ยาพาราเซตามอล กินกับอะไรไม่ได้? เช็กก่อนป่วยกว่าเดิม
พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาลดไข้ แก้ปวด ที่หลายบ้านมักมีติดบ้านไว้เสมอ เพราะหาซื้อง่าย ราคาไม่แพง และใช้ได้กับอาการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือมีไข้ แต่รู้หรือไม่ว่ายาพาราห้ามกินกับอะไร หรือยาพาราห้ามกินกับยาอะไร เพราะถ้ากินผิดคู่ หรือกินร่วมกับยาบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อตับ หรือเกิดอันตรายกับร่างกายโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่า ยาพาราเซตามอล ห้ามกินกับอะไรบ้าง
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
1. พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้านที่คุณควรรู้
2. สิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้พาราเซตามอล
4. อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาด

1. พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้านที่คุณควรรู้
ยา พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เป็นยาที่หาซื้อง่ายและใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่แทบทุกบ้านต้องมีติดไว้ ด้วยสรรพคุณในการลดไข้และบรรเทาอาการปวด ทำให้พาราเซตามอลเป็นตัวเลือกแรกๆ เมื่อรู้สึกไม่สบายตัว
พาราเซตามอลทำงานอย่างไร?
พาราเซตามอลจะออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งเอนไซม์ในสมองที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสารที่ทำให้เกิดอาการปวดและไข้ เมื่อสารเหล่านี้ลดลง อาการปวดและไข้ก็จะบรรเทาลงตามไปด้วย
พาราเซตามอลใช้บรรเทาอาการใดได้บ้าง?
พาราเซตามอลมีประโยชน์หลากหลาย เช่น
- ลดไข้ เมื่อมีไข้ ไม่ว่าจะเกิดจากหวัด ติดเชื้อ หรือสาเหตุอื่น ๆ พาราเซตามอลจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ
- บรรเทาอาการปวด ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดประจำเดือน

2. สิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้พาราเซตามอล
โดยทั่วไปแล้ว ยาพาราเซตามอล เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย และสามารถใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ ได้หลายชนิด แต่มีบางสิ่งที่ควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตับ ส่วนจะมีอะไรบ้างที่ควรระวัง มาดูกัน
- ใช้ยาในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ใหญ่ โดยทั่วไปไม่ควรกินยาเกิน 500 มิลลิกรัมต่อครั้ง และไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม (ประมาณ 8 เม็ด) ภายใน 24 ชั่วโมง ควรกินยาห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
- วิธีกินยาพาราเซตามอลอย่างเหมาะสม ก่อนกินยาพาราเซตามอล ควรพิจารณาตามน้ำหนักตัว (ขนาดยาที่เหมาะสมคือ 0–15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง) โดยแบ่งเป็น 2 ขนาดยา ดังนี้
ยาเม็ดขนาด 325 มิลลิกรัม- น้ำหนัก 22–33 กก. : กิน 1 เม็ดต่อครั้ง
- น้ำหนัก 34–44 กก. : กิน 1 เม็ดครึ่งต่อครั้ง
- น้ำหนักเกิน 44 กก. : กิน 2 เม็ดต่อครั้ง
ยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม
- น้ำหนัก 34–50 กก. : กิน 1 เม็ดต่อครั้ง
- น้ำหนัก 51–67 กก. : กิน 1 เม็ดครึ่งต่อครั้ง (ไม่เกินวันละ 5 ครั้ง)
- น้ำหนักเกิน 67 กก. : กิน 2 เม็ดต่อครั้ง (ไม่เกินวันละ 4 ครั้ง)
- ระวังการใช้ยาซ้ำซ้อน ตรวจสอบส่วนประกอบของยาอื่น ๆ ที่กินอยู่ด้วยว่ามีพาราเซตามอลเป็นส่วนผสมหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับยาเกินขนาด
- ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคตับไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอล หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด
- สังเกตอาการแพ้ หากกินยาแล้วเกิดอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก ลมพิษ หายใจลำบาก ควรรีบหยุดยาและไปพบแพทย์ทันที
- ไม่ใช้ยาติดต่อกันนานเกินไป หากไข้ไม่ลดลงภายใน 3 วัน หรืออาการปวดไม่บรรเทาภายใน 5-10 วัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการป่วยที่แท้จริง

