Loading...

กำลังโหลดหน้าเว็บไซต์
รอสักครู่น้า Loading...

วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว เจาะลึกเทคนิคเปลี่ยนรอยม่วงดำเขียว ให้กลับมาผิวใสในพริบตา

วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว เจาะลึกเทคนิคเปลี่ยนรอยม่วงดำเขียว ให้กลับมาผิวใสในพริบตา

เชื่อว่ารอยช้ำเป็นสิ่งที่กวนใจเราทุกคน ไม่ว่าจะเดินชนขอบโต๊ะ ตกบันได หรืออุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่ทิ้งร่องรอยสีม่วงคล้ำไว้บนผิวหนัง นอกจากความเจ็บแล้ว หลายคนยังกังวลเรื่องความสวยงามและพยายามมองหา วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว เพื่อให้ผิวกลับมาเนียนใสเหมือนเดิม แต่คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "เราควรประคบแบบไหน?" ระหว่างความเย็นกับความร้อน เราสรุปคำตอบแบบชัดๆ พร้อมเทคนิคดูแลตัวเองที่ถูกต้องมาฝาก


ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ


  1. ทำความเข้าใจ "รอยช้ำ" เกิดจากอะไร?
  2. ประคบเย็น vs ประคบร้อน เลือกแบบไหนดี?
  3. 5 วิธีเสริมที่จะช่วยให้รอยช้ำจางไวขึ้น
  4. ข้อห้ามเด็ดขาด (ถ้าไม่อยากให้แผลหายช้า!)
  5. สัญญาณเตือน รอยช้ำแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?



ทำความเข้าใจ


1. ทำความเข้าใจ "รอยช้ำ" เกิดจากอะไร?


รอยช้ำ (Bruise หรือ Ecchymosis) คือภาวะที่เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกจากการกระแทก ทำให้เลือดไหลซึมออกมาคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง แต่ผิวหนังชั้นนอกไม่ได้ฉีกขาด เราจึงเห็นเป็นรอยสีคล้ำอยู่ใต้ผิว ซึ่งสีของรอยช้ำจะเปลี่ยนไปตามระยะเวลา ดังนี้


  1. สีแดงสด (0-2 วัน)  เลือดเพิ่งออกจากเส้นเลือดใหม่ๆ ยังมีออกซิเจนสูง
  2. สีน้ำเงินหรือม่วงเข้ม (2-5 วัน เลือดเริ่มสูญเสียออกซิเจนและเปลี่ยนสภาพ
  3. สีเขียว (5-10 วัน) ร่างกายเริ่มสลายฮีโมโกลบิน กลายเป็นสารที่เรียกว่า "บิลิเวอร์ดิน"
  4. สีเหลืองหรือน้ำตาล (10-14 วัน) ระยะสุดท้ายก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมเลือดกลับไปหมด



2. ประคบเย็น vs ประคบร้อน เลือกแบบไหนดี?


2. ประคบเย็น vs ประคบร้อน เลือกแบบไหนดี?


หากอยากรู้ว่า วิธีทำให้รอยช้ำหายเร็ว ที่ได้ผลที่สุดคืออะไร คำตอบคือการใช้ "อุณหภูมิ" ให้ถูกกับระยะเวลาของแผล ดังนี้


ช่วง 48 ชั่วโมงแรก ต้อง "ประคบเย็น" เท่านั้น


เมื่อเกิดอาการฟกช้ำใหม่ๆ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ "หยุดการรั่วของเลือด"


  • ทำไมต้องประคบเย็น ความเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว (Vasoconstriction) ช่วยให้เลือดไม่ออกมาคั่งใต้ผิวหนังมากขึ้น และช่วยบรรเทาอาการปวดและลดบวมได้ทันที
  • วิธีทำ ใช้เจลเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าขนหนู ประคบบริเวณที่กระแทกครั้งละ 15-20 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ห้ามวางน้ำแข็งลงบนผิวโดยตรงเพราะอาจทำให้ผิวไหม้จากความเย็นได้


หลัง 48 ชั่วโมงผ่านไป เปลี่ยนมา "ประคบร้อน"


เมื่อพ้นสองวันแรกไปแล้ว เลือดที่คั่งจะเริ่มนิ่ง การประคบเย็นจะไม่ช่วยเรื่องสีผิวอีกต่อไป แต่เราต้องเปลี่ยนมาเร่งการกำจัดเลือดเสียออกไป


  • ทำไมต้องประคบร้อน เพราะความร้อนจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว (Vasodilation) เพิ่มการไหลเวียนโลหิตเข้ามาในบริเวณนั้น เพื่อลำเลียงเม็ดเลือดที่เสียแล้วและของเสียอื่นๆ ออกไปจากเนื้อเยื่อ


