบาล แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อครั้ง
  • ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ : 60,000 บาทต่อคน โดยจะใช้สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการเลี้ยงดูผู้พิการ หรือทุพพลภาพ


ลดหย่อนด้วยประกันและการลงทุน

สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่อปีสูง ฐานภาษีก็จะสูงตามไปด้วย ทำให้ต้องใช้สิทธิ์ลดหย่อนด้วยประกันและการลงทุนเพิ่มเติม

  • เบี้ยประกันชีวิต: ลดหย่อนได้ตามเบี้ยที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท (ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป)
  • ประกันสุขภาพ: ลดหย่อนได้ตามเบี้ยที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท เมื่อรวมกับประกันชีวิตแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันสุขภาพบิดามารดา: ลดหย่อนได้ตามเบี้ยที่จ่ายจริง สูงสุด 15,000 บาท
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ: ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • ประกันสังคม : สูงสุด 9,000 บาท
  • เงินลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม : สูงสุด 100,000 บาท
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้
  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน : ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้
  • กบข. : ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.): ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท

โดยที่ประกันชีวิตแบบบำนาญ, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข./กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) รวมกันแล้วจะลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท


ลดหย่อนด้วยการบริจาค

หลังจากทราบแล้วว่าเงินเดือนเท่าไหร่ถึงเสียภาษี ? และต้องการเสียภาษีให้ลดลง การลดหย่อนภาษีด้วยการบริจาคก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน

  • เงินบริจาคให้แก่พรรคการเมือง : สูงสุด 10,000 บาท
  • เงินบริจาคโรงพยาบาลรัฐ : ลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
  • เงินบริจาคทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน


ลดหย่อนตามมาตรการรัฐ

หากรู้ว่าเงินเดือนเข้าบัญชีเท่าไหร่ ? ถึงเสียภาษีแล้ว ถ้าอยากเสียภาษีให้ลดลง หลายคนเลือกใช้มาตรการภาครัฐ เพื่อเพิ่มสิทธิ์ในการลดหย่อนเพิ่มเติม

  • ค่าลดหย่อนการสนับสนุนงานศิลปะ : สูงสุด 100,000 บาท โดยต้องซื้องานศิลปะตั้งแต่ 1 ม.ค. 68 - 31 ธ.ค. 70
  • ดอกเบี้ยสำหรับซื้อที่อยู่อาศัย : ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท



วิธีวางแผนภาษีให้จ่ายน้อยลงอย่างถูกกฎหมาย


วิธีวางแผนภาษีให้จ่ายน้อยลงอย่างถูกกฎหมาย


ถึงแม้ว่าหลายคนจะรู้แล้วว่ารายได้เท่าไหร่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่แล้วก็ตาม แต่ไม่รู้ว่าการทำให้จ่ายอัตราภาษีที่น้อยลงจะต้องทำอย่างไร? ซึ่งแนวทางดังต่อไปนี้จะช่วยให้จ่ายภาษีได้น้อยลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

  • ใช้สิทธิ์ลดหย่อนพื้นฐานให้ครบถ้วน : ทุกคนต่างมีสิทธิ์ลดหย่อนขั้นพื้นฐานเริ่มต้นของตนเองคือ 60,000 บาท และสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนเพิ่มเติมอีกได้ หากมีครอบครัวที่ต้องดูแล
  • เลือกหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม : การหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามี 2 แบบหลัก ๆ คือ 1. หักแบบเหมา (สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) และ 2. หักค่าใช้จ่ายตามจริง ซึ่งแต่ละประเภทส่งผลต่อเงินได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายแตกต่างกัน ทำให้ต้องสำรวจว่าลักษณะรายได้ของคุณเหมาะสมกับการหักค่าใช้จ่ายแบบใด
  • ลงทุนและซื้อประกันเพิ่มเติม : หากมีรายได้ต่อเดือนสูง ทำให้ต้องเสียภาษีต่อปีจำนวนมาก ก็ควรวางแผนซื้อประกันสุขภาพ ประกันบำนาญ หรือลงทุนในกองทุน ESG เพื่อให้เราได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีมากยิ่งขึ้น


รายได้เท่าไหร่ ต้องเสียภาษี? รู้แล้ววางแผนการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง

หวังว่าทุกคนคงได้คำตอบกันไปแล้วว่ารายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ? ซึ่งการที่เราจะเสียภาษีมาก หรือเสียภาษีน้อยลง ขึ้นอยู่กับรายได้เป็นหลัก หากรายได้ต่อเดือนสูง อัตราภาษีที่เสียก็จะยิ่งมากขึ้นตามลักษณะการคิดภาษีแบบขั้นบันได ดังนั้นหากต้องการจ่ายภาษีให้ลดลง ก็ควรวางแผนลดหย่อนภาษีโดยการซื้อผลิตภัณฑ์ประกัน ผลิตภัณฑ์การลงทุน ฯลฯ และศึกษาการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม


เมืองไทยประกันชีวิต พร้อมเป็นตัวช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้ง่าย ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ ประกันชีวิต เมืองไทยเฟล็กซี่ โพรเทคชั่น ซื้อ 1 ได้ถึง 2 ครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพ ครบจบในกรมธรรม์เดียว ปรับวงเงินได้ตามใจ เปลี่ยนวงเงินคุ้มครองชีวิตให้กลายเป็นวงเงินค่ารักษาพยาบาลได้ง่าย ๆ ในวัยเกษียณ เบี้ยคงที่ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ และลดหย่อนภาษีได้เต็มก้อนสูงสุด 100,000 บาทต่อปี


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร. 1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ Facebook : Muang Thai Life
☑️ @muangthailife

A: รายได้ 1.8 ล้านบาท เป็นเกณฑ์สำหรับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขึ้นอยู่กับประเภทรายได้ หากเป็นคนโสดและมีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี หรือเป็นฟรีแลนซ์/อาชีพอิสระที่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี จะต้องยื่นภาษี

บทความน่าสนใจ