ตากระตุกข้างขวา-ซ้าย ลางร้ายหรือสัญญาณโรค แบบไหนอันตราย
ตากระตุกข้างขวา-ซ้าย ลางร้ายหรือสัญญาณโรค แบบไหนอันตราย
เคยนั่งทำงานอยู่ดีๆ แล้ว ตากระตุกข้างขวา ขึ้นมาดื้อๆ โดยไม่รู้สาเหตุไหม? บางคนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชว่านี่คือ "ลางดี" หรือ "ลางร้าย" ในขณะที่บางคนเริ่มกังวลว่าร่างกายกำลังบอกอะไรอยู่ จริงๆ แล้วอาการตากระตุก นี้มีคำอธิบายทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ และความเชื่อดั้งเดิม
เมืองไทยประกันชีวิตพามาไขข้อสงสัยกัน ว่า ตากระตุกข้างขวา และ ตากระตุกข้างซ้าย ต่างกันอย่างไร เกิดจากอะไร มีวิธีแก้ไขอย่างไร และแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ตากระตุกคืออะไร? และเกิดจากอะไร?
- ตากระตุกข้างขวาเกิดจากอะไร?
- ตากระตุกข้างขวา-ซ้าย ความหมายตามความเชื่อไทยโบราณ ลางดีหรือลางร้าย?
- วิธีหยุดตากระตุกที่ทำได้เองที่บ้าน
- ตากระตุกแบบไหนที่อันตราย และควรพบแพทย์?
- ตากระตุก รู้ทัน ดูแลได้
ตากระตุกคืออะไร? และเกิดจากอะไร?
ตากระตุก หรือในภาษาทางการแพทย์เรียกว่า Eyelid Twitching หรือ Eyelid Myokymia คือภาวะที่กล้ามเนื้อรอบเปลือกตา (Orbicularis Oculi) หดเกร็งตัวซ้ำๆ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจสั่ง อาการมักเกิดที่เปลือกตาล่างของตาข้างใดข้างหนึ่ง รู้สึกได้เป็นจังหวะเบาๆ คล้ายชีพจรเต้น บางครั้งเกิดเป็นพักๆ บางครั้งก็ต่อเนื่องเป็นชั่วโมง
ข่าวดีคือส่วนใหญ่แล้วอาการนี้ไม่เจ็บ ไม่อันตราย และมักหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดบ่อยหรือนานผิดปกติ ก็ควรสังเกตสาเหตุไว้ด้วย เพราะบางครั้งร่างกายก็กำลังส่งสัญญาณให้เราดูแลตัวเองมากขึ้น

ตากระตุกข้างขวาเกิดจากอะไร?
ตากระตุกข้างขวา (และ ตากระตุกข้างซ้าย) ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่มักมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เราอาจมองข้ามไป มาดูสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดกัน
ความเครียดสะสม / ความวิตกกังวล
เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียดเป็นเวลานาน ระบบประสาทจะถูกกระตุ้นมากผิดปกติ กล้ามเนื้อเล็กๆ รอบตาจึงอาจเกิดการหดเกร็งผิดจังหวะได้ง่าย หลายคนสังเกตได้ชัดว่าอาการตากระตุกมักเกิดขึ้นหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่มีงานเร่ง หรือกำลังเผชิญกับเรื่องกดดันในชีวิต
นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
การอดนอนทำให้ระบบประสาทล้า กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักขึ้นในการโฟกัสและรักษาสมดุล ทำให้ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น ใครที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงเป็นประจำมักพบอาการนี้บ่อยกว่าคนที่นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
คาเฟอีนสูงเกิน
กาแฟ ชา และเครื่องดื่มชูกำลังที่หลายคนดื่มเป็นกิจวัตรล้วนมีคาเฟอีนที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ถ้าดื่มมากเกินไปในหนึ่งวัน อาจทำให้กล้ามเนื้อตาไวต่อการกระตุ้นผิดปกติ โดยเฉพาะถ้าดื่มในช่วงบ่ายหรือเย็น ซึ่งอาจส่งผลต่อการนอนด้วย
ตาล้าจากหน้าจอ (Digital Eye Strain)
