ภาษีมรดกเสียเท่าไหร่ ทรัพย์สินไหนต้องเสีย พร้อมวิธีคำนวณที่ถูกต้อง
การเข้าใจภาษี ก้าวแรกสู่การวางแผนทางการเงินที่ดี เพราะการเรียนรู้เรื่องภาษีถือเป็นความรู้พื้นฐานที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรมี ไม่ใช่แค่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีโรงเรือนที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ยังรวมถึงภาษีมรดกด้วย ซึ่งเป็นประเภทภาษีที่คนจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจหรือมองข้ามไป
ความเข้าใจในเรื่องภาษีมรดกมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สิน เพราะจะช่วยในการวางแผนจัดการทรัพย์สินให้เหมาะสม ลดภาระภาษีที่ไม่จำเป็น และสามารถส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้รับมรดกได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยไม่ต้องสูญเสียเงินไปกับการเสียภาษีจำนวนมาก ดังนั้นไปดูกันเลยว่าภาษีมรดก สำคัญอย่างไรในบทความนี้กันเลย
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ภาษีมรดก คืออะไร?
- ตารางอัตราภาษีมรดก
- ประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง?
- กรณีใดบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก
- กรณีใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีมรดก
- ตารางสรุปรายละเอียด การเสียภาษีมรดก
- ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก
- ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์?
- การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก
- วิธีการคำนวณภาษีมรดก
- วิธีการยื่นภาษีมรดก
- เทคนิคการวางแผนภาษีมรดก มีอะไรบ้าง?
- กรณีที่ไม่สามารถจ่ายภาษีเต็มจำนวนได้ สามารถผ่อนจ่ายได้ไหม
- การเรียกคืนภาษีมรดก
- บทลงโทษกรณีหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีมรดก
- ภาษีมรดก วางแผนให้ดีเพื่อครอบครัวที่มั่นคง
- วางแผนอนาคตด้วย Shield Life

ภาษีมรดก คืออะไร?
ภาษีมรดก คือ ภาษีส่วนบุคคลที่จะถูกเรียกเก็บเมื่อมรดกจากผู้ตายถูกส่งต่อให้แก่บุพการี ทายาท หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือดแต่ได้รับมรดกส่วนนั้น ตามพระราชบัญญัติภาษีมรดก พ.ศ. 2558
ภาษีมรดกจะคำนวณจากมูลค่าทรัพย์มรดกในส่วนที่เกินจาก 100 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งอัตราการเสียภาษีมรดกจะแตกต่างกันตามความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของมรดกกับผู้รับมรดก โดยภาษีมรดกเริ่มเก็บตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปนั่นเอง
ตารางอัตราภาษีมรดก
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราภาษีมรดกเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางแผนทางการเงิน เพื่อประเมินภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ตารางอัตราภาษีจะแสดงให้เห็นความแตกต่างของอัตราภาษีตามประเภทผู้รับมรดกและมูลค่าทรัพย์สิน
มูลค่าทรัพย์สินมรดก | อัตราภาษีมรดก |
ไม่เกิน 100 ล้านบาท | ไม่เสีย |
ส่วนเกิน 100 ล้านบาท | 5% กรณีผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน 10% กรณีผู้รับเป็นบุคคลอื่น |
ประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง?