3. พาราเซตามอล ห้ามกินกับอะไร
อย่างที่บอกว่ายาพาราเซตามอล เป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและค่อนข้างปลอดภัย หากใช้อย่างถูกวิธี แต่ก็มีบางอย่างที่ ห้ามกินร่วมกับพาราเซตามอล หรือควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย มาดูกันว่า ยาพาราห้ามกินกับอะไรหรือห้ามกินกับยาอะไรบ้าง
1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องห้ามเด็ดขาด! การดื่มแอลกอฮอล์พร้อมกับการกินพาราเซตามอล หรือแม้แต่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิด ภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะทั้งแอลกอฮอล์และพาราเซตามอลต่างก็ถูกกำจัดที่ตับ เมื่อใช้ร่วมกันจะทำให้ตับทำงานหนักเกินไปและเกิดความเสียหายได้ง่ายขึ้น
2. ยาอื่นที่มีส่วนประกอบของพาราเซตามอล
จะเห็นได้ว่าการกินยาอื่นที่มีส่วนประกอบของพาราเซตามอล พบได้บ่อยและอันตรายมาก! ซึ่งมียาหลายชนิดที่ควรเช็กส่วนประกอบก่อนกิน เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ปวดลดไข้สูตรผสม ยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด หรือยาแก้แพ้บางตัว อาจมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว หากคุณกินพาราเซตามอลเดี่ยว ๆ ร่วมกับยาเหล่านี้ จะทำให้ได้รับยาพาราเซตามอลในปริมาณที่ "เกินขนาด" โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของพิษต่อตับ ดังนั้นควรอ่านฉลากยาและส่วนประกอบของยาอื่น ๆ ที่จะกินร่วมกันอย่างละเอียดทุกครั้ง หากไม่แน่ใจ ควรสอบถามเภสัชกรเสมอ
3. ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
หากใช้พาราเซตามอลในปริมาณที่สูง หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่วมกับยาวาร์ฟาริน อาจเพิ่มฤทธิ์ของวาร์ฟาริน ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้ ผู้ที่ทานยาวาร์ฟารินควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้พาราเซตามอล
ยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการทำงานของตับ หรือมีปฏิกิริยากับพาราเซตามอล
- ยากันชักบางชนิด เช่น คาร์บามาซีปีน (Carbamazepine), เฟนิโทอิน (Phenytoin), ฟีโนบาร์บิทัล (Phenobarbital), พริมิโดน (Primidone)
- ยาต้านวัณโรค เช่น ไอโซไนอาซิด (Isoniazid)
- ยาบางชนิดที่ใช้รักษามะเร็ง เช่น อิมาทินิบ (Imatinib), บูซัลแฟน (Busulfan)
- ยาต้านเชื้อราบางชนิด เช่น คีโตโคนาโซล (Ketoconazole)
- ยาโคลีนซายด์รามีน (Cholestyramine) เป็นยาที่ใช้ลดไขมันในเลือด หรือบรรเทาอาการคันจากโรคตับ อาจลดการดูดซึมของพาราเซตามอล
- ยาเมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) เป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียน อาจเร่งการดูดซึมของพาราเซตามอล ทำให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น
4. อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาด
การกินยาพาราเซตามอลเกินขนาดอาจนำไปสู่ภาวะพิษต่อตับอย่างรุนแรง ซึ่งมีอาการที่สังเกตได้ดังนี้
- ระยะแรก (24 ชั่วโมงแรก) อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง (บริเวณชายโครงด้านขวา) เหงื่อออกมาก
- ระยะที่ 2 (24-72 ชั่วโมง) อาการปวดท้องจะมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการผิดปกติของตับ เช่น เอนไซม์ตับสูงขึ้น
- ระยะที่ 3 (72-96 ชั่วโมง) อาการจะรุนแรงขึ้นมาก ตับถูกทำลายอย่างหนัก อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ตับอักเสบ ตับวาย ไตวาย และอาจเสียชีวิตได้
หากสงสัยว่ามีการกินยาเกินขนาด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม เพราะการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยลดความรุนแรงของพิษต่อตับได้
ทั้งนี้ ยาพาราเซตามอล เป็นยาที่ปลอดภัยและมีประโยชน์อย่างมากหากใช้อย่างถูกวิธี แต่การไม่รู้หรือไม่ใส่ใจในข้อควรระวัง โดยเฉพาะการกินร่วมกับแอลกอฮอล์ อาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น ควรจำไว้เสมอว่า "ยาพาราเซตามอล ห้ามกินกับแอลกอฮอล์" และปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของตับและร่างกายของเรา
และอย่าลืมเตรียมความเรื่องสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน โดยเฉพาะค่ารักษายามเจ็บป่วย การเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 01/07/68
🔖คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล