Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

มะเขือเทศ กินแบบสุกหรือดิบ แบบไหนได้ประโยชน์มากกว่า

มะเขือเทศ กินแบบสุกหรือดิบ แบบไหนได้ประโยชน์มากกว่า

มะเขือเทศ (Tomato) ไม่ได้เป็นเพียงผัก (หรือผลไม้ตามหลักพฤกษศาสตร์) ที่เพิ่มสีสันและความอร่อยให้กับเมนูอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย วันนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงประโยชน์ของมะเขือเทศ และไขข้อสงสัยยอดฮิตว่า การกินมะเขือเทศแบบสุกหรือแบบดิบ แบบไหนจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายเราได้มากกว่ากัน


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ


1. ประโยชน์ ของ 'มะเขือเทศ' ที่ไม่ควรมองข้าม

2. กินมะเขือเทศแบบสุกหรือดิบ แบบไหนได้ประโยชน์มากกว่า

3. ใครไม่ควรกินมะเขือเทศมากเกินไป?

4. เลือกมะเขือเทศอย่างไรให้ได้คุณค่ามากที่สุด

5. คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับมะเขือเทศ



ประโยชน์ ของ 'มะเขือเทศ'


ประโยชน์ ของ 'มะเขือเทศ' ที่ไม่ควรมองข้าม


มะเขือเทศเป็นแหล่งรวมของวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นเม็ดสีแดงที่ทำให้มะเขือเทศมีสีสันสดใส และเป็นหัวใจสำคัญของสรรพคุณทางยามากมาย


ประโยชน์ด้านสุขภาพของมะเขือเทศ


  • บำรุงผิวพรรณและชะลอวัย ไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายที่เกิดจากรังสียูวีและมลภาวะ ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และลดริ้วรอย
  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด การบริโภคมะเขือเทศเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ
  • ป้องกันและยับยั้งเซลล์มะเร็งบางชนิด จากงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าไลโคปีนมีความสามารถในการลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • บำรุงสายตา มะเขือเทศมีวิตามินเอสูง ซึ่งจำเป็นต่อการมองเห็น และช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซี ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย



กินมะเขือเทศแบบสุกหรือดิบ?  แบบไหนได้ประโยชน์มากกว่า


กินมะเขือเทศแบบสุกหรือดิบ?  แบบไหนได้ประโยชน์มากกว่า


ไม่ว่าจะกินมะเขือเทศแบบสุกหรือดิบ ก็มีประโยชน์ทั้งสองรูปแบบ แต่ให้ประโยชน์ในลักษณะที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการเน้นสารอาหารตัวไหนเป็นพิเศษ


การกิน 'มะเขือเทศแบบสุก' (ปรุงอาหาร)ได้ประโยชน์จากไลโคปีนมากกว่า


เมื่อนำมะเขือเทศไปปรุงอาหาร เช่น ผัด ต้ม หรือทำเป็นซอสมะเขือเทศ ความร้อนจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของมะเขือเทศ ทำให้ไลโคปีนถูกปลดปล่อยออกมาและง่ายต่อการดูดซึมเข้าร่างกายได้มากขึ้นถึง 2-3 เท่า


  • ข้อดี ร่างกายได้รับ ไลโคปีน ในปริมาณที่สูงขึ้นมาก ซึ่งดีต่อการป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ
  • ข้อเสีย วิตามินบางชนิดที่ไวต่อความร้อน เช่น วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระบางตัว อาจจะสลายตัวไปบ้าง


การกิน 'มะเขือเทศแบบดิบ' (สด) ได้ประโยชน์จากวิตามินซีและไฟเบอร์มากกว่า


การกินมะเขือเทศแบบสดโดยไม่ผ่านความร้อน จะช่วยรักษาสารอาหารที่สลายตัวง่ายเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

  • ข้อดี ร่างกายได้รับ วิตามินซี ในปริมาณสูงสุด รวมถึง ใยอาหาร (ไฟเบอร์) ที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเต็มที่
  • ข้อเสีย ร่างกายจะดูดซึม ไลโคปีน ได้น้อยกว่ามะเขือเทศที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว



ใครไม่ควรกินมะเขือเทศมากเกินไป?