ไม่ใช่ทรัพย์สินทุกประเภทที่จะต้องเสียภาษีมรดกนะ แต่กฎหมายได้กำหนดประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นการรู้จักประเภททรัพย์สินเหล่านี้จะช่วยให้ทุก ๆ คนสามารถคำนวณและวางแผนภาษีมรดกได้อย่างถูกต้อง
อสังหาริมทรัพย์
ภาษีมรดกที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ต้องเสียภาษีมรดก โดยคำนวณจากราคาประเมินทรัพย์สิน ณ วันที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์เสียชีวิต
หลักทรัพย์ตามกฎหมาย
หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม หน่วยลงทุน ตราสารหนี้ หรือตราสารอนุพันธ์ต่าง ๆ ที่ออกโดยนิติบุคคลที่จดทะเบียนทั้งในไทยและต่างประเทศ
เงินฝาก
เงินฝาก หรือเงินที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน ที่เจ้าของมรดกมีสิทธิถอนคืนจากสถาบันการเงินในประเทศไทยหรือมีสิทธิเรียกร้องจากบุคคลใดที่รับเงินนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็น เงินฝากสหกรณ์หรือเงินฝากในบัญชีธนาคาร
ยานพาหนะ
ยานพาหนะที่มีหลักฐานการจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เรือ รวมถึงยานพาหนะอื่น ๆ ที่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นชื่อบุคคลได้
ทรัพย์สินทางการเงิน
ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา
กรณีใดบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก
ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีมรดกเมื่อ
- มูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ได้รับเกิน 100 ล้านบาท
- เป็นการรับมรดกจากผู้ที่ไม่ใช่ญาติสายตรง (พ่อ แม่ ลูก)
- ได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมจากผู้ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด

กรณีใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีมรดก
การยกเว้นภาษีมรดกมีให้ในกรณีนี้
- ผู้เสียชีวิตส่งมอบมรดกให้ผู้รับ ก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
- ผู้เสียชีวิตส่งมอบมรดกให้ผู้รับ เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น วัด มูลนิธิ และสถาบันการศึกษา
- ผู้เสียชีวิตส่งมอบมรดกให้หน่วยงานภาครัฐ
- การรับมรดกระหว่างสามี-ภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
- สิ่งของที่ไม่ระบุชื่อ เช่น เงินสด ทองคำ เครื่องประดับ เพชรพลอย ของสะสม ภาพวาด วัตถุโบราณ
- เงินค่าสินไหมจากประกันชีวิต
ตารางสรุปรายละเอียด การเสียภาษีมรดก
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเกี่ยวกับกรณีใดที่ต้องเสียภาษีและกรณีใดที่ได้รับการยกเว้น แอดได้สรุปในรูปแบบตาราง ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตารางนี้จะแสดงเปรียบเทียบระหว่างกรณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีมรดก
กรณีที่ต้องเสียภาษีมรดก | กรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก |
ส่งมอบมรดกให้บุพการีและผู้สืบสันดาน | ส่งมอบมรดกก่อน 1 กุมภาพันธ์ 2559 |
ส่งมอบมรดกให้บุคคลอื่น | ส่งมอบมรดกเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ |
ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ | ส่งมอบมรดกให้หน่วยงานภาครัฐ |
ทรัพย์สินที่เป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมาย | ส่งมอบมรดกให้คู่สมรสตามกฎหมาย |
ทรัพย์สินที่เป็นเงินฝาก | ทรัพย์สินที่เป็นสิ่งของที่ไม่ระบุชื่อ |
ทรัพย์สินที่เป็นยานพาหนะ | เงินค่าสินไหมจากประกันชีวิต |
ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก
การกำหนดผู้มีหน้าที่เสียภาษีมรดกไม่ได้จำกัดเฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงชาวต่างชาติและนิติบุคคลด้วย การทราบว่าใครบ้างที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีจะช่วยให้สามารถเตรียมความพร้อมและวางแผนได้อย่างเหมาะสม
1. บุคคลธรรมดา
- บุคคลที่มีสัญชาติไทย
- บุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่อาศัยอยู่ในประเทศไทยตามกฎหมาย
- บุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
2. นิติบุคคลสัญชาติไทย
- นิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย
- นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
- นิติบุคคลที่มีคนไทยถือหุ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของทุนจดทะเบียน
3. นิติบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย
นิติบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยแต่ได้รับมรดกจากทรัพย์สินที่อยู่ในไทย จะเสียภาษีมรดกเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์?
ภาษีมรดกเสียเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิตและมูลค่าทรัพย์สิน เช่น
- บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ของเจ้าของมรดก ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย บุตรหลาน จะต้องเสียอัตราภาษีมรดกอยู่ที่ 5%
- บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเจ้าของมรดก ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง จะต้องเสียอัตราภาษีมรดกอยู่ที่ 10%
นอกจากจะมีภาษีมรดกที่ถูกเรียกเก็บเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินหลังการเสียชีวิตของเจ้าของมรดกแล้ว ยังมีภาษีการให้ที่ถูกเรียกเก็บเมื่อเจ้าของมรดกส่งมอบทรัพย์สินในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์
- มอบให้ทายาทตามกฎหมาย จะต้องเสียภาษี 5% จากส่วนเกินของทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านบาท
- มอบให้บุคคลธรรมดา จะต้องเสียภาษี 5% จากส่วนเกินของทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท

การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก
มูลค่าทรัพย์สินที่ใช้ในการคำนวณภาษีมรดกไม่ได้ใช้ราคาตามใจชอบ แต่ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตามกฎหมาย ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะมีวิธีการประเมินมูลค่าที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเข้าใจวิธีการประเมินจะช่วยให้คำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง
1. อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในไทย
ให้ยึดตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดิน และหักด้วยภาระที่ถูกรอนสิทธิ
2. อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในต่างประเทศ
หากอสังหาริมทรัพย์อยู่ในประเทศที่มีราคาประเมินในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้ยึดตามราคาประเมินทุนทรัพย์
หากอสังหาริมทรัพย์อยู่ในประเทศที่ไม่มีราคาประเมิน ให้ยึดตามราคาที่รับรองโดยหน่วยงานที่ได้รับความเห็นชอบ
3. หลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
ให้ยึดตามราคาหลักทรัพย์นั้นในขณะที่เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์สิ้นสุดลง ณ วันที่ได้รับมรดก
4. หลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
- หุ้นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยึดตามมูลค่าหุ้นทางบัญชี
- ตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้ ให้ยึดตามราคาที่จำหน่ายครั้งแรกยานพาหนะ
- รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ที่จดทะเบียนในไทย ให้ยึดตามราคาประเมินสำหรับปิดอากรแสตมป์ในการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายรถ
- เงินฝาก ให้ยึดตามมูลค่าของเงินฝากรวมถึงดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับจากเงินฝากนั้น ๆ ณ วันที่ได้รับมรดก

วิธีการคำนวณภาษีมรดก
การคำนวณภาษีมรดกว่าเสียเท่าไร ถือเป็นการวางแปลงการส่งมอบมรดกที่ดี เพื่อช่วยให้บุพการี ผู้สืบสันดาน และบุคคลอื่น ได้รับผลประโยชน์สูงสุด
ตารางการคำนวณภาษีมรดก
มูลค่าทรัพย์สินมรดก | อัตราภาษีมรดก |
ไม่เกิน 100 ล้านบาท | ไม่เสียภาษีมรดก |
ส่วนเกิน 100 ล้านบาท | 5% กรณีผู้รับมรดกมีสิทธิตามกฎหมาย 10% กรณีผู้รับมรดกไม่ได้ผูกพันทางสายเลือด |
กรณีผู้รับมรดกมีสิทธิตามกฎหมาย
ผู้รับมรดกที่มีสิทธิตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น บุพการีหรือผู้สืบสันดาน จะต้องเสียภาษีมรดกอยู่ที่ 5% ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนเกิน
สูตรคำนวณ: ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = (มูลค่ามรดกสุทธิที่ได้รับ - 100,000,000) × 5%
ตัวอย่าง: มรดกมูลค่า 150 ล้านบาท ถูกส่งมอบไปยัง บุตร ซึ่งเป็นทายาททางสายเลือด
- ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = (150,000,000 - 100,000,000) × 5%
- ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = 50,000,000 × 5% = 2,500,000 บาท
ตารางภาษีมรดกสำหรับผู้รับมรดกที่มีสิทธิตามกฎหมาย
มูลค่ามรดกสุทธิที่ได้รับ (บาท) | ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย (บาท) |
200,000,000 | 5,000,000 |
350,000,000 | 12,500,000 |
600,000,000 | 25,000,000 |
750,000,000 | 32,500,000 |
กรณีผู้รับมรดกไม่ได้มีความผูกพันทางสายเลือด
ผู้รับมรดกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเจ้าของมรดก ไม่ว่าจะเป็น ญาติ เพื่อนหรือคนรู้จัก จะต้องเสียภาษีมรดกอยู่ที่ 10% ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนเกิน
สูตรคำนวณ: ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = (มูลค่ามรดกสุทธิที่ได้รับ - 100,000,000) × 10%
ตัวอย่าง: มรดกมูลค่า 150 ล้านบาท ถูกส่งมอบไปยัง เพื่อนสนิท ซึ่งไม่ได้เป็นทายาททางสายเลือด
- ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = (150,000,000 - 100,000,000) × 10%
- ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = 50,000,000 × 10% = 5,000,000 บาท
ตารางภาษีมรดกสำหรับผู้รับมรดกที่ไม่ได้มีความผูกพันทางสายเลือด
มูลค่ามรดกสุทธิที่ได้รับ (บาท) | ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย (บาท) |
200,000,000 | 10,000,000 |
350,000,000 | 25,000,000 |
600,000,000 | 50,000,000 |
750,000,000 | 65,000,000 |
วิธีการยื่นภาษีมรดก
ผู้รับมรดกจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60) และชำระภาษีที่กรมสรรพากรภายใน 120 วันหลังได้รับมรดก หากผู้รับมรดกยื่นแบบและชำระภาษีล่าช้า จะต้องชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนหรือต่อเศษเดือน ของเงินภาษีที่ต้องชำระ พร้อมเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีมรดกที่ต้องชำระ
สถานที่ยื่นสามารถยื่นได้ที่
- สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ผู้เสียชีวิตมีภูมิลำเนา
- สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่
- ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร

เทคนิคการวางแผนภาษีมรดก มีอะไรบ้าง?
การวางแผนภาษีมรดกสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
- เปลี่ยนการถือครองทรัพย์สินให้เป็นประเภททรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก เช่น เงินสด ทองคำ เครื่องเพชร เครื่องประดับ หรือวัตถุโบราณ
- ทยอยส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้รับมรดกในขณะที่ยังมีชีวิต โดยการส่งมอบทรัพย์สินปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท ให้แก่ทายาททางสายเลือด
- ซื้อประกันชีวิต เนื่องจากมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะยิ่งจ่ายเบี้ยประกันเยอะเท่าไร ก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากเท่านั้น
- ก่อตั้งมูลนิธิ สมาคม หรือวิสาหกิจเพื่อชุมชน เพื่อทำประโยชน์ต่อสังคม
กรณีที่ไม่สามารถจ่ายภาษีเต็มจำนวนได้ สามารถผ่อนจ่ายได้ไหม
ผู้รับมรดกที่ไม่สามารถชำระภาษีมรดกครั้งเดียวได้ สามารถขอผ่อนผันการชำระได้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี โดยต้องมีหลักประกันและเสียดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด หากสามารถชำระภาษีหมดภายใน 2 ปี จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยอีกด้วย
การเรียกคืนภาษีมรดก
หากผู้รับมรดกชำระภาษีมรดกเกินจำนวนที่ถูกต้อง สามารถขอคืนภาษีได้ภายใน 5 ปี นับจากวันที่ชำระภาษี โดยต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานประกอบ
บทลงโทษกรณีหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีมรดก
การหลีกเลี่ยงหรือเลี่ยงการชำระภาษีมรดกอาจมีบทลงโทษดังนี้
- ปรับไม่เกิน 200% ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
- จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เสียดอกเบี้ยผิดนัด 1.5% ต่อเดือน
ภาษีมรดก วางแผนให้ดีเพื่อครอบครัวที่มั่นคง
การเข้าใจและวางแผนภาษีมรดกอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ครอบครัวไม่ต้องแบกรับภาระภาษีที่หนักเกินไป การมีประกันชีวิตที่เหมาะสมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนทางการเงินและการจัดการภาษีมรดกเสียเท่าไหร่ให้เหมาะสม
วางแผนอนาคตด้วย Shield Life
การวางแผนทางการเงินที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่การออมเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่คาดคิดและการดูแลคนที่เรารัก และการเลือกแผนประกันชีวิตที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า คนที่คุณรักจะได้รับการดูแลทางการเงินเมื่อคุณไม่อยู่แล้ว ที่สำคัญอย่าลืมวางแผนอนาคตด้วยประกันชีวิต ทั้งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่า และเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชีวิตและครอบครัวของคุณ
ประกันชีวิตไม่เพียงแต่ให้ความคุ้มครองชีวิต แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนภาษีมรดก เพราะเงินจากประกันชีวิตสามารถใช้เป็นเงินทุนสำหรับชำระภาษีมรดกได้ ทำให้ผู้รับมรดกไม่จำเป็นต้องขายทรัพย์สินเพื่อหาเงินชำระภาษี
รายละเอียดเพิ่มเติม [H2]
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 04/06/68
🔖 AP Thai