ใครจะเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายการเงินโลกในยุคถัดไป และผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปี 2026
ใครจะเป็นผู้กำหนดนโยบายการเงินโลกในยุคถัดไป
ผลกระทบเศรษฐกิจปี 2026
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ทำไมถึงจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ?
- ใครจะได้รับเลือกเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ?
- ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
- มุมมองระยะยาว
- สรุปส่งท้าย
▶️ทำไมถึงจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ?
ในปี 2026 สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญด้านนโยบายการเงิน เมื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนปัจจุบัน เจอโรม พาวเวลล์ จะครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2026 ตลาดเริ่มมองตรงกันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่เสนอต่ออายุให้คนเดิม โดยจะเสนอชื่อประธาน Fed คนใหม่เข้ามาแทน
เหตุผลที่มองว่าไม่ต่ออายุ ก็ไม่ซับซ้อนมากนัก เพราะ พาวเวลล์ (คนปัจจุบัน) ถูกมองว่า “ไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินพอ (Dovish)” ในสายตาของทรัมป์ โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทรัมป์ต้องการให้ลดลงเร็ว และแรงกว่านี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดการเงิน จึงมีโอกาสสูงที่จะเป็นคนใหม่ ในบทความนี้ผมจึงขอพาไปดู Candidate ที่ถูกจับตา ว่าจะเป็นประธาน Fed คนถัดไป และแต่ละคนจะพา Fed เดินไปทางไหนครับ
เริ่มกันที่ Candidate คนเเรกคุณ เควิน อัลเลน แฮสเซตต์ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Director of the National Economic Council และเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ พูดง่าย ๆ คือ คนสนิททรัมป์นั่นเอง โดยด้านนโยบาย แฮสเซตต์ มีแนวคิดและนโยบาย สนับสนุนการลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน เหมือนตามที่ทรัมป์ต้องการ เขาเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังสูงเกินไป และในการสัมภาษณ์กับ Fox News (ช่วงเดือน ตุลาคม) กล่าวว่า "หากผมเป็นผู้บริหาร Fed ในตอนนี้ ผมจะลดอัตราดอกเบี้ยทันที"
อีกชื่อหนึ่งที่คาดว่าทรัมป์จะนำเสนอคือ เควิน วอร์ช ที่เป็นอดีตผู้ว่าการฯ Fed ในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Stanford แม้ วอร์ช อาจไม่ได้สนิทกับทรัมป์เท่า แฮสเซตต์ แต่ก็ยังเป็นคนที่ทรัมป์เปิดรับ เพราะมีจุดยืนสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในระยะสั้นเช่นกัน โดยในการสัมภาษณ์กับทรัมป์เมื่อเร็ว ๆ นี้ (เดือน ธันวาคม) เขายืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยควรต่ำกว่าที่เป็นอยู่
▶️ใครจะได้รับเลือกเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ?
ทั้ง แฮสเซตต์ และ วอร์ช ต่างเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อโดยทรัมป์จึงมีโอกาสทั้งคู่ แต่หากอ้างอิงจากผลสำรวจทั่วไป ของ Kalshi Poll (Who will Trump nominate as Fed Chair?) พบว่า แฮสเซตต์ มีโอกาสสูงกว่าที่ 58% เเละ วอร์ช อยู่ที่ 27% (อ้างอิง ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2025) ทั้งนี้คะแนนอาจจะขยับพลิกได้ช่วงใกล้เลือกอีกที รวมไปถึงต้องดูท่าทีของคนในตลาดการเงิน และกรรมการ Fed แต่ละท่านด้วย
▶️ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
การดำเนินนโยบายของ Fed จะไม่ได้อิงจากประธานFedเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ดังนั้นก่อนตัดสินใจโดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ และตลาดเเรงงาน Fed จะให้ความสนใจมากที่สุด
อัตราเงินเฟ้อ เป้าหมายจะอยู่ที่ประมาณ 2% โดยเดือนล่าสุด (เดือน พฤศจิกายน) core PCE (Core Personal Consumption Expenditures Price Index) อยู่ระดับใกล้ 2.6% – 2.9% ซึ่งสะท้อนว่ายังคงห่างจากเป้าหมายอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ได้มีการทยอยลดลงจากจุดที่สูงก่อนหน้านี้เยอะแล้ว
ตลาดแรงงานปกติมักอยู่ที่กรอบ 4.0% - 4.5% โดยล่าสุดอยู่ที่ราว 4.6% ดังนั้นภาพเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจาก “กังวลเงินเฟ้อ” ไปเป็น “กังวลการเติบโต” อย่างชัดเจน
ดังนั้นในเชิงนโยบาย Fed จึงมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยนโยบายต่อเพื่อส่งสัญญาณสนับสนุนเศรษฐกิจ ประกอบกับท่าทีของทรัมป์ที่สนับสนุนดังกล่าว รวมไปถึงCandidateทั้งสองท่านที่มองว่าดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงกว่าที่ควรจะเป็นในตอนนี้ด้วย ดังนั้นไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยต่อในปีหน้านั่นเอง
▶️มุมมองระยะยาว
ในระยะยาว แม้ Candidate ทั้งสองจะมีแนวคิดค่อนข้างผ่อนคลายทางนโยบายการเงิน ซึ่งอาจเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในช่วงแรก แต่นักลงทุนยังต้องระวังความเสี่ยงเรื่องระยะเวลาผ่อนคลายนี้ จากนโยบายการเงินที่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน อุปสงค์อาจเร่งตัวเร็วกว่าศักยภาพเศรษฐกิจ นำไปสู่เงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ ค่าจ้างเร่งขึ้นและดันต้นทุนภาคบริการสูงขึ้น (เงินเฟ้อขึ้น) และสุดท้ายความร้อนแรงเหล่านี้อาจลุกลามไปสู่การเกิดฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงนี้ที่หลายคนมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มอยู่ในจุดที่ราคาเริ่มไม่ถูกแล้ว
ทั้งนี้ Candidate อย่างคุณ วอร์ช อาจจะมีแต้มต่อเล็กน้อย เพราะมีท่าทีค่อนข้างเข้มงวด (Hawkish) ในระยะยาว โดยจากข้อมูลที่ผ่านมาตอนที่ วอร์ช เป็น Governor นั้นแกเป็นสาย เข้มงวดเชิงหลักการ คือยอมผ่อนคลายในยามวิกฤตได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการผ่อนคลายยาว ๆ หากเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและความน่าเชื่อถือของ Fed ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดและนักวิเคราะห์จัดเขาอยู่ฝั่ง Hawkish มากกว่า
▶️สรุปส่งท้าย
ท้ายที่สุดการคัดเลือกประธาน Fed คนใหม่ในปี 2026 ไม่ว่าระหว่าง เควิน แฮสเซตต์ (Dovish) หรือ เควิน วอร์ช (Hawkish) มีแนวโน้มชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ การลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อชะลอลงและตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัว ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดย แฮสเซตต์ อาจเอื้อต่อดอกเบี้ยต่ำและยาวนาน สนับสนุนตลาดหุ้นในระยะสั้นแต่เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและฟองสบู่ในระยะยาว ขณะที่ วอร์ช แม้ลดดอกเบี้ยเช่นกันในช่วงต้นวาระ แต่มีแนวโน้มดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง รักษาวินัยด้านเงินเฟ้อมากกว่า ซึ่งถือว่าดีตลาดหุ้นโดยรวม
ทั้งนี้ช่วงเดือนมกราคมที่คาดว่าจะมีข่าวและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุคคลสำคัญทั้งสองน่าจะทำให้ภาพของประธาน Fed ชัดเจนขึ้น ซึ่งผมจะติดตามและนำมาอัปเดตเพิ่มเติมในลำดับถัดไปครับ
⚠️คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และควรศึกษาข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว ก่อนตัดสินใจลงทุน
🏷️เอกณัฐ พีรมธุกร ผู้เเนะนำการลงทุนตราสารทั่วไป เลขที่ใบอนุญาต 138635
อุ่นใจยิ่งขึ้น... ปรับพอร์ตอัตโนมัติตามพอร์ตแนะนำ
เมื่อสมัครใช้บริการ ฟรี!
สำหรับลูกค้าเมืองไทยยูนิตลิงค์ทุกท่าน
ลูกค้าสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนแนะนำได้แล้ววันนี้
ผ่าน MTL Click Application

ดาวน์โหลดเลย!