ยุคนี้เราจ้องหน้าจอกันเกือบตลอดวัน ทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ และแท็บเล็ต กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก ทำให้เกิดอาการ ตาซ้ายกระตุกทั้งวัน หรือตาขวากระตุกตลอดเวลาได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะในคนที่ทำงานหน้าจอมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน
ขาดแมกนีเซียม / แคลเซียม
แมกนีเซียมและแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท เมื่อร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้ กล้ามเนื้อทั่วร่างกายรวมถึงรอบตาอาจเกิดการหดเกร็งหรือกระตุกได้ง่ายขึ้น การรับประทานอาหารที่ไม่ครบถ้วนหรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ขาดแมกนีเซียม
ดื่มน้ำน้อย (ภาวะขาดน้ำ)
ร่างกายที่ขาดน้ำจะทำให้เซลล์ทุกส่วนรวมถึงกล้ามเนื้อทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับส่งสัญญาณประสาทและรักษาสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในกล้ามเนื้อ จึงทำให้เกิดอาการกระตุกได้

ตากระตุกข้างขวา-ซ้าย ความหมายตามความเชื่อไทยโบราณ ลางดีหรือลางร้าย?
นอกจากคำอธิบายทางการแพทย์แล้ว ความเชื่อเรื่อง ตากระตุกข้างขวา และ ตากระตุกข้างซ้าย ยังฝังรากลึกในวัฒนธรรมไทยมายาวนานหลายร้อยปี โดยความหมายจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของวันที่เกิดอาการ
ตากระตุกในช่วงเช้า (ตั้งแต่ตื่นนอนใกล้รุ่ง)
- ตากระตุกข้างซ้าย จะเกิดปากเสียงทะเลาะวิวาท หรือมีเรื่องเดือดร้อนเข้ามาถึงตัว
- ตากระตุกข้างขวา จะมีญาติมิตรที่อาศัยอยู่ต่างแดนเดินทางมาหา
ตากระตุกในช่วงสาย (09.00–12.00 น.)
- ตากระตุกข้างซ้าย จะมีเรื่องที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในครอบครัว
- ตากระตุกข้างขวา ญาติมิตรที่อาศัยอยู่ต่างแดนหรือต่างถิ่นจะนำลาภมาให้
ตากระตุกในช่วงบ่าย (13.00–16.00 น.)
- ตากระตุกข้างซ้าย จะมีเพศตรงข้ามพูดถึง หรือเดินทางมาหา
- ตากระตุกข้างขวา สิ่งที่คิดไว้หรือสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำจะประสบผลสำเร็จ
ตากระตุกในช่วงเย็น (17.00–19.00 น.)
- ตากระตุกข้างซ้าย จะมีญาติหรือเพื่อนที่สนิทที่อยู่ห่างไกลเดินทางมาเยี่ยม
- ตากระตุกข้างขวา จะได้พบญาติหรือมิตรสหายที่จากกันไปนานแบบไม่ได้คาดคิด
ตากระตุกในช่วงกลางคืน (ตั้งแต่ 19.00 น. เป็นต้นไป)
- ตากระตุกข้างซ้าย จะมีข่าวดีเข้ามาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น หรืออาจได้ลาภจากงานที่ทำไว้
- ตากระตุกข้างขวา จะเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว
ทั้งนี้ความเชื่อเหล่านี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการด้วยมุมมองทางสุขภาพควบคู่กันไปด้วย

วิธีหยุดตากระตุกที่ทำได้เองที่บ้าน
ดีใจด้วยที่อาการ ตากระตุก ส่วนใหญ่สามารถบรรเทาหรือหยุดได้ด้วยตัวเองที่บ้าน โดยแบ่งวิธีออกเป็น 2 กลุ่มตามเป้าหมาย
วิธีระยะสั้น บรรเทาทันที
- กดนวดเบาๆ บริเวณกล้ามเนื้อรอบตาด้วยปลายนิ้วเบาๆ เป็นวงกลม ช่วยคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ทันที
- ประคบอุ่นด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวางบนตาที่กระตุก 5–10 นาที ความอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและคลายกล้ามเนื้อ
- หลับตาพักผ่อน ลดการสัมผัสแสงจ้าจากหน้าจอหรือแดดชั่วคราว ให้กล้ามเนื้อตาได้ฟื้นตัว
- กะพริบตาถี่ๆ สัก 20–30 ครั้ง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตาและช่วยรีเซ็ตจังหวะการทำงานของกล้ามเนื้อ