ใครไม่ควรกินมะเขือเทศมากเกินไป?


แม้ว่ามะเขือเทศจะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวังสำหรับบางกลุ่ม


  • ผู้ที่แพ้มะเขือเทศ บางรายอาจมีอาการแพ้ เช่น เกิด ผื่นแดง คัน หรือมีอาการทางเดินอาหาร ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์
  • ผู้ป่วยโรคไต มะเขือเทศมี โพแทสเซียมสูง ซึ่งผู้ป่วยโรคไตอาจมีปัญหาในการขับออก การบริโภคจึงต้องอยู่ใน ปริมาณพอดี ตามคำแนะนำของแพทย์
  • การกินร่วมกับอาหารเสริมธาตุเหล็ก ไม่ควรกินมะเขือเทศดิบ (ที่มีวิตามินซีสูง) พร้อมอาหารหรืออาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กสูงมากในคราวเดียวกัน เพราะอาจมีรายงานว่า วิตามินซีอาจกระทบการดูดซึมธาตุเหล็กในบางกรณี (แต่โดยทั่วไปวิตามินซีช่วยการดูดซึมเหล็ก) เพื่อความปลอดภัยควรเว้นระยะการกิน


เลือกมะเขือเทศอย่างไรให้ได้คุณค่ามากที่สุด


การเลือกมะเขือเทศที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยให้คุณได้รับสารอาหารเต็มที่


  • สีแดงคือดีที่สุด ควรเลือกผลที่ สีแดงสด ไม่มีรอยช้ำหรือจุดดำ เพราะ ไลโคปีนจะสูงสุดเมื่อมะเขือเทศสุกเต็มที่
  • ความแน่นของผล เลือกผลที่ มีน้ำหนักแน่น ไม่นิ่มเละ แสดงว่าเป็นมะเขือเทศที่สดและมีน้ำเยอะ
  • ความแตกต่างของพันธุ์ มะเขือเทศราชินีและมะเขือเทศเชอร์รี่ มักจะมีรสหวานและมี วิตามินซีมากกว่า มะเขือเทศลูกใหญ่ทั่วไป ส่วนมะเขือเทศลูกใหญ่จะให้ไลโคปีนที่เข้มข้นกว่าเมื่อนำไปปรุงสุก


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับมะเขือเทศ


ถาม : ควรกินมะเขือเทศวันละกี่ผล?

ตอบ : สำหรับการรับไลโคปีน ควรได้รับปริมาณเทียบเท่ามะเขือเทศลูกกลางประมาณ 1-2 ผล หรือน้ำมะเขือเทศ 1 แก้วต่อวัน การกินให้หลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะเป็นวิธีที่ดีที่สุด


ถาม : น้ำมะเขือเทศมีประโยชน์เหมือนกินผลสดไหม?

ตอบ : มีประโยชน์ แต่ถ้าเป็นน้ำมะเขือเทศกล่องสำเร็จรูป อาจมีการเติมน้ำตาลและโซเดียม ควรเลือกชนิดที่น้ำตาลและโซเดียมน้อยที่สุด ส่วนน้ำมะเขือเทศสกัดสดจะให้วิตามินและไลโคปีนสูง

ถาม : ซอสมะเขือเทศมีไลโคปีนสูงจริงไหม?

ตอบ : จริง ซอสมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเข้มข้นมีไลโคปีนสูงมาก เพราะผ่านความร้อนและกระบวนการทำลายผนังเซลล์มาแล้ว แต่ควรเลือกชนิดที่มีน้ำตาลและโซเดียมต่ำ


ไม่ว่าคุณจะเลือกกินมะเขือเทศแบบสดกรอบในสลัด หรือแบบเข้มข้นในซอสพาสต้า มะเขือเทศก็ยังคงเป็นอาหารมหัศจรรย์ที่มอบประโยชน์ให้ร่างกายได้รอบด้าน การปรับเปลี่ยนเมนูและกินอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดี


และอย่าลืมเตรียมความเรื่องสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน โดยเฉพาะค่ารักษายามเจ็บป่วย การเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา


รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน

  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 07/08/68

🔖 matichon academy
🔖 food.trueid
🔖 kapook



บทความน่าสนใจ