วิธีทำ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือถุงน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ ประคบครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ รอยช้ำม่วงหายได้เร็วขึ้น



5 วิธีเสริมที่จะช่วยให้รอยช้ำจางไวขึ้น


5 วิธีเสริมที่จะช่วยให้รอยช้ำจางไวขึ้น


นอกจากการประคบแล้ว เรายังมีเทคนิคเสริมที่ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมร่างกายมาแนะนำ


  1. ยกส่วนที่ช้ำให้สูง  ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หากช้ำที่แขนหรือขา พยายามยกระดับส่วนนั้นให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดแรงดันเลือดไม่ให้ไปคั่งที่รอยแผลมากขึ้น
  2. เติมวิตามินซีและวิตามินเค วิตามินซีช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ส่วนวิตามินเคช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด ลองทานฝรั่ง ส้ม หรือผักใบเขียวเพิ่มดูนะ
  3. พลังจากสับปะรด: ในสับปะรดมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า "โบรมีเลน" (Bromelain) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและช่วยให้ร่างกายย่อยสลายลิ่มเลือดที่คั่งอยู่ได้เร็วขึ้น
  4. สมุนไพรใบบัวบก: ใบบัวบกไม่ได้มีดีแค่แก้ช้ำในจากการอกหัก แต่สารสกัดในใบบัวบกช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมเส้นเลือดฝอยได้ดีมาก
  5. เจลว่านหางจระเข้: ช่วยลดความร้อนใต้ผิวหนังและเติมความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคืองรอบๆ รอยฟกช้ำ



4. ข้อห้ามเด็ดขาด (ถ้าไม่อยากให้แผลหายช้า!)


เรามักเห็นคนทำผิดวิธีจนแผลลามมากกว่าเดิม มาดูว่ามีอะไรบ้างที่เราไม่ควรทำ


  • ห้ามประคบร้อนทันทีหลังชน: เพราะจะยิ่งเปิดทางให้เลือดไหลออกมามากขึ้น รอยช้ำจะใหญ่กว่าเดิม
  • ห้ามนวดหรือคลึงแรงๆ การพยายามนวดเพื่อให้เลือดกระจายในช่วงแรก จะทำให้เส้นเลือดฝอยเสียหายหนักกว่าเดิม
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดจะไปคั่งที่รอยช้ำมากขึ้นและหายช้าลง
  • อย่าขยี้ผิวบ่อย การรบกวนเนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซมจะทำให้กระบวนการรักษาตัวเองชะงัก



5. สัญญาณเตือน รอยช้ำแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?


5. สัญญาณเตือน รอยช้ำแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?


แม้รอยช้ำส่วนใหญ่จะหายเองได้ แต่บางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ หากคุณมีอาการเหล่านี้ เราแนะนำว่าอย่ารอช้า ให้ไปหาหมอนะ 


  • รอยช้ำเกิดขึ้นเองบ่อยๆ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกอะไรเลย
  • รอยช้ำไม่จางลงเลยแม้ผ่านไป 3–4 สัปดาห์
  • มีอาการปวดรุนแรง บวมแดง และผิวบริเวณนั้นร้อนผิดปกติ (อาจมีการติดเชื้อ)
  • รอยช้ำปรากฏขึ้นรอบดวงตา (Raccoon eyes) หรือหลังใบหูหลังประสบอุบัติเหตุทางศีรษะ
  • มีประวัติโรคเลือดหรือกำลังทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่



นอกจากนี้เราอยากให้ทุกคนหมั่นสังเกตอาการของตัวเองอยู่เสมอ เพราะในบางครั้งรอยช้ำอาจเป็นสัญญาณเตือนที่มากกว่าแค่เรื่องอุบัติเหตุ หากดูแลอย่างถูกวิธีแล้วแต่รอยช้ำยังไม่จางหายหรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดคือทางออกที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อให้เรากลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงและมีผิวพรรณที่สดใสพร้อมใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพราะเราไม่มีวันรู้ได้ว่าจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไร โรคร้ายจะมาเยือนตอนไหน โดยเฉพาะค่ารักษายามเจ็บป่วย การเตรียมตัวไว้ก่อน ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จากเมืองไทยประกันชีวิต ไว้ช่วยดูแลค่ารักษา ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา



รายละเอียดเพิ่มเติม

☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

☑️ ติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต/ ช่องทางที่ดูแลท่าน


  • โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 22/01/69

🔖 รพ. พญาไท
🔖 รพ. พญาไท
🔖 รพ. เพชรเวช

บทความที่น่าสนใจ