วิธีระยะยาว แก้ที่ต้นเหตุ
- ลดคาเฟอีนและเพิ่มการดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เพื่อป้องกัน ตากระตุก จากภาวะขาดน้ำและคาเฟอีนเกิน
- นอนหลับให้ครบ 7–8 ชั่วโมงทุกคืน กำหนดเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอแม้วันหยุด
- ใช้กฎ 20-20-20 เพื่อลดตาล้าจากหน้าจอ: ทุกๆ 20 นาที ให้มองออกไปไกล 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) นาน 20 วินาที เป็นการให้กล้ามเนื้อตาได้พักสั้นๆ
- เพิ่มอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงในเมนูประจำวัน เช่น กล้วย ถั่วชนิดต่างๆ ผักใบเขียวอย่างผักโขมและบร็อคโคลี่ หรือปลาแซลมอน อาหารเหล่านี้ช่วยบำรุงการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
- จัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ฝึก Mindfulness นั่งสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลาย
ตากระตุกแบบไหนที่ "อันตราย" และควรพบแพทย์?
แม้ว่า ตากระตุก ส่วนใหญ่จะไม่น่ากังวล แต่มีบางสัญญาณที่บ่งบอกว่าควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะถ้าพบอาการดังต่อไปนี้
- กระตุกนานเกิน 1 สัปดาห์ โดยไม่มีท่าทีจะหยุด แม้จะพักผ่อนและลดคาเฟอีนแล้วก็ตาม
- กระตุกลามไปทั้งซีกหน้า เช่น แก้ม ปาก หรือคอ นอกเหนือจากเปลือกตา อาจเป็นสัญญาณของ Hemifacial Spasm ซึ่งต้องตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ
- ตาปิดสนิทจนมองไม่เห็น หรือมีอาการหนักตาผิดปกติร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของ Blepharospasm
- ตาบวม แดง หรือมีขี้ตาผิดปกติ อาจบ่งชี้ว่ามีการอักเสบหรือติดเชื้อในตา
- มองเห็นภาพซ้อน หรือตาพร่ามัว ร่วมกับอาการตากระตุก ควรพบจักษุแพทย์โดยเร็ว
- มีอาการชาหรืออ่อนแรง ที่ใบหน้าหรือร่างกายร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของโรคระบบประสาท
- เป็นมาตั้งแต่เด็ก หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคระบบประสาท ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและติดตามอาการ
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่าปล่อยทิ้งไว้และรอให้หายเองเพียงอย่างเดียว เพราะยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
ตากระตุก รู้ทัน ดูแลได้
ตากระตุกข้างขวา หรือ ตากระตุกข้างซ้าย ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งมาบอกให้เราหยุดพักบ้าง ลดความเครียด นอนให้พอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และลดการจ้องหน้าจอ ลองปรับพฤติกรรมตามที่แนะนำไว้ข้างต้น แล้วอาการมักจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน
แต่ถ้าตากระตุกนานผิดปกติ มีอาการอื่นร่วมด้วย หรือเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่าปล่อยทิ้งไว้ รีบพบแพทย์ดีกว่าค่ะ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการใส่ใจตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ
และเพื่อให้การดูแลสุขภาพของคุณครบวงจรยิ่งขึ้น ประกันสุขภาพจากเมืองไทยประกันชีวิต มีแผนความคุ้มครองที่ออกแบบมาเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพประจำปี การรักษาโรคทั่วไป ไปจนถึงโรคที่ต้องพบผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อสุขภาพมีปัญหา
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 03/04/69
🔖 Wongnai